Follow my soul ,, ♥

เขียนไปเท่าที่ใจอยาก

► Nippon’10 Day03-1 :: ซากุระบาน ที่ย่านโคมแดง ,, ASAKUSA* May 23, 2010

,, 11 เมษายน 2553 (อาซากุสะ / Asakusa / 浅草 )

หลังจากที่นอนพักเอาแรงไปซะ 1 คืนเต็มๆแล้ว เช้าวันนี้ก็มีแรงออกเที่ยวต่อแล้วค่ะ
สำหรับวันนี้ ถ้าหากว่าไม่ได้มีเหตุการณ์ฉุกเฉินให้เวลาของเราดีเลย์ไปเหมือนอย่างเมื่อวานแล้วล่ะก็
วันนี้ก็จะได้เดินเที่ยว ย่านอาซากุสะ ที่ประกอบไปด้วย ตึกอาซาฮี / แม่น้ำซุมิดะ / วัดเซนโซจิ
แล้วก็สวนสนุกเอโดะ (ตั้งชื่อเอง555+ จริงๆชื่อ สวนสนุกฮานายาชิกิ / Hanayashiki amusementpark ค่ะ)
แล้วก็จะไปต่อกันที่อากิฮาบาระ แหล่งรวมโอตาคุ เอ๊ย ย่านไอทีแห่งโตเกียว (ฟู่วว เกือบไป -*-)
แล้วก็ไปสนุกกันที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ / ชมตะวันตกดินที่เรนโบว์บริจด์ ที่โอไดบะนู่น
แล้วก็ไปเริงร่าท้าราตรีกันที่โตเกียวทาวเวอร์~

หลายคนอ่านแล้วคงกุมขมับ “จะไปหมดได้ยังง๊ายยยยยยยย!!!”
ถูกค่ะ… ก็ไปไม่หมดจริงๆ 55555+
สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้ไปโอไดบะ เพราะมองจากเวลาแล้วมันไกลเกินไป คงไม่ทันพระอาทิตย์ตกดิน
เลยเปลี่ยนใจไปชมมุมสูงของโตเกียวฟรีๆ กันที่ชินจุกุแทนค่ะ
เอาไว้เดี๋ยวค่อยเล่าให้ฟังเนอะ เอนทรี่นี้ มาพาเที่ยวอาซากุสะกันดีกว่า ^^

สำหรับอาซากุสะ หลายๆคนคงรู้จักกันดีในนามของ “โลโก้ของโตเกียว”
เพราะเจ้าโคมแดงอันโตที่แขวนเอาไว้ ที่หน้าทางเข้าประตูวัดเซนโซจิ (ที่เรียกกันติดปากว่าวัดอาซากุสะ) นี่ล่ะ
ที่เราคุ้นหน้าคุ้นตามันเป็นอย่างดี สามารถพบเห็นได้ทั่วไปตามชั้นวางหนังสือ ^^
มันถึงได้เกิดเป็นธรรมเนียมปฎิบัติขึ้นมา “ไม่ได้มาอาซากุสะ เหมือนไม่ได้มาโตเกียว” เค้าว่ากันงั้น ><
แต่…. อันที่จริงแล้ว อาซากุสะ ยังมีอะไรอีกเยอะแยะ มากกว่าแค่ถ่ายรูปหน้าโคมแดง
นมัสการเจ้าแม่กวนอิม แล้วก็ชอปปิ้งที่ถนนนามิคาเซะ

Asakusa station (subway) → Sumida river → Asahi building → Kaminarimon
→ Namikase dori → Sensoji temple → Hanayashiki amusementpark
→ Asakusa shrine → Umamichi dori → Asakusa station (subway)

เยอะแฮะ =[]=

อาซากุสะ / Asakusa / 浅草
ในช่วงศควรรษที่ 20 ที่ผ่านมา อาซากุสะ ถือเป็นย่านบังเทิงทีมีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งของโตเกียวเลยทีเดียว
แต่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น ย่านนี้ได้โดนระเบิดพังราบเป็นหน้ากลอง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์ทิ้งระเบิดในเดือนมีนาคม 1945 อาซากุสะแทบไม่เหลือซาก
หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง ย่านอาซากุสะก็ถูกฟิ้นฟูขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
แต่การฟื้นตัวกลับมาอีกครั้ง ก็โดน ชินจุกุ มามืดแซงหน้าไปไม่ทิ้งฝุ่น
อาซากุสะ ก็เลยหมดหน้าที่ในการเป็นย่านเอ็นเตอร์เทนเมนท์
แต่ก็ยังโชคดีที่ได้รับหน้าที่สำคัญทางประวัติศาสตร์แทน ก็อย่างที่เห็นกันในปัจจุบันล่ะค่ะ ^^

การเดินทางมาย่านนี้ ง่ายแสนง่ายค่ะ
ถึงแม้ว่าจะอยู่หลุดออกมาจากเส้นทางเดินรถของ JR Yamanote line
แต่ว่าก็สามารถเดินทางมาที่นี่ได้ด้วยรถไฟใต้ดินทั้ง 2 บริษัทเลยค่ะ (Tokyo และ Toei)
ทั้ง Ginza line (Tokyo metro) และ Asakusa line (Toei) ก็ลงที่สถานที Asakusa ทั้งคู่
ลงจากรถใต้ดิน ก็เดินตามป้าย “Sensoji exit” มาเลยค่ะ
แล้วก็เลือกขึ้นทางออกที่………… อืมมมม………………….. 3 / 4 /5 ซักอัน!!
เอาเป็นว่าโผล่ขึ้นมาก่อน ว่ากันทีหลังละกันค่ะ 555+

.

.

.

โผล่ขึ้นมาบนดินแล้ว ให้เดินไปทางแม้น้ำ เพราะว่าเราจะไปดูตึกอาซาฮีกันก่อน
ในฐานะที่เป็นสถาปนิก ก็ต้องแสดงความสนใจกับสถาปัตยกรรมบ้างอะไรบ้างนะ 555+
ตั้งแต่แรกก็คือตั้งใจจะไปดูตึกนั้น มากี่ทีก็ต้องไปค่ะ เพราะว่ามีเรื่องคาใจกับมันมากมาย


ตึกอาซาฮิ (Asahi Bīru Kabushiki Gaisha)

ตึกอาซาฮี นี้ เค้าว่ากันว่าเป็น Landmark ของอาซากุสะเลยค่ะ
พอขึ้นมาจากรถไฟใต้ดิน มองไปทางแม่น้ำซุมิดะ (Sumida) ยังไง๊ยังไงก็ต้องมองเห็น
เจ้าตึกหน้าตาประหล๊าดดดดดประหลาด 2 ตึกนี้
ลูลิเคยอ่านเจอในหนังสือซักเล่ม ว่าตึกนี้เป็นตึกที่ได้สถาปนิกชื่อก้องโลกมาออกแบบให้
ซึ่งคอนเซปต์ก็จะสื่อถึงแก้วเบียร์
หนังสือหลายเล่ม เวปหลายเวป ลงภาพเอาไว้ว่าตึกที่โด่งดัง นั่นก็คือตึกที่เตี้ยกว่า
ที่เหมือนแก้วกาแฟ ที่มีควันอุ่นๆลอยขึ้นมานั่นล่ะค่ะ (มองอย่าสุนทรีย์สุดๆละนะ มีแต่คนเรียกว่าอุนจิ -*-)
ลูลิมายืนมองตรงนี้ 3 หนถ้วน!! ก็ยังมองไม่เห็นว่ามันจะเป็นแก้วเบียร์ตรงไหน = =*
ถ้าหากบอกว่าเป็นตึกเอสเพรสโซ่ ก็ยังพอแถไปต่อได้
แต่นี่….มองยังไงไอ้ตึกสูงก็เหมือนแก้วเบียร์กว่าอยู่ดี
ทั้งสีทองตลอดตึกที่เหมือนสีของเบียร์ แถมยังขยุกๆข้างบนนั่น ดูยังไงก็ฟองเบียร์ชัดๆ…
แต่เอาเถ๊อะ ก็ไม่รู้จะเถียงกับใครเหมือนกัน เอาเป็นว่าเวลาถ่าย ก็ถ่ายมาทั้ง 2 ตึกนะคะ
เวลาเอามาคุย จะได้ไม่หน้าแตก >////<

เอาล่ะค่ะ ได้มายืนสร้างความขัดแย้งในใจกับตึกอาซาฮีสมใจอยากแล้ว
แต่ว่าสิ่งที่เหนือความคาดหมาย ก็อาจจะเป็นเพราะว่าอยากจะลองมองในมุมอื่นๆบ้างนี่ล่ะค่ะ
ก็เลยหาเรื่องเดินไปตามแม่น้ำซุมิดะ..
แล้วก็ไปเจอเข้ากับสวนสาธารณะริมน้ำนี่ ที่ต้นซากุระบานสะพรั่งเต็มไปหมด
อ๊ากกกกกกกก งามกว่าอุเอโนะ สิบเท่า ร้อยเท่า ><
ด้วยความที่ซากุระตรงนี้เป็นคนละพันธ์กับที่อุเอโนะค่ะ เวลาโรยก็เลยต่างกันนี๊ดหน่อย โชคดีจริงๆ ^^


ซากุระริมน้ำค่ะ ถ่ายรูปไม่สวยเท่าไหร่ แต่อยากให้เห็นว่าบานเย๊อะะะะะะ จริงๆ

ตรงต้นสวนสาธารณะ จะเป็นท่าเรือ water bus (ตรงที่เห็นคนเข้าคิวกันเยอะๆนั่นล๊ะ)
สามารถลงเรือตรงนี้ ล่องชมวิวไปได้ถึงอ่าวโอไดบะนุ้นนนเลย เสียดายไม่มีโอกาสนั่งซักที T^T


ข้างหลังเป็นถนนเลียบสวนสาธารณะค่ะ ก็มีแนวซากุระ เรียงไปตลอดเส้นเลย
แล้วก็นั่น รถลากค่ะ เอาไว้นั่งชมวิว ><


พื้นสวนสาธารณะเป็นพื้นกรวดอัดธรรมด๊าธรรมดา แต่ก็ดูสะอาดเรียบร้อยสุดๆ


ช่วงวันหยุด คนก็จะมาฮานามิกันที่นี่เหมือนกัน ก็จะเห็นร้านค้าขายของกินอยู่ประปราย


ถนนด้านล่าง ที่ขนานกับสวนสาธารณะ


กำลังจะข้ามถนนกลับไปที่วัดเซนโซจิ แล้วก็เจอกับกลุ่มลูกเสือตัวน้อย
เดินจับมือกันมาเป็นแถวยาวเลย น่าร๊ากกกกกก


หน้าตาบ๊องแบ๊วน่าร๊ากกกกกกกกกก ♥


จูงมือกันแน่นเลย รับรองไม่มีหลง ^^

.

.

.

เดินมาอีกนิดเดียว ก็ถึงโลโก้ของโตเกียวที่บอกไว้แล้วล่ะค่ะ
นั่นก็คือ ประตูสายฟ้า หรือ Kaminarimon นั่นเอง!!

ประตูสายฟ้า / Kaminarimon / 雷門 เป็นซุ้มประตูทางเข้าสู่วัดเซนโซจิค่ะ
ที่กลางประตูจะมีโคมแดงอันเบ้อเริ่มแขวนเอาไว้ เห็นเหมือนโคมกระดาษแบบนี้ หนักตั้ง 670 กิโล เชียวนะคะ
ไปยืนแอกชั่นข้างใต้ ก็เสียวๆมันจะหล่นโครมลงมาเหมือนกันนะนั่น ><

Kaminarimon เป็นสถาปัตยกรรมที่เก่าแก่มากค่ะ สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 942
แต่ว่าที่เห็นอยู่นี้ ไม่ได้เก่าแก่ขนาดนั้นหรอกค่ะ (1068 ปี หูววววว)
Kaminarimon หลังนี้ได้สร้างขึ้นมาใหม่ และย้ายมาจากที่ตั้งเดิมในปี 1635
ซึ่งรูปปั้นเทพฟูจิน และเทพไรจิน (เทพสายฟ้า และเทพวายุ) ก็ได้ถูกอัญเชิญมาไว้ที่ประตูตั้งแต่นั้นมา
แต่.. ประตูนี้ก็มีอันที่จะต้องถูกทำลายลงหลายครั้ง แต่ก็สร้างใหม่ขึ้นมาทุกครั้งไป
จนครั้งล่าสุดในปี 1649 โทคุกาว่า อิเอมิตสุ (Tokugawa Iemitsu) ก็ได้สร้างขึ้นมาใหม่ และคงอยู่ถึงปัจุบัน

ส่วนรูปปั้นฟูจิน-ไรจิน เคยอ่านจากที่ไหนไม่รู้ว่าก็โดนไหม้ไปพร้อมๆกันประตูนั่นล่ะค่ะ
ที่เห็นในปัจจุบัน เป็นหัวเดิมตัวใหม่ ไม่ก็ตัวเดิมหัวใหม่ … ซักอย่างนี่แล ><


รับรองว่าทุกคนมาต้องมีรูปมุมนี้
(ได้ยินภาษาไทยเจี๊ยวจ๊าวสุดๆเลยค่ะ)


ส่วนลูลิต้องขอภาพนี้ทุกครั้ง (กะว่าอีกหน่อยจะเอามารวมเป็นคอเลกชั่น)

.

.

.

ลอดประตูชะแว๊บบบบบ มา ก็ต้องหูตาลายไปกับร้านคานับร้อย!!
เชื่อได้เลย วิญญาณนักชอป จะต้องเริ่มสำแดงฤิทธิ์เดชแน่นอน ><
ใช่แล้วค่า.. ตรงนี้ก็คือ Namikase dori (ถนนนามิคาเซะ) ถนนสายชอปปิ้งของอาซากุสะ

จะเห็นว่าคนเยอะมั่กๆ…
แล้วเชื่อมั๊ยคะว่า เดินชนคน 10 คน ขอโทษเป็นภาษาไทยซัก 4 คน – -;
คนไทยเยอะจริงๆค่ะ ไม่มีที่ไหนอีกแล้วที่จะเดินชนคนไทยได้เยอะขนาดนี้!!!

ตรงกลางๆถนนจะมีร้านขายไอศครีมอยู่ อร่อยเชียวล่ะ
มากินครั้งที่แล้วโดยบังเอิญ ครั้งนี้น้องสาวก็เลยขอบุคเอาไว้ในลิส ‘MUST GO’ อีก 1 รายการ
ครั้งก่อน ซื้อแล้วก็ออกมาเดินกินตามทางนี่ล่ะค่ะ แล้วก็ไปพ่นไอติมใส่หัวชาวบ้านเค้า
(แบบว่าเกิดเส้นตื้นกระทันหันหรืออะไรไม่รู้ อ๊ายอาย ><)
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุการณ์นั้นรึเปล่า คราวนี้เจ้าของร้านเค้าไม่ให้ออกมาเดินกินข้างนอกเลยค่ะ -*-
เค้าบอกว่า คนเยอะให้กินให้เสร็จก่อนแล้วค่อยออกไปเดิน
หื๊อออออออออ นี่ซื้อกินนะ ยังมาบังคับลูกค้าอีก!!!!
ร้านเล็กๆมากๆๆๆ แต่ยัดเข้าไปในนั้น 5-6 คน อึดอัดน่า T^T

ด้วยเวลาที่มีจำกัดอย่างพวกลูลิ ทำให้สถานการณ์บังคับค่ะ คือ ยัด!!!
สุดท้าย ไม่ได้ลิ้มรสความอร่อยของไอติมเลย แบบว่าทำเวลาจัด ยัดลูกเดียว ><
(ตอนออกมาถึงได้รู้ว่า ข้างในร้านนั่น คนไทยล้วนแหละ!!)


นามิคาเซะโดริ ยาวววววววว สุดลูกหูลูกตา


มีร้านขายของทุกแบบค่ะ ตั้งแต่ของกิน ของใช้ ของฝาก รูปดารา เสื้อผ้าซามูไร บลาๆๆๆๆ


คุณป้าขายดังโงะค่ะ  (ข้างๆร้านไอติม) อยากลองชิมเหมือนกัน แต่ 2ลูก 300 เยนนี่มันก็ -*-


ขายของฝากแบบญี่ปุ่น
หาได้ทั่วไปแทบจะทุกย่านเลยค่ะ  ราคาไม่ต่างกัน
แต่ก็อาจจะมีบางอย่างที่มีเฉพาะย่าน อย่างไดฟุกุ ก็จะมีห่อตามแบบแต่ละย่านต่างกันออกไป


คุณลุงขายขนมเซมเบ้ (ข้าวเกรียบทอด)
ก็อร่อยดีนะคะ แต่ว่าราคาแพงมั่กๆอ่า.. กลับมากินชินมัยบ้านเราดีก่า (เหมือนกันตรงไหน -*-)


พวงกุญแจ ของฝากสุดฮิตค่ะ ราคาประมาณ 500-800 เยน แล้วแต่แบบ ,, ตาตีได้ตาร้ายเสีย อิอิ


ใกล้ถึงทางเข้าวัดแล้ว ซ้ายมือจะเป็นโรงเรียนอนุบาล
ถ้ามาตอนช่วงเลิกเรียน จะเห็นคุณแม่มารับเด็กๆเต้มไปหมดเลยค่ะ น่ารักมากกกกกกกกก
(บรรยายไม่ได้เกี่ยวกับรูปซักนิด 555)


อ๊ะ ประตู Hazo-mon อยู่ตรงหน้าแล้วค่ะ แสดงว่ามาถึงวัดแล้วค่ะ


Hazo-mon (ฮะโซมง) มีโคมเหมือน Kamimarimon เลยค่ะ
แต่มากี่ทีก็ไม่เห็นเคยเอาโคมลง พับอยู่งั้นตลอดเลยอ่ะ -*-

.

.

.ด

วัดเซนโซจิ / Sensō-ji / 浅草寺 เป็นที่ประดิษฐานของเจ้าแม่กวนอิมที่มีชื่อเสียงมากที่สุดอีกแห่งหนึ่ง
เริ่มต้นมาจาก วันที่ 18 มีนาคม ปี 628 (ถึงขนาดรู้วันที่ -*-) ชาวประมง 2 คนได้ทอดแหจับปลาอยู่ที่แม่น้ำซุมิดะ
แล้วตอนที่ลากแหขึ้นมานั้น ก็ได้มีรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมขนาดประมาณ 5 นิ้วติดแหขึ้นมาด้วย
ไม่ว่าจะทิ้งกลับลงน้ำซักกี่ครั้ง ทุกครั้งที่ทอดแห รูปปั้นก็จะติดขึ้นมาทุกครั้ง
หัวหน้าในหมู่บ้าน (ผู้ใหญ่บ้านละมั๊ง = =’) ก็ได้ตระหนักถึงความศักดิ์สิทธิ์ขององค์เจ้าแม่กวนอิม
ก็เลยดัดแปลงบ้านของตัวเองในอาซากุสะให้เป็นวัดเล็กๆ เพื่อให้รูปปั้นเจ้าแม่ได้ประดิษฐาน
หลังจากนั้นพอเรื่องราวโดนพูดต่อกันปากต่อปาก ทำให้ผู้คนพากันเดินทางมาสักการะกันจากทั่วทุกทิศ
ต่อมาในปี 645 ก็ได้สร้างวัดจริงๆขึ้นมา ซึ่งนั่นก็ถือเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่นเลยล่ะค่ะ

วัดเซนโซจิมีพื้นที่ค่อนข้างใหญ่นะคะ เหมือนเห็นแว๊บๆว่าใหญ่ติดอันดับเลยล่ะ
นอกเหนือจาก Main Hall ที่เป็นที่ประดิษฐานเจ้าแม่กวนอิมแล้ว
ก็ยังมีศาลเจ้า/วิหารเล็กๆอยู่รอบๆอีกเยอะแยะเลยค่ะ
ยังไงนมัสการเจ้าแม่กวนอิมแล้ว ก็อย่าลืมเดิมชมรอบๆด้วยนะคะ

เอาล่ะ มาชำแหละกันหน่อยดีกว่า ว่ามีอะไรให้ไหว้บ้าง
เวลาไปถึงจะได้ไหว้ถูกที่ถูกทาง ไม่มั่วเหมือนใครบางคนแถวนี้ ฮุฮุ ^^

ก่อนที่จะผ่าน Hozo-mon มา ทางซ้ายมือ คือ Nade botokesan budda
เป็นรูปปั้นที่คนจะมาขอพรเพื่อให้โชคดี แล้วก็ช่วยให้หายจากโรคร้ายทั้งหมดทั้งปวง

ผ่าน Hoza-mon มา ทางซ้ายมือก็จะเห็นเจดีย์ 5 ชั้น (five-stories pegoda)
ของเก่าพังเรียบไปแล้วเช่นกัน ที่เห็นอยู่นี่ก็เป็นเจดีย์ที่สร้างขึ้นใหม่ในปี 1973 ค่ะ
แต่ถึงจะเป็นของใหม่ที่สร้างขึ้นไม่กี่สิบปีมานี้
แต่ก็ต้องบอกว่าคงลักษณะของสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นไว้ทุกกระเบียดนิ้วนะคะ ^^


เจดีย์ 5 ชั้นจ้า

มองตรงไปข้างหน้าค่ะ จะเห็น Main Hall ที่ประดิษฐานของเจ้าแม่กวนอิม
แต่ว่าก่อนที่จะเข้าไปในวิหารนั่น ตามประเพณีคือจะต้องล้างหน้าบ้วนปากก่อนนะคะ
ศาลาที่เป็นจุดล้างไม้ล้างมือของที่นี่ โออ่าเวอร์กว่าที่อื่นๆมากค่ะ
บางวัดก็จะเป็นแค่อ่างหิน รางไม้ไผ่.. แต่ดูของที่นี่ รูปปั้นไฮโซวววววว..

ลูลิมาที่นี่พร้อมทัวร์ลงพอดีค่ะ คนเยอะมั่กๆ -*-
ตามมารยาทชาวไทยที่ดี ก็ยืนยิ้มหวานเข้าคิวค่ะ (ทำไมต้องยิ้ม 555+)
ยืนรอซักพัก แถวก็ขยับไปเรื่อยๆ จนใกล้ถึงแล้วค่ะ
เดี๋ยวเจ๊คนข้างหน้าเสร็จก็ตาเราละ
แต่… พอเจ๊จะปล่อยมือ อาม่ามาจากไหนไม่รู้ค่ะ คว้ากระบวยไปเลย =[]=’
ในใจก็คิดว่า ไม่เปนไรๆ ให้อาม่าแกไปก่อน คนเดียวเอง ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร…
พออาม่าบ้วนปากเสร็จ แทนที่จะส่งต่อให้คนข้างหลัง อาม่ากวักมือเรียกอาแปะ!!!
อาแปะมาจากไหนไม่รู้ โฉบกระบวยไปอีก!!!!!!!!
ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร อาแปะอีกคน ไม่เป็นไร (กัดฟันกรอดดดดดด)
พออาแปะบ้วนปากเสร็จ กวักมือเรียกอาเจ๊อีก!!
กรี๊ดดดดดดดดด ไม่ไหวละว๊อยยยยยยยย
เลยสบถออกมาแบบไม่ได้ตั้งใจ “วันนี้กูจะได้ล้างมั๊ยวะ!!”
อาเจ๊สะดุ้ง รีบวางกระบวยแล้วออกไปเลย….
ลูลิก็ตกใจ ก็นึกว่าคนจีนนะ แค่สบถคนเดียว (แต่ดัง) ไม่ได้ตั้งใจจะด่าใครนะ  555+

การล้างมือก่อนเข้าวัดหรือศาลเจ้าเป็นประเพณีของญี่ปุ่นค่ะ
หมายถึงการชำระล้างสิ่งสกปรกทั้งกายและจิตใจก่อนที่จะเข้าวัด
วิธีการก็คือใช้กระบวยที่เตรียมไว้ให้รองน้ำจากน้ำพุ/น้ำตก
ล้างมือซ้าย ล้างมือขวา แล้วก็รองน้ำใส่มือมาบ้วนปาก เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จพิธี ^^


รูปปั้นที่อยู่ในศาลาล้างมือ


น้ำไหลออกมาจากปากมังกร ไฮโซวววได้โล่ห์


หลังจากตะเพิดอาเจ๊(แบบไม่ได้ตั้งใจ)ไป ลูลิก็ได้ล้างมือซะที หุหุหุ

.

.

.

ชำระจิตใจเรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะขึ้น Main hall ก็จะเจอกับกระถางกำยานขนาดใหญ่ตั้งขวางอยู่
อันนี้ก็เป็นความเชื่อของชาวญี่ปุ่นเหมือนกัน เค้าเชื่อว่ากำยานจะช่วยรักษาอาการเจ็บป่วยได้ค่ะ
วิธีก็คือไปซื้อกำยานมาจากศาลาข้างๆ
กระจุกละ 500 เยนนะ ถ้าจำไม่ผิด — รู้สึกป่วยตั้งแต่เห็นราคาเลยค่ะ -*-
ด้วยความจน เลยมองๆไปที่กระถาง อะหืออออควันขโมงเลยง่ะ
คนจุดคงกวักไม่หมดหรอกน่า ไปขอแชร์ด้วยละกัน เพื่อน(มนุษย์)กัน ต้องแบ่งกันซี่ ><
ว่าแล้วก็เดินดุ่มๆเข้าไปกวักควันเข้าหาตัว
เค้าว่าป่วยตรงไหน เจ็บตรงไหน ก็ให้กวักควันเข้าตรงนั้นค่ะ ไม่ใช่ไปเอามือไปอังนะจ๊ะ
ลูลิก็กวักควันเข้าหน้าพลั่กๆ ขอให้สวย ขอให้รวย 55555+  (สัญญาว่าถ้ารวยจะมาจุดของตัวเองน๊า ><)


กระถางกำยาน ควันโขมง

กวักควันกำยานเข้าตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็เข้าไปนมัสการเจ้าแม่กวนอิมกันด้านในค่ะ
แต่ด้านใน Main hall เค้าติดป้ายห้ามถ่ายรูป ลูลิก็เลยไม่ได้ถ่ายมานะคะ
ข้างใน Mail hall ก็จะมีกระถางรับบริจาค ที่ฝาจะมีร่องๆค่ะ เราโยนเงินลงไปก็จะมีเสียงกรุ๊งกริ๊งๆ
โยนเยอะโยนน้อยแค่ไหนรู้หมดเลยอ้ะ >///<
แล้วก็จะมีเซียมซี กับที่ให้บูชาเครื่องรางด้วย
แต่เนื่องจากอ่านไม่ออกซักตัวค่ะ ออฟชั่นนี้เลยเป็นอันต้องเมินไปอย่างช่วยไม่ได้ ^^”

ใครที่เข้าไปด้านในแล้ว อย่ามัวแต่ขอพรจนลืมมองรอบๆตัวนะคะ
บนฝ้าเพดานด้านใน จะมีรูปวาดนางฟ้ากับดอกบัว
ซึ่งเป็นงานของจิตกรชื่อดัง โดโมโตะ อินโช (Domoto Insho) ที่วาดเอาไว้ในศตวรรษที่ 20 ด้วยค่ะ

.

.

.

ออกมาทางด้านข้าง (ด้านซ้าย) ของ Main hall ก็จะเจอสวนสวยๆขนาดย่อม
ซึ่งอันที่จริงแล้ว ก็เป็นสวนที่เป็นทางเชื่อมระหว่างศาลเจ้า/วิหารเล็กๆอื่นๆค่ะ
ที่หน้าศาลแต่ละที่ จะมีป้าย(เหมือนในเรื่องอิกคิวซัง)ปักเอาไว้อธิบายถึงความเป็นมาของศาลนั้นๆ
แต่.. ทั้งหมดเป็นภาษาญี่ปุ่นค่ะ -*-  ถ้าไม่พึ่งคู่มือนี่ก็ไม่มีทางรู้เลยว่าอะไรคืออะไร!!


สวนญี่ปุ่นด้านข้าง Main hall ,, ซากุระต้นใหญ่ บานสวยเชียว


ขนาดรั้วที่กั้น ก็ยังเป็นรั้วไม้ไผ่แบบญี่ปุ่น แบบว่าเข้าบรรยากาศสุดๆ ><


สิ่งก่อสร้างทุกๆชิ้น จะมีป้ายอิกคิวซังแบบนี้ปักไว้ค่ะ ,, จะดีมาก ถ้ามีภาษาอังกฤษด้วยนะ -*-


Hexagonal temple  วัด 6 เหลี่ยม เป็นของเก่าตั้งแต่ ศตวรรษที่ 15 หรือ 16


ไม่แน่ใจว่าอะไรแฮะ แต่เข้าใจว่าเป็นเหมือนศาลเจ้าที่ของ Yougouho hall


Awashima hall ศาลเจ้าที่สร้างขึ้นบูชาเทพที่ปกปักษ์ดูแลสตรี


ทางออกด้านข้างของวัด เป็นชุมชน ร้านค้าขายของ
ตาม walking sightseeing ของทาง Yosoko Japan!  เค้าแนะนำให้เดินออกทางนี้
แล้วไปทะลุออกถนนข้างหน้านุ้นนนนนน ไกลม๊ากมาก ><

.

.

.

เดินออกมานอกเขตวัดซักพัก ก็จะเจอกับสวนสนุก ที่หน้าตาไม่เหมือนสวนสนุกเท่าไหร่นัก
คือมีของเล่นหวาดเสียวเหมือนกับสวนสนุกทั่วไป
แต่อาคารบ้านเรือน รวมทั้งพนักงาน แต่งตัวราวกับอยู่ในยุคเอโดะยังไงยังงั้น ><
นับว่าเป็นสวนสนุกที่คิด theme ได้เจ๋งทีเดียวเชียวล่ะ!!

Hanayashiki / Asakusa hanayashiki / 浅草花やしき เป็นสวนสนุกที่เก่าที่สุดในญี่ปุ่นค่ะ
สร้างมาตั้งแต่ปี 1853 เชียว (157 ปี =[]=)
ค่าเข้า 900 เยน บัตรรวมเครื่องเล่น 2,200 เยน
ข้างในมีเครื่องเล่นทั้งหมด 20 ชนิดค่ะ แต่ละอย่างก็ไม่ใช่เบบี๋นะคะ หวาดเสียวพอตัวเลยล่ะ
รายละเอียดอื่นๆ เผื่อสนใจแวะไปดูที่เวปไซต์ได้ค่ะ ==> http://www.hanayashiki.net/e/index.html

คงอาจจะเพราะว่าหน้าตารั้วของสวนสนุกนี้ ทำออกมาเป็นรูปบ้านเรือนสมัยโบราณ
ก็เลยไม่น่าแปลกใจอะไรที่จะมีคนมาใช้เป็น Background ถ่ายรูปกัน
แต่ที่น่าประหลาดใจและน่าตื่นเต้นที่สุด ก็คือ..
คอสเพลย์ ที่เมื่อวานเราไม่ได้เจอกัน กลับมาเจอกันที่นี่!!!!
ตรงด้านหน้าของสวนสนุก มีเด็กๆแต่งตัวไม่กลัวหนาวกันออกมาถ่ายรูปกันเป็นกลุ่มๆ
ก็เลยขอเข้าไปถ่ายรูปซะให้หายอยาก ซึ่งก็ดูเค้าจะเต็มใจให้ถ่ายซะเหลือเกิน ^^


ด้านหน้าของสวนสนุก ข้างบนนั่นจะเรียกว่าอะไรดี ชิงช้าสวรรค์ทางราบ???


อันนี้เข้าใจว่าเป็นที่ซื้อบัตร หรือไม่ก็ขายของที่ระลึก


เด็กๆมาแอกท่าถ่ายรูปกันเป็นหย่อมๆ


ไม่รู้ว่าคอสเรื่องอะไรค่ะ แต่ก็เข้าไปขอถ่ายรูปทันที ฮ่าๆๆ


2 คนนี้น่ารักมาก แต่งตัวไม่กลัวหนาวเลย


ส่วนน้องคนนี้แอบถ่ายอยู่เงียบๆ แต่พอเค้าเห็นกล้องเท่านั้นล่ะ รีบหันมาชูสองนิ้วให้เลย ^^

.

.

.

หลังจากที่เปรมกับน้องๆคอสเพลย์ซะเต็มที่แล้ว ก็รีบเดินกลับทางเดิม
กลัวเข้าวัดเซนโซจิตามทางที่เดินออกมาค่ะ .. ก็ยังเดินไม่ทั่วเลยนี่เนอะ


วนเข้าทางด้านหลังของ Main hall เป็นลานที่จอดรถของรถบัส จะมีสวยเล็กๆอยู่ริมรั้ว


ตรงนั้นมีต้นซากุระต้นนึง บานเต็มที่เลย สวยม๊ากมาก


ชายไทยกับชาวเกาหลี แลกกันถ่ายรูป ฮี่ๆๆๆ


ซากุระที่กำลังจะโรย แต่ก็ยังสวยอยู่ดี ^^


พนักงานศาลเจ้าที่เดินผ่านมา ,, อ๊ายยย เค้าแค่เห็นกางเกงฟ้าสวยดี ไม่ได้คิดอะไร๊ ><

.

.

.

อ้อมหลัง Main hall มาทางด้านขวา ที่อยู่ตรงกันกับ Main hall เป๊ะๆ
ก็คือ Asakusa shrine (ศาลเจ้าอาซากุสะ) ซึ่งเป็นศาลเจ้าที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติให้กับ
2 พี่น้องชาวประมง ที่เป็นผู้ค้นพบองค์เจ้าแม่กวนอิมองค์นี้


บ่อล้างมือของ Asakusa shrine


กระดาษตัดๆ กับเชือก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของศาลเจ้า


ชาวญี่ปุ่นเองก็มาไหว้ที่ศาลเจ้านี้เหมือนกั (ถ่ายรูปเบี้ยวตลอด สงสัยจะสายตาเอียงแฮะเรา = =’)


รถลากค่ะ พาชมเมืองรอบๆ ,, บางทีเห็นขนาดคนนั่งละก็สงสารคนเข็นยังไงไม่รู้เนอะ

ขอแนะนำว่าด้านหน้าวัด คนลากจะหล่อค่ะ ฮ่าๆๆๆๆ


ด้านหลัง Asakusa shrine จะมีโรงเก็บเกี้ยว (เรียกถูกใช่มั๊ย?) ที่ใช้ในเทศกาลแห่ต่างๆอยู่


สิงโตหินที่เฝ้าหน้าศาลเจ้า

ด้านหน้าของ Asakusa shrine จะมีลานกว้างๆค่ะ
ก็จะมีคนมาเปิดการแสดงโชว์ลิงอยู่
ลิงแสนรู้มาก แล้วก็หน้าตาน่ารักด้วย ประทับใจ ><


สั่งให้น้องลิงเดินเอามือไขว้หลัง ก็ทำตามได้ด้วย


ตอนพักโชว์ ก็แอบพาไปแต่งตัวหลังกล่อง(?) น่ารักมากๆๆๆๆ ><


Niten-mon ประตูทางเข้าวัดอีกฝั่งค่ะ
ตอนลูลิมาครั้งแรก ทัวร์ก็พาเข้าทางนี้ ด้วยเหตุผลว่าให้เดินดูวัดก่อน
ถ้าเข้าทาง kaminarimon จะชอปจนหมดเวลา แล้วจะไม่ได้เข้ามาในวัด
ซึ่งก็จริงอย่างเค้าว่า ขนาดชอปทีหลังยังมาเลทกันกระจาย ><

เดินเลยมาอีกหน่อย ก็จะเจอลานโล่ง ที่ครั้งนี้ไม่โล่ง!!
เพราะเต็มไปด้วยร้านค้าขายอาหาร หรือที่ลูลิชอบเรียกว่า “งานวัด” นั่นล่ะค่ะ
มีของขายเยอะแยะไปหมดเลย ดีนะเนี่ยที่ยังเช้าอยู่ ไม่งั้นคงกินซะพุงกางไปต่อไม่ไหวแน่ล่ะ ><
ของขายเยอะ แต่พระเอกของงานคงหนีไม่พ้น “ทาโกะยากิ” เพราะว่ามีร้านขายแข่งกันเยอะไปหมด


ร้านนี้สีสันดูแล้วชวนเข้าไปซื้อสุดๆ จี๊ดจ๊าดได้ใจ


แต่ลูลิอยากซื้อร้านนี้มากกว่า ><
,, อยากลองเดามั๊ยคะว่าเพราะอะไร


แท่นแท๊นนนน คำตอบค่ะ
เพราะว่าคุณพ่อ-คุณลูกช่วยกันทำมาหากินน่ะสิคะ แหมมม น่าประทับใจออกใช่ม๊าาาาา
(ไม่ได้เกี่ยวกับหน้าตาลูกชายค่ะ ไม่เกี่ยวจริงจรี๊งงงงง)

.

.

.


เดินเลยลานงานวัดออกมา ก็เกือบจะออกจากบริเวณวัดแล้วล่ะค่ะ
แต่ว่าหูดันดีเกินไป ได้ยินเสียงเหมือนมีขบวนแห่อะไรซักอย่าง มาจากทางถนนเมน
ด้วยสัญชาตญาณ(อยากรู้อยากเห็น)ก็เลยพุ่งไปที่เกิดเหตุ(?) ก่อนจะมีใครท้วงได้ทัน!!
ใช่แล้ววว งานขบวนแห่จริงๆด้วยค่ะ
ตอนแรกก็นึกว่าเป็น  Sanja Matsuri / 三社祭 ซึ่งเป็นพิธีหนึ่งในสามของพิธีการใหญ่ของนิกายชินโต
ซึ่งเป็นการจัดขึ้นเพื่อเป็นเกียรติให้กับ 3 ท่านที่เป็นผู้ก่อตั้งวัดเซนโซจิ (2พี่น้องชาวประมง + หัวหน้าหมู่บ้าน)
แต่พิธีแห่นี้จะมีขึ้นทุกๆปี ในสุดสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพฤษภาคม ที่เราไปมันเดือนเมษานี่นา งั้นก็ไม่ใช่ละ
แต่หาเท่าไหร่ก็ไม่อาจรู้ได้ว่าเค้าแห่อะไรกัน เอาเป็นว่าไปยืนดูเค้าแห่นกกระเรียนสวยๆเฉยๆละกันเนอะ ><


มีเหมือนวงดนตรีเคลื่อนที่ นั่งเกี้ยวมาด้วย ^^ ,, แอบสงสารคนลาก ลากกันตาเหลือก = =


คนเต็มเอี้ยด 2 ข้างทาง ,, ลิบๆนู่น เห็นหัวนกกระเรียนกันมั๊ยคะ ^^

.

.

.

พอขบวนแห่จบ คนก็แตกฮือ ทางใครทางมัน
ลูลิก็เดินกลับมาหาน้องๆที่ยืนทำหน้าเซ็งรออยู่ ><


องค์พระที่ได้รับมาจากพ่อค้าผู้ร่ำรวยสมัยเอโดะ


Benten-yama shoro กับหอระฆัง ที่ในสมัยเอโดะจะตีทุกๆชั่วโมง


เป็นกลุ่มของวัดอีกกลุ่มหนึ่ง แต่ว่าไม่ได้เปิดให้เข้าไปสักการะ

.

.

.

จาก Benten-yama shoro เดินตรงมาก็จะเจอกันถนนที่คู่ขนานกับ Namikase dori
ชื่อว่า Umamichi dori ซึ่งสองข้างทางก็จะเป็นร้านขายของ และร้านอาหารคล้ายๆกัน
แต่ดูจะเงียบเหงากว่า แล้วก็ดูมีระดับกว่า (อาจจะเพราะว่าคนไม่มุงกันหน้าร้านมั๊ง ^^”)


ร้านสวย ^^ แต่ไม่กล้าเข้า เพราะไม่รู้ว่าร้านอะไร 555


หน้าตาเหมือนร้านขายพริก ^^

ระหว่างทางตรงถนน Umamichi dori ก็บังเอิญเหลือบไปเห็นสนามเด็กเล่น
ซึ่งเด็กๆกำลังเล่นของเล่นกันอย่างสนุกสนาน
เลยอดไม่ได้ที่จะถ่ายรูปความน่ารักของน้องๆมาเก็บไว้
ไม่ใช่แค่ลูลิเท่านั้นนะคะ ที่ยืนถ่ายรูปอยู่นานสองนาน
หนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นที่เดินผ่านไปผ่านมา ก็อดไม่ได้ที่ควักกล้องขึ้นมาถ่ายรูปเหมือนกันค่ะ ^^


อยากเล่นนะ แต่ก็กลัว 555+


อ่าว แล้วทำไมหนูไม่มีคู่ล่ะ -*-


ขอไปเล่นฟากนั้นด้วยคนได้ม่าาาา


ป๋มก็อยากเล่นด้วยนะ


กระเป๋าน่ารักได้อี๊กกกกกก


เบื่อไม้ลื่นละ ขอปีนสะพานดีกว่าค่ะ

ยืนถ่ายรูปน้องๆจนกินเวลาไปโข (นานกว่ากินไอติม = =’)
ไม่ได้การละ ต้องรีบไปอากิฮาบาระก่อนจะเที่ยงซะด้วยสิ
เดินออกจากถนนนี้ไปเลี้ยวซ้ายนิดเดียวก็จะเจอสถานีรถไฟใต้ดินแล้วค่ะ
แต่ระวังหนุ่มลากรถหล่อๆจะมาชวนไปนั่งรถเล่นหน่อยะคะ ><

To be continue…

 

► Nippon’10 Day02-4 :: วัยรุ่นขอวุ่นด้วยคน.. ชิบุยะ-ฮาราจุกุ-โอโมเตะซานโต May 3, 2010

,, 10 เมษายน 2553 (Harajuku → Omotesando → Shibuya )

ถ้าจะให้เปรียบโทริอิหน้าศาลเจ้าเมจิ เป็นประตูไปไหนก็ได้ของโดเรมอนก็คงฟังดูไม่ค่อยเกินจริงซักเท่าไหร่
เพราะแค่ก้าวเท้าพ้นพื้นกรวดลงสู่สะพานคอนกรีต บรรยากาศโดยรอบก็เปลี่ยนแปลงทันทีทันใดเลยล่ะค่ะ
เกือบๆจะมืดแล้ว แต่วัยรุ่นอย่างลูลิ(?) ก็ยังไหวอยู่~ ^^
เอนทรี่นี้ จะไปลุยถนนวัยรุ่นแสนว้าวุ่นที่ตรอกทาเคชิตะ (Takeshita dori)
ถนนเบรนด์เนมสุดเริ่ด อโมเตะซานโด (Omotesando)
ชอปปิ้งของเล่นวัยใสที่ Kiddy land
กินราเมงสุดอร่อยที่ คิวชูจังการะ
แล้วก็ไปซิ่งกันต่อที่ ชิบุยะ (Shibuya)
โอ้ วัยรุ่นจริงๆ เตรียมพลังขาไว้ให้พร้อมแล้วไปกันเล้ย~

Harajuku station → Takeshita dori → Meiji dori → Omotesando →(JR)→ Shibuya




หลุดออกจากศาลเจ้าเมจิมา ก็ต้องตกอกตกใจกับจำนวนประชากรด้านหน้าสถานีฮาราจุกุ
เหยยย..นี่ได้เวลาออกหากิน เอ้ย ออกชอปปิ้งของเด็กๆเค้าหรืออย่างไร
ทำไมคนเยอะแบบเน๊!!! =[]=

มีทั้งคนกรี๊ดกร๊าดทักทายกัน มีทั้งคนกอดลากัน มีทั้งคนรีบไปหาเพื่อน มีทั้งคนรีบกลับบ้าน
หลายหลายอารมณ์ทีเดียวเชียวล่ะค่ะ

ความฮิตติดลมบนของย่านที่เรียกว่า ฮาราจุกุ / Harajuku / 原宿 นี้ เกิดขึ้นเมื่อปี 1964 ค่ะ
เมื่อมีการจัดการแข่งขันโอลิมปิกขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่น ฮาราจุกุก็ได้พัฒนาตัวเองขึ้นอย่างรวดเร็ว
ย่านฮาราจุกุ เคยเป็นย่านที่ถูกจับจองพื้นที่โดยทหารอเมริกันที่เข้ามาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
แต่ไม่รู้ว่า เป็นเพราะการที่มีความแตกต่างของวัฒนธรรมเข้ามาเป็นจุดเริ่มรึเปล่า…
ที่ทำให้ดีไซน์ของหลายๆสิ่งหลายๆอย่างแถวๆนี้แหวกไปจากของดั้งเดิม
นั่นอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นละมั๊ง ที่ดึงดูดใจให้วัยรุ่นญี่ปุ่นมา Hang out กันแถวๆนี้กันบ่อยๆ
จากกลุ่มเล็กๆ ก็เริ่มใหญ่ขึ้น แล้วเมื่อไหร่ไม่รู้ที่ ฮาราจุกุ กลายเป็นสถานที่ที่เอาไว้ “แสดงออก” ตัวตนที่ไม่ต้องแคร์ใคร!!

พอพูดคำว่า “ฮาราจุกุ” ,, ลูลิว่าเกิน 80% ของนักท่องเที่ยวชาวไทย จะนึกถึงตรอกทาเคชิตะมาก่อนใครเพื่อน
ลูลิเองก็เคยเข้าใจว่า ไอ้ถนนที่คนเดินเยอะๆนั่นน่ะ คือฮาราจุกุ ที่เค้าพูดกัน
แต่จริงๆแล้ว ฮาราจุกุ ไม่ได้มีแค่ ทาเคชิตะโดริ นะคะ
ฮาราจุกุ เป็นชื่อย่าน และ ทาเคชิตะ โดริ เป็นเพียงแค่ส่วนนึงของฮาราจุกุเท่านั้นเอง ^^

แต่อีกภาพนึงที่ทุกคนคงเข้าใจไม่ผิดคือ สีสันจี๊ดจ๊าดของเสื้อผ้าวัยรุ่นญี่ปุ่นเค้าล่ะค่ะ
ทุกครั้งที่ลูลิมาเหยียบฮาราจุกุ ต้องขอจัดเสื้อผ้าให้จี๊ดเข้าว่าไว้ก่อน
ก็แหม… เดี๋ยวเด็กๆมาเรียกป้าล่ะแซ๊ดเลย T^T


อุ๊ยเค้ากอดลากันกลมเลย (นี่ไม่ได้ตั้งใจแอบถ่ายนะ ><)


สถานีฮาราจุกุ


ประชากรรอข้ามถนน
(แล้ว 3 คนทางซ้ายนั่น เพื่อนรักหักเปลี่ยมโหดหรืออย่างไร?!?)


ออกจากสถานีเดินลงเนินไปทางซ้ายมือ ก็จะเป็นทางมุ่งหน้าไป ทาเคชิตะโดริค่ะ


ถึงแล้ววว ทาเคชิตะโดริ ,, แม้แต่ซุ้มทางเข้า ก็ยังขอจี๊ดจ๊าดเอาใจว้ยรุ่นนะหนิ ^^

ทาเคชิตะโดริ / Takeshita dori / 竹下通り เป็นถนนชอปปิ้งที่ชื่อดังสุดๆของย่านฮาราจุกุค่ะ
วัยรุ่นญี่ปุ่นเค้าจะมาเดินชอปปิ้งกันแถวๆนี้ (วัยรุ่นที่ว่านี้คือวัยรุ่น ม.ปลายนะคะ ถึงหน้าจะไม่ค่อยให้ก็เหอะ -*-)
ลูลิเคยคุยกับเพื่อนญี่ปุ่นที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน..
พอเอ่ยถึงฮาราจุกุเท่านั้นแหละ พี่แกถึงกับส่ายหน้า
“ไม่ได้ไปมาตั้งนานแล้วล่ะ นั่นมันที่สำหรับวัยรุ่น รุ่นเราเนี่ยเค้าไม่ไปกันแล้ว!!”
อ๊าววววววววว!!! ฟังคำว่า “รุ่นเรา” แล้วมันเจ็บจี๊ดดดไงก็ไม่รู้แฮะ

ทาเคชิตะโดริ เป็นซอยกว้างไม่มากเท่าไหร่ ยาวแค่ประมาณ 200 เมตรเท่านั้น
แต่ที่ทำให้ถนนเส้นนี้เต็มไปด้วยผู้คนตลอดปีตลอดชาติ ก็คงเพราะว่าจำนวนร้านค้า 2 ข้างทางนี่ล่ะค่ะ
ถ้าหากว่ารู้ตัวว่าเป็นขาช๊อปล่ะก็ เตรียมเงินมาให้พร้อมนะคะ ที่นี่มีทุกอย่างที่ต้องการเลยล่ะ
ตั้งแต่เสื้อผ้าธรรมดาๆ น่ารักๆ หรือจะแนวๆ พังค์ ป๊อบ ร๊อค สก๊อย(?) มีทุกอย่าง!!
ตั้งแต่ราคาตัวละพันเยน ไปจนถึงตัวละ 8-9พันเยน (อะไรก็ไม่เจ็บปวดเท่า ต้องใส่พร้อมกัน 3 ตัวถึงจะน่ารักอีกตะหาก -*-)
เครื่องประดับ ของตกแต่ง มากมายจนเลือกไม่ถูก
ทุกร้าน 2 ข้างทาง จะมี 3-4 ชั้นค่ะ รวมชั้นใต้ดินเข้าไปอีกชั้น ลองนับคร่าวๆดูเอาละกันว่ามีจำนวนร้านทั้งหมดเท่าไหร่กัน


จำนวนประชากรค่ะ ต้องตะแคงตัวเดินตลอดเส้นทาง หุหุ


ร้านเสื้อผ้้าน่ารักมากกกกกกกกกกกกกกกกก อยากได้ทุกตัว แต่พอหมุนป้ายราคาดูนี่กรี๊ดแทบไม่ออก T^T


อย่าคิดว่ามีแต่ของแพง เสื้อผ้าธรรมดาก็มีค่ะ (ไม่กล้าใช้ึำว่าถูก -*-) พันสองพันเยนเอง หุหุ


.


นอกจากเสื้อผ้าเครื่องประดับแล้ว ทาเคชิตะโดริ ก็ยังเต็มไปด้วยร้านอาหาร ร้านขนมสุดอร่อยเต็มไปหมดอีกค่ะ
โดยเฉพาะที่ดังที่ซู๊ดดดด ก็เห็นจะเป็นเครปครีมสดนี่ล่ะค่ะ ที่มากี่ทีก็คนต่อคิวยาวเหยียดไปซะทุกครั้ง
จริงๆแล้วร้านเครปก็มีอยู่หลายร้านนะคะ แต่ว่าที่เห็นคนเยอะทั้งปีทั้งชาติ ก็คงเป็นร้านเครปที่อยู่ตรงทางขึ้น ศาลเจ้า Togo นี่ล่ะค่ะ
ประจันหน้ากันอยู่ 2 ร้าน แต่ก็ไม่ได้แถวสั้นกว่ากันเล้ยยยยยยย

ที่ญี่ปุ่นมีเรื่องที่ลูลิลำบากใจม๊ากมากอยู่เรื่องนึง..
ก็คือ คนที่นี่เค้าไม่เดินทานกันค่ะ ต้องนั่งทานให้เรียบร้อย หมดแล้วค่อยเดินต่อไปได้
โดยเฉพาะที่คนเยอะๆอย่างทาเคชิตะโดริ!!
ทางขึ่นศาลเจ้าโทโก ก็เลยเป็นซอกให้เข้าไปเลือกที่เหมาะๆนั่งทานกันตามอัธยาศัยเลยล่ะค่ะ
เป็นข้อกำหนดที่แสนทรมานใจคนมีเวลาน้อยอย่างลูลิจริงๆค่ะ T^T
เครปอันเดียวจะละเมียดกินก็ไม่ได้ เพราะว่าเค้ารีบไปอ่ะ กลัวฟ้ามืด = =


คราวนี้ลูลิเลือกกินร้านนี้ (เพราะคนขายหล่อ เป็นคำตอบสุดท้าย ><)
ชอกโก้ชีสอร่อยที่สุดเท่าที่ตระเวนกินเครปในญี่ปุ่นมาเลยร้านนี้


มาคราวก่อนกินร้านนี้ค่ะ แต่ตอนนั้นเหมือนรู้สึกว่าไม่ค่อยอร่อยเท่าไหร่ไม่รู่ทำไม
(ไม่เกี่ยวกับที่คนขายเป็นผู้หญิงนะ 55555+)

ไหนๆก็มาขอยืมที่ศาลเจ้านั่งกินเครปอยู่ตั้งนานสองนาน มาพูดถึงศาลเจ้ากันซักหน่อยดีกว่า ^^
ศาลเจ้าโทโก / Togo shrine / 東郷神社 เป็นศาลเจ้าที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติให้กับแม่ทัพโทโก
นักรบที่สามารถนำทัพคว้าชัยชนะในสงครามกับรัสเซียช่วงปี 1904-1905 ได้
ซึ่งชัยชนะครั้งนี้เป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะว่าเป็นชัยชนะครั้งแรกที่กองทัพฝั่งเอเชีย เอาชนะชาวตะวันตกได้ค่ะ (ฮูเร๊~)
แม่ทัพโทโกก็เลยเป็นนักรบคนสำคัญของญี่ปุ่นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ศาลเจ้านี้ก็สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติให้หลังจากที่ท่านเสียชีวิตไปได้ไม่นาน

ด้านในของศาลเจ้า นอกจากจะเป็นที่นั่งกินเครปแล้ว(?) ก็ยังมีสวนที่สวยงาม มีบ่อน้ำ แล้วก็มีตลาดขายของเก่าด้วยค่ะ
ซึ่งลานด้านหน้าศาลเจ้า (ถัดจากที่นั่งกินเครปนิดหนน่อย) ในวันอาทิตย์ที่ 1,4 และ 5 ของเดือน จะมีตลาดนัดด้วย
น่าเสียดายที่ลูลิไปวันเสาร์ตลอด ไม่เคยเจอตลาดนัดที่ว่านี้ซ๊ากกกกที =3=


ศาลเจ้าโทโกค่ะ ซากุระยังบานสวยเชียว นั่งกินเครปอย่างอิ่มเอมใจม๊ากมาก (ถึงจะนั่งข้างถังขยะก็เหอะ -*-)

.


.

นอกจากเสื้อผ้ากับของกิน (อันเป็นสิ่งล่อตาต้องใจของสาวๆ) แล้ว ก็ยังมีอีกอย่างค่ะ ที่สาวก J-pop คงไม่พลาด
นั่นก็คือ แท่น แทน แท๊นนนนนน รูปปาปารัซซี่!!!!!!!~
ไอ้รูปที่ว่านี้ก็คือรูปแอบถ่ายดาราค่ะ ทั้งที่แอบถ่ายในคอนเสิร์ต เจอตามถนน จนกระทั่งดักรอหน้าโรงเรียน!! (แลดูโรคจิตนี๊ดๆ = =’)
รูปศิลปินหลากหลายอิริยาบทที่ไม่ได้เห็นได้ทั่วไปตามทีวี (ยืนเก๊ก หัวเราะ ยิ้ม หาวนอน กินลูกอม แคะขี้มูก(?)) ก็จะได้เห็นในร้านพวกนี้ค่ะ
ไม่รู้ว่ามันถูกกฎหมายมั๊ยเหมือนกัน แต่ก็เปิดขายกันเป็นจริงเป็นจัง
จำไม่ได้แล้วว่าราคาเท่าไหร่ (แบบว่าย้ายมาฝั่งเกาหลีนานแว้ว) แต่เมื่อก่อนก็เคยซื้อมาเหมือนกันนะ ฮ่าๆๆๆๆ

วิธีการสั่งซื้อ ก็แค่จดเบอร์ที่เขียนอยู่บนรูปใส่กระดาษไปยื่นที่เคาเตอร์ จ่ายตัง แล้วก็รับรูปมา แค่นี้ก็เรียบร้อย
ไม่ต้องมีสกิลภาษาใดๆก็สามารถเป็นเจ้าของได้ค่ะ ^^
รูปในร้าน จริงๆก็มีรูปดาราดังๆเยอะค่ะ แต่ที่เยอะเกินหน้าเกินตา ก็คงต้องยกให้เด็กค่าย Johnny’s entertainment เค้าล่ะค่ะ
ต้องยอมรับแหละว่า ไม่มีใครแซงได้จริงๆ (แต่ดงบังชินกินี่ก็ใช่ย่อย หุหุ)


ร้านนี้อยู่ข้างบน เอารูปดารามาล่อตั้งแต่หน้าร้าน ยันบันไดขึ้นร้าน
ไอ้เราก็หลงมัวเมาเดินตามต้อยๆ ><


อีกร้านนึงค่ะ ข้างในร้านจะหน้าตาประมาณนี้แหละ
เหมือนว่าเค้าจะห้ามถ่ายรูปค่ะ แต่ติดไว้เป็นภาษาญี่ปุ่นเค้าอ่านไม่ออกนี่นา ><


เจอกิมจิตีตลาดเข้าไป ,, ดงบังชินกิก็มีที่เป็นผืนเหมือนกันน๊า

.


.

จริงๆแล้วทาเคชิตะโดริ ก็ยังมีอะไรอีกเยอะไปหมดเลยค่ะ
แต่ด้วยความที่แวะแต่เสื้อผ้าและเครื่องประดับ (บ้าชอปปิ้ง ><) ก็เลยเก็บข้อมูลมาได้ไม่ครบทุกที่ (บกพร่องในหน้าที่ แง T^T)
เห็นว่ามีร้านเครื่องดนตรี มีพิพิธภัณฑ์ Rock & Roll ด้วย แต่ลูลิไม่เห็นนะ สงสัยจะมองผ่านไป แหะแหะ
ช่างมันเถอะเน๊าะ >/////<


มนุษย์คอสเพลย์มาชอปปิ้งในไดโซะ (ร้านร้อยเยน) สาขาใหญ่ในฮาราจุกุ


ถึงทางออกแล้วจ้า ปากทางอีกฝั่งจากถนนเมจิ (Meiji dori)


.

.

ออกจากทาเคชิตะโดริ ก็จะมาโผล่ที่เมจิโดริ ถนนที่เชื่อมระหว่า ทาเคชิตะโดริ กับ โอโมเตะซานโต
ถนนเส้นนี้ก็จะเป็นที่ตั้งของร้านเสื้อผ้าวัยรุ่นเต็มไปหมดเลย
แต่ละร้านมีกันเป็นตึก!! ให้เลือกกันไม่หวาดไม่ไหวเลยล่ะค่ะ ^^”

ตึกนี้เป็นร้านขายมือถือ au ค่ะ มีอาราชิ (ที่รัก) เป็นพรีเซนเตอร์ ><
มีโปสเตอร์ขนาดเท่าจริงเต็มร้านเลย ปลื้มมมมม


ร้านเสื้อผ้า ร้านอาหาร


อันนี้ร้าน forever21 ร้านโปรดของลูลิค่ะ
เยอะขนาดนี้ เข้าไปคงหมดตัว = =’


ถ่ายย้อนไปทางทางออกทาเคชิตะโดริ

.

.

เดินมาได้นิดเดียว ก็จะเจอสี่แยกใหญ่ ซึ่งก็คือจุดตัดระหว่างถนนเมจิ กับโอโมเตะซานโดค่ะ
เลี้ยวซ้าย หรือเลี้ยวขวา ก็จะเป็นถนนโอโมเตะซานโดทั้งคู่
ถ้าหากจะไปขึ้นรถไฟที่สถานีโอโมเตะซานโด (ใต้ดิน) เชิญเลี้ยวซ้าย
แต่ถ้าจะเดินกลับสถานีฮาราจุกุ (JR) ก็เลี้ยวขวา..

ของลูลิ ลูลิจะกลับสถานีฮาราจุกุ เพื่อที่จะขึ้น JR Yamanote ไปที่ชิบูยะต่อ
แต่ว่าลูลิเลี้ยวซ้ายยยยย~~~~ ^^
ไม่ได้กวนนะ แต่เพราะว่าจะขอไปแวะซื้อของที่ Kiddy land ก่อนค่ะ
Kiddy land เป็นร้านขายของเล่น / ตุ๊กตา / ของกุ๊กกิ๊กๆ ที่ใหญ่มวากกกกก
มีทั้งหมด 5 ชั้น กันใต้ดินอีก 1
เค้าจะแบ่งโซนเป็นชั้นๆอย่างมีระเบียบค่ะ แต่ก็จำไม่ได้หรอกว่าอะไรอยู่ชั้นไหนบ้าง >///<
จะได้แค่ sanx อยู่ชั้น 5 ค่ะ… เพราะว่าคุณน้องสาว ดิ่งไปหา rirakuma แบบไม่ยอมรอใครเลย

ออกจาก Kiddy land  เดินตรงไปอีกหน่อยก็จะเจอร้านคล้ายๆกันแต่ขายของ Disney ด้วยค่ะ
ทางเข้าเป็น Stich ตัวบะเริ่ม น่ารักดี ^^

โอโมเตะซานโด / Omotesando / 表参道 เป็นถนนอีกสายที่ขาชอปพลาดไม่ได้ค่ะ
ถนนสายนี้เป็นถนนคู่ขนานกับทาเคชิตะโดริเด๊ะเลย แต่ว่าวัยรุ่นจี๊ดๆเค้าไม่มาเดินตรงนี้เท่าไหร่นะคะ
ส่วนมากคนที่เดินตรงนี้ ก็จะมีแต่ผู้มีอันจะกิน (หรือไม่ก็พวกพยายามจะมีกิน 555+)
เพราะว่าเส้นนี้ทั้งเส้น เต็มไปด้วยของแบรนด์เนมค่ะ!!
ตึกสูง 2 ข้างทางเต็มไปด้วยร้านขายของราคาแพงลิ่วววว ที่เห็นแล้วขอเดินมองแต่หน้าร้านดีกว่า ><
สิ่งนึงที่ลูลิประทับใจในถนนเส้นนี้ค่ะ คือต้นไม้ใหญ่ (ใหญ่จริงๆ) ที่ปลูกเอาไว้ตลอดแนวถนน (แต่มากี่ทีก็ไม่เคยมีใบซักที)
กับฟุตบาตกว้างสุดๆตลอดแนวนี่ล่ะค่ะ ถ้าประเทศไทยทำฟุตบาตกว้างๆ กับปลูกต้นไม้ใหญ่ๆได้แบบนี้บ้าง ก็คงจะดีเนอะ


โอโมเตะซานโดค่ะ (หัดเรียกตั้งนาน เรียกไม่เคยถูกซักที)


ตึกสวย และขายแต่ของแพง ก็เลยได้แต่เดินดู 555+

จริงๆแล้วโอโมเตะซานโดมีอะไรให้ดูเยอะเลยค่ะ มีตึกสวยๆที่เป็น Landmark ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดัง
มีศูนย์แฟชั่น มี Tower record มี… บลาๆๆๆ เยอะแยะมากมาย (เยอะเกินไป คิดไม่ทัน เครื่องชอตเลย = =’)
แต่ก็ได้แต่เดินดูค่ะ ไม่ได้เข้าซักตึก ก็เลยไม่รู้ว่านี่มันตึกอะไรหนอ ><

ถนนทางเท้ากว้างเส้นนี้ จริงๆแล้วก็ไม่ได้มีเอาไว้แต่เดิน window shopping อย่างเดียวหรอกค่ะ
มาเดินดูคนแต่งตัวสวยๆก็ได้อยู่ เพราะว่าแมวมองญี่ปุ่นเค้าจะมาคว้า(?) คนไปเป็นดารานางแบบก็แถวๆนี้ล่ะค่ะ
เพราะฉะนั้นใครมาเดินแถวนี้ ต้องแต่งตัวดีๆมาน๊า ไม่งั้นล่ะขายขี้หน้าเค้าไม่รู้ด้วยล่ะ ^^


Kiddy land สวรรค์ของเด็กๆ

เพราะว่าคนมาเดินในย่านนี้กันเยอะ การโฆษณาก็เลยอาจจะเกิดขึ้นเยอะหน่อย
แต่ละร้านก็จะมีวิธีโปรโมทแตกต่างกันออกไป
อย่างเช่นการโฆษณาแบบนี้!! ลูลิไปเจอมาเมื่อ 2 ปีที่แล้วค่ะ
เป็นโฆษณาเปิดร้านอะไรซักอย่าง (อ่านไม่ออก = =’)

นั่งกินแฮมเบอร์เกอร์อยู่ตรงร้าน Lotteria (ร้านเบอร์เกอร์สัญาชาติญี่ปุ่น อร่อยมากกกกกก)
อยู่ๆคุณตัวแดงกลุ่มนี้วิ่งเข้ามาใส่วิ่งล้อมวงโหวกเหวกไปตามกระสา
พอเห็นเราตั้งกล้องจะถ่าย เลยรีบแอ๊กท่าให้ถ่ายซะงั้น
รูปนี้นี่คัดมาแล้วนะคะ เพราะดึงเสื้อมาบัง ที่เหลือไม่ผ่านกบว. ติดเรท!!!!!!


ผ่างงงงงงงงง


ไม่ใช่แค่นักท่องเที่ยวที่รุมถ่ายรูปราวกับเห็นของแปลก คนญี่ปุ่นเองก็ว่าแปลก ควักมือถือมาถ่ายรูปเหมือนกั๊น
(จริงๆไม่ได้ตั้งใจถ่ายคนดู แต่เห็นว่าน่ารักดี ก็เลย……. 555+)

.


.

เดินกลับมาตามทาง (หรือเลี้ยวซ้ายที่สี่แยกมะกี๊) ก็จะวนกลับมาถึงสถานีฮาราจุกุค่ะ
แต่ว่าท้องร้องแล้วอ่า… แวะกินราเมงกันหน่อยดีกว่ามั๊ย?

ร้านนี้ลูลิเจอเข้าโดยบังเอิญเมื่อสองปีก่อน แต่ติดใจจนปีนี้ก็ต้องมากินอีกให้ได้!!
ร้านชื่อ “คิวชูจังกะระ ค่ะ
อยู่ใกล้ๆกับสถานีฮาราจุกุ ข้ามถนนแล้วเลี้ยวขวามาทางศาลเจ้าเมจิ แล้วก็เลี้ยวซ้ายตามถนนลงไป
ตอนแรกเลือกร้านนี้ เพราะว่าเจอเข้าโดยบังเอิญ หลังจากดั้นด้นมาเดินหาร้าน shop ของ Johnny’s Junior ค่ะ
พอดีเห็นว่ามีชื่อภาษาไทยด้วยก็เลยลองเข้าไปชิม (ปีนี้เค้าแอดวานซ์มีเมนูภาษาไทยแล้วนะ ><)
ตอนกลับมาถึงได้ค้นพบว่าร้านนี้มันดังม๊ากกกกมากกกก

จริงๆแล้วเป็นร้านเล็กๆ มีที่นั่งแค่ไม่ถึง 15 ที่…. แคบสุดๆ!!
ถ้าหากว่ามาหลายคนก็จะต้องรอโต๊ะนาน เพราะว่าโอกาสที่จะลุกติดกันเป็นแผงเนี่ย แทบไม่มีเลย = =’
เค้าจะให้สั่ง + จ่ายเงินตรงประตูทางเข้าค่ะ แล้วก็จะได้รับแผ่นป้ายหมายเลขมา
เอาไปยื่นที่เคาเตอร์ตอนที่เราได้ที่นั่งแล้ว แล้วอาหารก็จะมาเอง ^^

อร่อยมากกกกกกค่ะ ขอให้กินอันที่ฮิตที่สุดของร้าน อร่อยสุดแล้วล่ะ ^^
ไม่เสียดาย 1000 เยน ที่เสียไปเลยจริงๆนะ ปลื้มม~
โอย…. คิดถึงแล้วก็หิวเป็นจริงเป็นจังงงงงงงง~


หน้าร้านค่ะ เป็นชั้นสองของร้านรายเสื้อผ้า (ตอนนี้วง NewS เป็นพรีเซนเตอร์ เลยดึงดูดเข้าไป 55+)


ป้ายชื่อร้าน มีภาษาไทยด้วยยยยยยยยย!!


บรรยากาศภายในร้านค่ะ (พนักงานน่ารัก ><)


น่ากินใช่มั๊ยล่า~
เห็นขนาดชามแล้วจะอึ้งนิดหน่อย มันเยอะมากค่ะ อิ่มไป 3 วัน
(แต่คนญี่ปุ่นกินเยอะมากอ่ะ ผู้หญิงคนข้างๆสั่งเพิ่มเส้น ชอค =[]=)


บ๊ายบายฮาราจุกุจ้า


ข้างในสถานีฮาราจุกุค่ะ เรากำลังจะไปชิบุยะกัน ลงบันไดมาแล้วเลือกชานชลาทางขวาค่ะ (ฝั่งที่ติดกับทาเคชิตะ)

.

.
เพียงแค่สถานีเดียว (2นาที) ยังไม่ทันหายเมื่อยเลย ก็มาถึง ชิบุยะ ซะแล้ว!!
ชิบุยะ / Shibuya / 渋谷区 เป็นศูนย์รวมแฟชั่นของญี่ปุ่นอีกแห่งนึงเลยค่ะ
ที่นี่จะเต็มไปด้วยศูนย์การค้าที่รวมร้านนำแฟชั่นต่างๆเอาไว้มากมาย
ซึ่งความเป็นผู้นำด้านแฟชั่นของย่านนี้ ก็เริ่มมาตั้งแต่เมื่อ 30 ปีที่แล้วแล้วล่ะค่ะ
Shibuya 109 ที่หลายคนคงเคยได้ยินมาบ้างแล้ว ก็เป็น 1 ในห้างสรรพสินค้าหลักของย่านนี้ด้วย
(ไปอ่านประวัติมาเลยเพิ่งรู้ว่าจริงๆ 109 เพี้ยนมาจากคำว่า Tokyo =[]=)

สถานีชิบุยะเป็นสถานีใหญ่มากค่ะ เพราะว่ามีรถไฟใต้ดินมาจอยด้วยค่ะ
เวลาออกจากสถานีชิบุยะให้เลือกออกทางออก Hachiko exit นะคะ
ออกมาก็จะเจอรูปปั้นน้องหมาฮะจิโคนั่งคอยอยู่

หลายคนคงเคยฟังเรื่องเล่าของเจ้าหมาน้อยฮะจิโคกันมาแล้วละมั๊ง ลูลิเล่าให้ฟังแบบย่อๆละกันเนอะ…
Hachikō
(ハチ公, November 10, 1923–March 8, 1935)
เจ้าหมาน้อยตัวนี้จะตามมาส่งและมารับเจ้านายจากการทำงานที่สถานีนี้ทุกวัน
จนวันนึง เจ้านายประสบอุบัติเหตุตายไปซะก่อน ก็เลยไม่ได้กลับมาอีก
ฮะจิโค ก็ยังคงมารอรับเจ้านายอยู่ตรงนี้ทุกวันๆ จนมันนอนตายอยู่ตรงนั้น
คนมาเห็นเข้าก็ซึ้งในความซื่อสัตย์จนสร้างอนุเสาวรีย์ให้ (ปาดน้ำตา กระซิกๆ T^T)

เคยมีคนบอกว่าคนที่นี่คงโดนคำสาปของฮะจิโคเข้าไป ตรงนี้ก็เลยเต็มไปด้วยบรรยากาศของการ “รอ”
ถึงจะไม่ได้รอเก้อแบบฮะจิโค แต่ทุกคนตรงนี้ก็ล้วนแล้วแต่กำลังรอทั้งนั้น ^^


รูปปั้นหมาน้อยผู้ซื่อสัตย์ “ฮะจิโค”

จริงๆแล้วชิบุยะมีที่ให้เดินเยอะมากๆค่ะ เดินเป็น loop ได้ไกลมากๆ
แต่ก็อีกแหละนักท่องเที่ยวส่วนมาก มาชิบุยะก็จะมาเยี่ยมเจ้าฮะจิโค เดินข้ามถนน 5 แยก
แล้วก็เข้าไปมุดเข้ามุดออกตึกรอบๆแยกเท่านั้นเอง
ลูลิก็เหมือนกันค่ะ มาครั้งนี้ ลูลิได้มีโอกาสแค่ เดินดูคนแถวๆรูปปั้นฮะจิโค
แล้วก็เดินดูของตึก 109 และ 109-2 เท่านั้นเอง
(ก็แบบว่านั่งเครื่องมายังไม่ได้พัก เลยหมดแรง T^T แรงจะยกกล้องมาถ่ายรูปยังไม่มีเลยค่ะ 555+)

ย่านนี้ไม่มีอะไรจะเล่าค่ะ นอกจากไม่ว่าจะมากลางวัน หรือกลางคืนคนก็เยอะมากกกกกกกเสมอ
ก็หลายทุ่มแล้ว ฝนก็โปรยนิดๆ แต่คนก็ยังออกมาเดินท้าลมท้าฝนกันไม่หวาดไม่ไหวเลยค่ะ


ออกจากสถานีด้านทางออกฮะจิโค ก็จะเจอ 5 แยกที่เห็นในหนังบ่อยๆ
เห็นเขียวๆตรงชั้น 2 ตึกข้างหน้ามั๊ยคะ เค้าไปนั่งชมวิวกันตรงนั้นแหละค่ะ


ครั้งก่อนขึ้นไปนั่งชมวิวมาแว้ว ^^ จิบกาแฟเคล้าน้ำตา (ก็มันแพงอ่าาาา ฮือออออ)


เวลาคนข้ามเยอะๆ สนุกดีค่ะ  รู้สึกเหมือนกำลังนั่งดูหนังอยู่
ตึกสถานีด้านหลังก็เป็นที่แปะป้ายโฆษณาชั้นดี (ใครก็ต้องมองนี่นะ)
ปีนั้น (2008) โกคุเซน3 กำลังจะฉาย เลยขึ้นป้ายเบ้อเริ่มเลย ^^


ส่วนของปีนี้ (2010) มีละครโอจัง แล้วก็รายการใหม่ของอาราชิขึ้นแท่น อิอิ ^^


มองไปทางแยกฝั่ง Shibuya109 ค่ะ  (แต่ภาพคาเมะเอวต่ำเตะตากว่าชิมิ ^^)


มองมาอีกแยกนึง ไม่ว่าแยกไหนก็คนเยอะทั้งนั้นนนนน


ส่วนอันนี้ก็อีกแยกค่ะ ด้านซ้ายสุดคือ Shibuya109-2

ข้างใน Shibuya109 เป็นยังไง ขอโทษที่ไม่ได้ถ่ายรูปมาให้ดูนะคะ (หมดแรงแล้วจริงๆ)
ถ้าจะให้เทียบ ก็คล้ายๆกับโบนันซ่าล่ะค่ะ แต่ว่าร้านเค้าเป็นสัดเป็นส่วนมากกว่า (ห้องใหญ่ราวๆใต้ลิโด้)
ชั้นนึงก็ไม่กว้างเท่าไหร่ เดินวนรอบบันไดเลื่อนก็หมดชั้นแล้ว แต่มีเป็นสิบชั้นค่ะ
ส่วน Shibuya109-2 เล็กกว่าคนน้อยกว่า ขายของไม่ฟู่ฟ่าเท่า 109 ค่ะ ^^

โอยเอาเป็นว่าวันนี้ขอกลับโรงแรมชาร์ตพลังก่อนก็แล้วกัน
พรุ่งนี้จะได้เริ่มวันใหม่ซะที วัยรุ่นหมดแรง >< เอาไว้แก้ตัวใหม่เอนทรี่หน้านะจ๊ะ

พรุ่งนี้จะไปอาซากุสะ ไปอากิฮาบาระ แล้วก็ชินจุกุ (ยังคงเหนื่อยไม่ใช่เล่นเหมือนเคย)
วันนี้ลาก่อนละค่า ,, มินนะซัง ซาโยนาระ~~

To be contunue..

ปล.แวะมาดูแล้วทิ้งคอมเม้นให้เค้าด้วยเซ่!! (จะได้ไปจิกคนที่ยังไม่อ่านได้ถูกคน 555+)

 

► Nippon’10 Day02-3 :: กาลครั้งหนึ่งที่ศาลเจ้าเมจิ กับพิธีแต่งงานในฝัน April 28, 2010

,, 10 เมษายน 2553 (ศาลเจ้าเมจิ / Meiji Jingu Shrine / 明治神宮)

หลังจากที่เดินขึ้นเขาลงเนินชมซากุระกันที่สวนอุเอโนะจนอิ่มหนำแล้ว
ก็หันมาเอาใจลูกทัวร์วัยรุ่นของลูลิกันบ้าง ด้วยการเข้าเมืองแหล่งวัยรุ๊นวัยรุ่นอย่างฮาราจุกุ
แต่จุดประสงค์หลักของสองคนนี้อาจจะแปลกๆนิดหน่อย
ไม่ได้อยากจะมาชอปปิ้ง ไม่ได้อยากมาดูวัยรุ่นหนุ่มสาวบ้านเค้า แต่อยากมาดูนารูโตะ!!
ไม่ค่ะ ไม่ใช่นารูโตะไม่ดี.. แต่เพราะไม่เคยมีทีท่าว่าสนใจคอสเพลย์มาก่อน (หรือว่าแอบ =[]=)
น้องสาวนี่พอเข้าใจเพราะบ้าคอสมาแต่ไหนแต่ไร แต่คุณน้องชายนี่..อยู่ๆมาไม้ไหนอยากเจอนารูโตะเนี่ย = =?

วันนี้เป็นวันเสาร์ และฝนไม่ตก ☼ เพราะฉะนั้นเหมาะเป็นอย่างยิ่งที่หนุ่มสาววัยรุ่นจะออกมาแต่งตัวอวดโฉมกัน
หลังจากที่ชาร์ตพลังมาเต็มที่ระหว่างนั่งรถไฟมา (ชาร์ตพลัง=หลับค่ะ ใกล้แค่ไหนก็จะหลับ 555+)
พอรถจอดที่สถานีฮาราจุกุ ทั้ง 3 คนก็พุ่งพรวดออกมาหน้าสถานี แล้วก็ตรงดิ่งไปที่สะพานคอสเพลย์ทันที!!

อ๊ะ..แต่ก่อนอื่น มาดูแผนการเที่ยวย่านนี้ก่อนนิดนึงดีกว่า
JR station → คอสเพลย์ → Meiji shrine → Takeshita dori → Omotesando
→ Kiddy land → ร้านราเมง → JR Station

Photobucket

.

.

เมื่อครั้งที่แล้วที่มา มัวแต่นั่งจิบสตาร์บัคสบายใจเฉิบอยู่ที่ชิบุยะ
พอมาถึงฮาราจุกุก็มัวแต่หลงระเริงอยู่ในทาเคชิตะโดริ ชอปปิ้งจนหมดตัว
พอหลุดออกมาถึงสะพานคอสเพลย์ (ตั้งชื่อเอง แหะแหะ) หนุ่มสาวชาวคอสก็เก็บของกลับบ้านกันหมดแล้ว
ทำเอาน้ำตาไหลท่วม ฮืออออออออออออออ…..

ครั้งนี้ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะแก้มือจากครั้งก่อน
พอออกจากสถานีได้ ก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงดรงดิ่งไปที่สะพานคอสเพลย์ก่อนทันที
หลายคนอ่านแล้วอาจจะงง สะพานคอสเพลย์คืออะไร?? (ทำท่าแอ๊บงงแบบสาวญี่ปุ่นประกอบ อา-เร๊?)
จริงๆแล้วเรียกแบบชาวบ้านปกติก็คือสะพานที่ข้ามไปยังทางเข้าศาลเจ้าเมจินั่นล่ะค่ะ
เห็นน้องสาว(ผู้บ้าคอสเพลย์)บอกมาว่า ชาวคอสจะมาอวดโฉมกันตรงนี้
คราวนี้ล่ะ มาแต่หัววัน ไม่มีพลาดอยู่แล้ว!!

แต่…!!

ไหนอ่ะ = =’

ก้มมองเวลาที่ข้อมืออีกที สี่โมง.. มันก็ยังไม่เย็นนี่นา
มองฟ้า.. อากาศก็แจ่มใสขนาดนี้
แต่ทำไมล่ะ คอสเพลย์หายไปไหน =[]=
เลิ่กลั่กกันอยู่ซักพัก ก็ไม่เห็นจะมีคอสเพลย์ที่ไหนผ่านมา
จนกระทั่ง… เจอสาวคอสฝรั่งร่างใหญ่กลุ่มนึงเดินผ่านมา
ลูลิสะกิดน้องสาวจึ๊กๆ “แกเข้าไปขอเค้าถ่ายดิ!!” ว่าแล้วก็คว้ากล้องขึ้นมาเตรียมตัว
แต่แล้วคุณน้องสาวก็สะบัดหน้าไม่ใยดี “ไม่ชอบฝรั่ง”
เฮอะ… คนญี่ปุ่นก็ไม่ใช่ ยังจะชาตินิยมอีกน้องตู !!!!
ไม่ถ่ายก็ช่าง เอาเป็นว่าศาลเจ้าเมจิอยู่ตรงหน้าเข้าไปเดินเล่นในนั้นเลยละกัน (ถอนหายใจเฮือก ==3)

ก้าวมาถึงหน้าโทริอิไม้อันโต อารมณ์ก็ดีขึ้นมาทันที
นอกจากโทริอิที่ใหญ่โตขนาดที่จะต้องเงยหน้ามองแล้ว
ต้องอมยิ้มให้กับกลุ่มต้นซีดาร์สูงชะลูด ที่สูงกว่าโทริอิอีกเป็นเท่าตัว
กับทางเดินโล่งๆที่เหมือนแหวกเข้าไปในป่าข้างหน้า
คอสเพลย์อาจจะไม่เหมาะกับอายุ แต่เดินชมป่านี่ล่ะใช่เลย ฮี่ๆๆๆๆ ^^

ลูลิจะเล่าไปเรื่อยๆ แต่กลัวคนอ่านจะงง เลยทำแผนที่่มาประกอบให้นะคะ
อาจจะมั่วไปบ้างเพราะไม่แตกฉานด้านภาษาค่ะ 5555+

ศาลเจ้าเมจิ
การเดินทาง :: สถานีฮาราจุกุ เจอาร์ยามาโนเตะ
เปิด-ปิด :: ศาลเจ้า – 9am-4pm ทุกวัน (เดือนมีนา-ตุลาเปิดถึง 4.30pm)
Treasure museum – 9am-4pm เฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุด
Nai-en garden – แล้วแต่อารมณ์ (ไม่ได้ล้อเล่นนะหนิ)

.

.

อันที่จริงแล้ว ศาลเจ้าเมจิ มีทางเข้าได้หลายทางเลยค่ะ
ทุกทางต่างก็เป็นทางลัดเลาะกลุ่มต้นซีดาร์เข้ามาทั้งนั้น (แอบเดาเอาจากแผนที่ทางภูมิศาสตร์ ;p)
นอกจากทางที่มาจากสถานีฮาราจุกุที่นักท่องเที่ยวอย่างเราๆคุ้นเคยกันดี
ก็ยังมีทางเข้าหลักอีก 2 ทางค่ะ (อธิบายไม่ถูก ตามแผนที่ละกันโนะ ^^)
แล้วก็ยังแอบมีทางสำหรับจักรพรรดิเวลาท่านมาที่นี่ทางรถไฟอีกด้วยค่ะ


โทริอิอันใหญ่ ประตูรั้วของศาลเจ้าเมจิ


มุมนี้สวยดี เลยหานางแบบ-นายแบบซะหน่อย


สัญลักษณ์ดอกไม้ที่อยู่บนโทริอิ เป็นสัญลักษณ์ของราชวงศ์เมจิค่ะ


เทียบขนาดเสาให้ดูเห็นๆ


ทางเดินกรวดอัด กว้าง สะอาด แต่เดินยาก+มีฝุ่นนี๊ดๆ (ให้ความรู้สึกเข้าวัดดี ^^)


ทางเข้า Nai-en garden ที่บอกว่าเปิดตามอารมณ์ค่ะ
วันที่ลูลิไปก็ปิดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

Nai-en garden เป็นสวนที่จักรพรรดิเมจิทรงออกแบบด้วยตัวเอง เพื่อมอบให้จักรพรรดินีของพระองค์ค่ะ
ด้านในก็จะมีศาลาจิบน้ำชาอยู่ใกล้ๆกับบ่อน้ำ แหมมม..โรแมนติกจริงจรี๊งง >///<
น่าเสียดายที่กว่าจะเดินมาถึงตรงนี้ สวนก็ปิดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เลยไม่มีโอกาสเข้าไปสัมผัสเลยว่า โรแมนติกแค่ไหนกัน~
(จะว่าไป ค่าเข้าชม 500เยนนี่ ลูลิจะเข้าจริงเหรอ 555+)

เลยขึ้นไปทางเหนือของ Nai-en garden ก็จะมีทางเดินเชื่อมไป Minami-ike Shobuda
หรือแปลออกมาเป็นไทยได้ว่า “สวนไอริส”
เค้าว่ากันว่าจะออกดอกสพรั่งในช่วงเดือนมิถุนายน ใครได้แวะไปอย่าลืมเก็บภาพมาฝากนะคะ ^^

ตรงข้ามกับทางเข้าของ Nai-en garden ก็จะเป็นกลุ่มอาคารสมัยใหม่
ประกอบไปด้วยร้านอาหาร แล้วก็พิพิธภัณฑ์ต่างๆ
ส่วนมากก็จะเป็นอาคารชั้นเดียว ซุกอยู่ตามสุมทุมพุ่มไม้ เพื่อไม่ให้เด่นเกินพระเอกอย่างโทริอิค่ะ

ถัดมาไม่ไกล ก็จะเจอกับถังสาเกเรียงกันเป็นแพ…
ตอนแรกมองมาไกลๆ นึกว่าประกวดโคมซะอีก
ลวดลายแต่ละถังให้อารมณ์ของความเป็นญี่ปุ่นมากเลย
เห็นนักท่องเที่ยวหลายคน หยุดยืนถ่ายรูปถังสาเกกันใหญ่
ลูลิก็เลยคว้ากล้องมาถ่ายบ้าง (เดี๋ยวเค้าไม่รู้ว่าเราก็เป็นนักท่องเที่ยวเหมือนกั๊นนน >/////<)
แต่เอ๊ะ.. ไม่รู้ว่าเอาสาเกมาถวายนี่ จะเพราะว่ามีเทพอินาริเหมือนกับศาลเจ้าก่อนๆรึเปล่านะ?!?


ถังสาเกเรียงกันเยอะมากกกกกกกกกกกกกก


เจอทางแยก เลี้ยวขวาเจอต้นไม้ เลี้ยวซ้ายเจอโทริอิ


ผ่านเข้ามาเจอโทริอิอีกอันตั้งตระหง่านตรงทางแยกพอดี
เหมือนจะบอกให้รู้ว่า “ทางนี้นะจ๊ะ”


ห้องน้ำค่ะ ซุกอยู่ในพุ่มไม้ ไม่สกปรกมาก แต่กลิ่นนี่สูสีกับปั๊มน้ำมันบ้านเราเลยล่ะ  >~<*

.

.

เดินต่อมาอีกหน่อย ก็จะเจอโทริอิอันที่ 3 นั่นก็แปลว่า มาถึงศาลเจ้าเมจิแล้วล่ะค่ะ
ด้านหลังของโทริอิ(ที่ดูเหมือนจะเล็กที่สุด)อันนี้ มีประตูทางเข้าศาลเจ้าอยู่
มีชื่อว่า Minami Shimon ค่ะ

ทางซ้ายมือของ Minami Shimon จะเป็นศาลาที่มีบ่อน้ำเล็กๆ
ให้คนทั่วไปได้ตักน้ำมาล้างมือ ล้างหน้า บ้วนปาก ชำระจิตใจ
ก่อนที่จะเข้าไปในศาลเจ้าเหมือนกับศาลเจ้าอื่นๆทู๊กกกกกกกกประการ

ส่วนทางขวามือเป็นศาลาสำหรับจำหน่ายของมงคลทั้งหลาย ทั้งเครื่องราง ป้ายไม้ ตุ๊กตา
มีไมโกะสาววัยรุ่นนั่งเป็นพนักงานขายอยู่ด้วย
ที่กะบะของเครื่องรางแต่ละแบบ ก็จะมีเขียนภาษาอังกฤษแปะเอาไว้ให้ค่ะ
อันนี้ทำอะไร อันนี้ทำอะไร ก็สะดวกแก่นักท่องเที่ยวดีเหมือนกัน
ส่วนลูลิก็เหมือนเดิมค่ะ ด้อมๆมองๆ แล้วก็เดินจากไป 5555+


ถึงแว้วววว เดินซะเหงื่อแตก -*-


ประตู Minami Shimon


ล้างไม้ล้างมือ บ้วนปาก ชำระล้างจิตใจก่อนจะเข้าศาลเจ้า


ไมโกะก้มหน้าก้มตาทำของมงคล


มาถึงนี่ ใครๆเค้าก็หาซื้อเครื่องรางกัน (อย่างน้องก็ได้เป็นของฝากชิมิล่า)


ตุ๊กตานี่ก็เป็นหนึ่งในเครื่องรางของเค้า มีอธิบายว่าใช้ทำอะไรเป็นภาษาญี่ปุ่น
แต่ว่าไม่ได้อธิบายเป็นภาษาอังกฤษไว้ค่ะ


Minami Shimon จะเข้าไปละน๊าาาาาาาาา~~

.

.

ก้าวข้าม Minami Shimon มา ก็จะเจอกับคอร์ทขนาดใหญ่ ปูด้วยหินอย่างเรียบร้อย
ซ้ายขวาหน้าหลัง ก็ถูกโอบล้อมด้วยรั้ว และประตูที่หน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกัน
ทำให้จุดสนใจเลยต้องตกไปอยู่ที่ต้นไม้ต้นนึงค่ะ
ต้นไม้นี่ก็ใหญ่โตมโหฬารเหมือนกัน ด้านล่างถูกล้อมเอาไว้ด้วยป้ายขอพรเต็มเอี้ยด!!
เดินเข้าไปดูใกล้ๆ มีของคนไทยเยอะแยะเต็มไปหมด (เป็นหลักฐานว่าชาวไทยมาเสียดุลที่นี่เยอะจริงๆ ><)
ยืนอ่านคำอวยพรของคนอื่นก็สนุกดี หลายคนเขียนชื่อนามสกุลอายุเอาไว้หมดเลยด้วย

พอเห็นคนอื่นเค้าฝากรอยจารึก(แบบถูกกฎหมายไว้) ไอ้เราก็เลยนึกอยากจะเขียนบ้าง
มองซ้าย มองขวา… อ่า ประตูขวานั่นไง มีร้านขายอยู่ตรงนั้น
จ่ายไป 500 เยน แล้วก็ได้ป้ายไม้มา 1 อัน
จัดการเขียนลงไปซะ 3 คนเลย (ประหยัด ><)


ต้นไม้ต้นนี้ ฟอร์มสวยมากๆ ดูแล้วสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก


ซูมเข้าไปดูใต้ต้นไม้หน่อยซิ มีอะไรอยู่หนอ?


แต่ละชั้นเกี่ยวกันจนล้นบวมขึ้นมาแบบนี้ ดูแล้วก็อาร์ตไปอีกแบบเนอะ
(จริงๆแล้วถ่ายป้ายภาษาไทยมาเยอะเลย เขียนน่ารักดี แต่ไม่ออกอากาศละกันเนอะ เด๋วเจ้าของมาเจอ 555+)


ส่วนนี่ของเรา 3 คนค่ะ ,, เหมือนได้มีส่วนร่วม มีความสุขจัง ><


Minami Shimon จากใต้ต้นไม้


จากศาลเจ้าหลัก มองกลับไปที่ Minami Shimon

.

.

ศาลเจ้าเมจิ ถือว่าเป็นศาลเจ้าชินโตที่สำคัญที่สุดในโตเกียวเลยค่ะ
ในช่วงปีใหม่ จะมีผู้คนเดินทางมาขอพรที่่นี่มากกว่า 3ล้านคนเชียวนะคะ
ลองนึกภาพตาม ไอ้ลานโล่งๆที่เห็นนี่ ยัดเข้าไป 3 ล้านคน คงอัดแน่นเป็นปลากระป๋องแน่ๆ -*-

ศาลเจ้าเมจิสร้างขึ้นในปี 1920 ค่ะ ถึงแม้ว่าในปี 1945 ของเดิมจะถูกทำลายไปจากการทิ้งบอมบ์ของฝ่ายพันธมิตร
แต่ก็ได้สร้างใหม่ขึ้นมาทดแทนด้วยเงินส่วนพระองค์ในปี 1958 ค่ะ
สถาปัตยกรรมของศาลเจ้าเมจิ จะเป็นอาคารทำจากไม้สีน้ำตาลเข้ม
หลังคาทรงโค้งทำจากสังกะสี (Copper) ที่ถูกออกซิไดซ์จนกลายเป็นสีเขียวสวยงาม ><
เป็นสถาปัตยกรรมที่ใช้ในการออกแบบศาลเจ้าหลวงของชินโตเท่านั้น
เรียกกันว่า.. Shimmei

จากคอร์ทที่มีต้นไม้กับป้ายอวยพร
ถ้ามองตรงไปจาก Minami Shimon ก็จะเจอกับ Gehaiden ซึ่งเป็นประตูหลักอีกหลัง
ทำหน้าที่เชื่อมต่อไปยังศาลเจ้าหลัก..
ศาลเจ้าหลักกับ Gehaiden อยู่ติดกันมากๆค่ะ เค้าก็เลยใช้ Gehaiden เป็นที่ยืนไหว้ซะเลย
มองลึกเข้าไปในศาลเจ้าไม่ค่อยเห็นอะไร (เพราะมืด) เลยรู้สึกว่ายืนไหว้อาคารศาลเจ้าแทนซะงั้น 5555+


ไหว้พระแบบญี่ปุ่น ต้องตบมือเปาะแปะด้วย


ซ้ายและขวา เป็นซุ้มเชื่อมต่อไปยังพื้นที่จัดพิธี

.

.

ไหว้เจ้าแล้ว ก็มาเดินทัวร์กันต่อ..
เห็นทางซ้ายขวา มีซุ้มประตูให้เข้า ก็เลยเข้าไปเดินดูเล่น
พอเดินเข้ามา ต้องตกละลึงอยากจะร้องกรี๊ดขึ้นมาทันทีทันใด!!

นั่น นั่น นั่น…. เจ้าสาว นี่!!

พิธีแต่งงานแบบญี่ปุ่นโบราณ ที่เค้าว่ากันว่านิยามมาจัดที่ศาลเจ้าเมจิกัน
ได้เห็นของจริงโดยไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า โชคดีจังเลย (ลืมเรื่องคอสเพลย์ไปในบัดดล ><)
ทุกคนแต่งตัวดูย้อนยุคมากๆ ออกมาตั้งขบวนให้ช่างภาพ(ของเค้า)ถ่าย
แต่ไม่รู้เป็นไงมาไง ลูลิก็วิ่งไปขอถ่ายกับเค้าด้วยคน
ยืนซะตรงกลางราวกับว่าเป็นกล้อง Official !!
เจ้าบ่าว-เจ้าสาวมองกล้องด้วย คงจะงงว่า “เอ๊ะ..ใครจ้างตากล้องมาเพิ่มให้เหรอเนี่ย” 5555


คุณลุง คุณป้า (หรือพ่อแม่บ่าวสาว = =’) ออกมาตั้งแถวต้อนรับก่อน
แอบสารภาพว่า ตอนแรกนึกว่างานศพ เพราะทุกคนใส่ชุดดำง่ะ T^T


บ่าว-สาว มาโพสท่าถ่ายรูปหน้าเรื่อนพิธี
มุมล่างซ้ายนี่ล่ะกล้อง Official ของเค้าค่ะ แต่เหตุไฉนลูลิยังอยู่กลางกว่าอีก 55555+
นักท่องเที่ยวคนอื่นๆแหวกที่ให้ลูลิเข้าไปถ่ายเป็นวงเลย คิดว่าเราเป็นตากล้องจริงๆเหรอนั่น – -


ถ่ายรูปเสร็จก็เดินขบวนไปประกอบพิธีฝั่งนู้น


ดูเป็นงานแห่อะไรซักอย่าง นักท่องเที่ยวมาเข้าคิวดูหยั่งกับรอดูถ่ายหนังเลย


คนนี้ไม่ใช่เจ้าสาว… แค่อยากโชว์ว่าตรงนี้มีตรายางให้ปั๊มเล่นด้วย!!


นี่ก็ไม่ใช่ญาติของบ่าว-สาว คู่มะกี๊ แต่มีพิธีอะไรซักอย่างเหมือนกันค่ะ
น้องสาวบอกว่าใส่ฟุริโซเดะ เหมือนกับพิธีบรรลุนิติภาวะเลย (แต่ดูจากหน้าแล้ว ไม่น่าจะเพิ่ง 20 ละนะ -*-)


ก่อนจะกลับ ก็โชคดีจริงๆ ได้เจอพิธีอีกคู่นึง
กำลังเดินขบวนย้ายจากเรือนพิธีทางซ้ายมาทางขวา (คู่เมื่อกี๊เดินจากขวาไปซ้าย)


คู่นี้น่ารักม๊ากกกกกกกกก (เจ้าบ่าวอะนะ >//////<)
เจ้าบ่าวแลดูเป็นห่วงเจ้าสาวมาก เวลาเดินก็จะคอยประคองเอวแล้วก็มองด้วยสายตาอ่อนโยน
จริงๆน๊า ไม่ได้จิ้นไปเองจริงจรี๊งงงงงง~~~


ยังไม่ค่อยเข้าใจของการผูกเชื่อกแบบนี้ แต่เห็นแล้วให้ความรู้สึกว่าญี่ปุ๊น ญี่ปุ่นเนอะ ♥

เดินดูจนรอบแล้ว ซอกเล็กมุมน้อยก็มุดเข้าไปหมด
เอาเป็นว่า Stage clear!! (รู้สึกเหมือนว่ากำลังเล่นเกม -*-)
พระอาทิตย์ใกล้ลับของฟ้าแล้ว เรารีบไปเดินเล่น Takeshita dori ก่อนที่จะมืดจนถ่ายรูปไม่เห็นดีกว่า
(แต่เดินกลับอีกครึ่งชั่วโมง สงสัยตะวันลับฟ้าพอดี T^T)


แชะสุดท้ายกับ Minami Shimon

To be continue…

 

► Nippon’10 Day02-2 :: ลูลิก็ไปฮานามิที่อุเอโนะเหมือนกั๊น!! April 26, 2010

,, 10 เมษายน 2553 (อุเอโนะ / Ueno / 上野)

หลังจากที่เสียเวลาต่อสู้กับเจ้าตู้รับฝากกระเป๋า (เรียกหรูๆหน่อยก็ลอกเกอร์ = =’)
จนสุดท้ายสู้มันไม่ได้ จนต้องแบกกระเป๋าอ้อมกลับไปไว้ที่โรงแรมก่อนแล้วนั้น
อีกชั่วโมงกว่าๆถัดมา เราก็กลับมายืนที่เดิม ณ สถานีอุเอโนะค่ะ

เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ลูลิก็มาเหยียบอุเอโนะพาร์คมาแล้วครั้งนึง
ครั้งนั้นเดิมชมสวน (ที่แทบไม่เหลือซากุระเท่าไหร่แระ) แล้วก็เข้าไปดูสวนสัตว์อุเอโนะด้วย
เจ้าแพนด้าของเค้า ก็หน้าตาไม่เห็นต่างจากหลินฮุ่ยของเราเท่าไหร่ = =’
มันนอนนิ่งๆเหมือนกัน แล้วคนก็แห่ไปดูกันเต็มไปหมดเหมือนกัน (ไม่รู้ดูอะไร มันนอนอยู่ในบ่อโผล่มาแต่หัว -*-)

ครั้งนี้เพื่อไม่ให้ซ้ำของเดิม ก็เลยขอเส้นทางที่แตกต่างจากครั้งที่แล้วซะหน่อย
ครั้งนี้ไม่เข้าสวนสัตว์แล้วค่ะ (แม้ว่าในสวนสัตว์จะมีเต็กน่ารักๆๆของลูลิเยอะแยะก็ตามที T^T)
จะเดินดูรอบๆสวน แล้วก็เข้าวัดวาอารามศาลเจ้าที่มีอยู่ตลอดทางด้วยค่ะ
อากาศในวันนี้ ครึ่งๆกลางๆ ใส่แต่แจกเกตก็หนาวไป พอใส่เสื้อโค้ทก็เหงื่อซึมนิดๆ -*-
แต่เพื่อการไปต่อถึงกลางคืนได้อย่างไม่หนาวตาย เลยต้องล่อเสื้อโค้ทอย่างที่เห็นล่ะค่ะ แหะแหะ

มาสรุปเส้นทางในวันนี้กันก่อนซักนิด
เริ่มต้นจากสถานี JR อุเอโนะ → ศาลเจ้าโทโชคุ → ศาลเจ้าโกโจ เทนจิน → เบนเทนโดะ → สถานี JR อุเอโนะ
ดูแล้วแวะไม่ดี่ที่ แต่ก็กินเวลาไปหลายชั่วโมงเลยล่ะค่ะ (ดื่มด่ำกับธรรมชาติซะเพลิน อิอิ)

Photobucket

.

.

ออกจากสถานีก็ตรงดิ่งเข้ามาตามทางเข้าหลัก  ถ้าหากว่าใครกลัวหลง ไม่ต้องกลั๊วววว (ขึ้นเสียงสูงด้วย)
เพราะคนเยอะม๊ากกกก (เสียงสูงกว่าเดิม) เดินตามฝูงชนไป รับรองได้ว่าไม่มีหลง!!
ยิ่งวันนี้เป็นวันเสาร์แล้วด้วย ทั้งเพื่อนฝูง ครอบครัว ญาติมิตร พากันออกมาดื่มด่ำกับเทศกาลฮานามิกันจนแน่นเลยล่ะค่ะ
ทางเข้าด้านหน้า ซึ่งผ่านพิพิธภัณฑ์ ก็ยังหน้าตาเหมือนเดิม และให้ความรู้สึกไม่ต่างจากที่มาครั้งก่อน
แต่พอเดินมาถึง 4 แยกเท่านั้นล่ะค่ะ

โอ้!!!!!! นี่มัน มัน มัน ซากุระของช๊านนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน

อย่างที่บอกว่ามาคราวก่อนฝนตกหนัก ซากุระเลยมีใบเขียวๆขึ้นมาซะเต็มต้นไปหมด
ครั้งนั้นเลยมาดูต้นซากุระ แทนที่จะเป็นมาดูดอกซากุระ T^T
ครั้งนี้แหละ!! ถึงแม้ว่าใบเขียวจะเริ่มแซมขึ้นมาบ้างแล้ว
แต่ภาพรวมก็ยังเป็นต้นไม้สีชมพูอย่างที่ใจอยากจะเห็นอยู่ >//////<

Photobucket
ช่อซากุระแรก ที่ได้เจอกัน ณ อุเอโนะพาร์ค

Photobucket
ถนนสายซากุระ ผู้คนพลุกพล่านสุดๆ ทั้งนักท่องเที่ยว แล้วก็ชาวญี่ปุ่นที่ออกมาเฉลิมฉลองใต้ต้นไม้สีชมพูนี้

Photobucket
ชาวญี่ปุ่นออกมานั่งก๊ง กินอาหาร กินเหล้า(อันนี้เห็นเยอะกว่า ><)

Photobucket
มีทุกเพศทุกวัยจริงๆ แต่แถวๆนี้เห็นทีจะเป็นนักศึกษามหาลัยค่อยข้างเยอะ (ของชอบเลย 555)

Photobucket
แม้แต่คุณม้าก็มาฮานามิ!!!!!!!
คนแวะถ่ายรูปคุณม้าเยอะเชียวล่ะ เป็นดาราประจำโซน 555+

Photobucket
คุณพ่อเอาคุณลูกใส่ตะกร้ามาฮานามิเหมือนกัน

Photobucket
เวลาลมพัดที กลีมซากุระก็จะปลิวมากับสายลมสวยมากๆ
ลุงขา.. หนูขออนุญาตถ่ายรูปคุณลุงมาลงนะคะ เห็นคุณลุงถ่ายเอ็มวีอยู่แบบนี้ หนูประทับใจ ><

Photobucket
และแม้แต่น้องหมา ก็ยังตื่นเต้นกับกลีบซากุระที่ปลิวว่อน ^^

.

.

เดินเลยแยกเข้ามานิดเดียว ทางขวามือก็จะเห็นโทริอิหินสีทึมๆตั้งตระหง่านอยู่
อูยยยย หินๆ ครึ้มๆนี่ล่ะของชอบเลย ว่าแล้วก็เลยต้องแวะเข้าไปดูซะหน่อย!!

ศาลเจ้านี้ ก็คือ ศาลเจ้าโทโชคุ (Toshogu shrine) ค่ะ อย่าเพิ่งงงว่าทำไมชื่อเหมือนกันกับที่นิกโก้เลย
ยังค่ะยัง เรายังไปไม่ถึงนิกโก้นะคะ ^^

ศาลเจ้าโทโชคุแห่งสวนอุเอโนะแห่งนี้ เรียกได้ว่าเป็นของเดิมแต่โบราณมาเลยทีเดียว
ศาลเจ้าแห่งนี้สร้างมาตั้งแต่ปี 1627 โดยขุนศึกผู้ยิ่งใหญ่ชื่อ โทโด ทาคาโทระ (Todo Takatora)
เพื่อเป็นเกียรติแด่ โทคุกาวะ อิเอยาสุ (Tokugawa Ieyasu) โชกุนคนแรกของราชวงศ์โทคุกาวะ
ซึ่งศาลเจ้านี้ก็ได้รอดพ้นจากการทิ้งบอมบ์ รอดพ้นจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่
และตั้งตระหง่านอย่างสง่างามมาได้จนถึงทุกวันนี้ (ชาวญี่ปุ่นเองก็ยังสงสัย เอ๊ะ รอดมาได้ไง -*-)

คำว่า “โทโชคุ” นั้น แปลเป็นไทยได้ว่า “แสงจากทิศตะวันออก”
ซึ่งไม่ต้องแปลกใจเลยค่ะ ถ้าไปเที่ยวที่จังหวัดไหนๆแล้วก็จะเจอแต่ศาลเจ้าโทโชคุเต็มไปหมด
ทั่วประเทศญี่ปุ่น ศาลเจ้าโทโชคุมีมากถึง 200 กว่าแห่งเชียวล่ะค่ะ
ซึ่งแต่ละที่ถึงแม้หน้าตา และสถาปัตยกรรมอาจจะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละพื้นที่
แต่จุดประสงค์ในการสร้างขึ้นก็เป็นหนึ่งเดียวค่ะ ซึ่งก็คือ “การบูชาอิเอยาสุดุจดั่งเทพเจ้า”

ศาลเจ้าโทโชคุ
ค่าเข้าชม :: ฟรี
เปิด-ปิด :: ไม่มีเขียนบอกไว้ (หรือไม่ก็อ่านไม่ออกเอง)

แต่ใกล้ๆทางเข้าจะมีชมสวนญี่ปุ่นซึ่งเสียเงินค่าเข้าค่ะ ชะโงกหน้าเข้าไปดูแล้วไม่มีอะไร
เลยไม่ได้เข้าไป แล้วก็จำไม่ได้ด้วยว่ากี่ตัง 400-500 เยน ราวๆนี้ค่ะ

Photobucket
โทริอิหิน ที่เห็นแล้วอยากจะวิ่งเข้าใส่จริงจรี๊งงงงง

Photobucket
ด้านหลังโทริอิ ก็จะเป็นแนวโคมหินเรียงกันแบบนี้ สวยมว๊ากกกกกก

Photobucket
ผ่านซุ้มประตูทางเข้าเข้ามาค่ะ เห็นเค้าเอาแผ่นไม้มาเรียงต่อๆกันแปลกตาดี
เหมือนป้ายดวงวิญญาณที่เห็นในการ์ตูยังไงไม่รู้ -*-

Photobucket
ทางเดินเชื่อมไปยังตัวศาลเจ้าหลัก ก็ยังร่มครึ้มไปด้วยกิ่งก้านสาขาของซากุระ ><

Photobucket
ดูสิคะ 2 ข้างทางประดับไปด้วยโคมหิน ของชอบของลูลิเล้ยยยยยยย

Photobucket
ทางขวามือ มองไปก็จะเห็นเจดีย์ 5 ชั้น ของวัดคาเนจิ (Kaneji Temple)
คนหยุดยืนถ่ายรูปซากุระกับเจดีย์กันอย่างตรึม!! แต่ลูลิก็วิ่งหามุมถ่ายได้ไม่แคร์สื่อเช่นเคย 555

Photobucket
พอผ่านซุ้มประตูเข้ามาอีกลอค ก็จะเปลี่ยนเป็นโคมสัมฤทธิ์แทน ก็ยังสวยเหมือนเดิม ><
อ่านเจอมาเหมือนกับว่าโคมไม่ได้มีเอาไว้เพื่อให้แสงสว่าง แต่เป็นสัญลักษณ์ “แสง” ของคำว่า “โทโชคุ” ตะหากล่ะค่ะ

Photobucket
เหมือนกับศาลเจ้าทั่วๆไปค่ะ ที่จะมีเซียมซี แล้วก็ถ้าได้ใบไม่ดี ก็จะเอามาผูกไว้กับกิ่งไม้ หรือราวที่เตรียมไว้ให้
เพื่อให้ความโชคไม่ดีนั้นไม่ติดตัวกลับไปที่บ้านด้วย

ได้ข่าวมาว่าศาลเจ้าโทโชคุที่อุเอโนะนั้นเกิดจากฝีไม้ลายมือของศิลปินชื่อดังแห่งเอโดะ
แถมยังมีสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานความเป็นจีนเข้าไป มีการประดับด้วยมังกร
ซึ่งให้ความหมายถึงการลงมา และกลับสู่สวรรค์

แต่!!!!

มันปิด!!!!!!!!!

T^T
(จ๋อยจนพูดไม่ออก ฮือออออออออออออออออ)
เลยได้แต่ถ่ายรูป Sculpture แถวๆนั้นแล้วจากมาอย่างอาลัยอาวรณ์ กระซิกๆ T^T

หน้าตาศาลเจ้าโทโชคุ (ถ้าเปิด)จะเห็นหน้าตาเป็นแบบนี้ค่ะ credit : travelpod
Photobucket

แต่ว่าถูกบังด้วยผ้าใบสกรีนลายเอาไว้ ชิชะ… เหลือแต่คุณสิงโตตัวนี้เอาไว้ให้ดูต่างหน้า
ถ่ายแต่สิงโตกะด้ายยยยยยยยยยยยยยยยยยย!!!

Photobucket
แม้แต่คุณสิงโตก็ยังเชิดใส่ T^T

.

.

เดินกลับผ่านทางเดิม (แต่ก็ยังไม่หยุดถ่ายรูป ><) เดินออกมาดูซากุระด้านหน้าอีกนิดหน่อย
ก็จะเจอโทริอิสีแดง เรียงกันอยู่จำนวนนึงทางด้านขวามือ
ด้วยความอดใจรอให้ถึง “ฟูชิมิอินาริ” หรือที่รู้จักกันในนาม “ศาลเจ้าโทริอิหมื่นอัน” ไม่ไหว
เลยขอแว่บเข้าไปดูซะหน่อย

เดินลงเขา(เตี้ยๆ) ลอดซุ้มโทริอิที่เรียงรายลงไป ก็จะเจอกับศาลเจ้าเล็กๆ
สร้างด้วยไม้ แบบสถาปัตยกรรมแบบญี่ปุ่นเด๊ะๆ
พร้อมกับซุ้มน้ำล้างมือ และรูปปั้นเทพเจ้าจิ้งจอกประปราย

ศาลเจ้าโกโจเทนจิน (Gojo Tenjin Shrine)
เป็นศาลเจ้าที่สร้างขึ้นเพื่อถวายแด่เทพอินาริ ซึ่งเป็นเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์
ชาวญี่ปุ่นค่อนข้างให้ความนับถือเทพอินาริกันมากพอตัว
จะเห็นได้จากทั่วประเทศจะมีศาลเจ้าที่สร้างถวายเทพอินาริมากมาย
ที่เด่นๆเลย ก็เห็นจะเป็น “ฟูชิมิ อินาริ” ที่กำลังจะได้เจอกันอีกใน 3-4 วันข้างหน้านี่ล่ะค่ะ

เคยมีคนบอกเอาไว้ว่า หากเห็นโทริอิแล้วล่ะก็ รับรู้เอาไว้เลยว่านั่นน่ะ “ศาลเจ้า” มิใช่ “วัด”
แล้วเวลาที่เห็นโทริอิ สิ่งที่มักจะเห็นควบคู่กันไปด้วยเสมอเลย ก็คือรูปปั้นจิ้งจอก
.. จะว่าไปคุยมาถึงตรงนี้แระ ขอเล่าเรื่องของเทพอินาริซักหน่อยดีกว่า
(เพราะเด๋วเราคงจะเจอกับเทพอินาริอีกตลอดทริป ^^)

เทพอินาริ (Inari / 稲荷) เป็นเทพแห่งการเก็บเกี่ยวและความอุดมสมบูรณ์ค่ะ
ไม่รู้ว่าเทพอินารินั้นเป็นหญิงหรือเป็นชาย เพราะว่ามีเรื่องเล่าออกมาเยอะแยะจนสับสนไปหมด -*-
แต่รู้แค่ว่าเวลาที่เทพอินาริไปไหน ก็จะมีจิ้งจอกสีขาวเดินตามหลังไปด้วยเสมอเท่านั้นล่ะ
ชาวญี่ปุ่นถือว่า เทพจิ้งจอก หรือที่รู้จักกันดีในนาม “คิทสึเนะ” (Kitsune / 狐) นั่นเป็นผู้เดินสารของเทพอินาริ
ถือเป็นสื่อกลางระหว่างเทพกับมนุษย์นั่นเอง ^^

และเมื่อเป็นหนึ่งในเทพเจ้าที่ชาวญี่ปุ่นให้ความเคารพ  สวดขอพรให้ธุรกิจประสบผลสำเร็จ เจริญรุ่งเรือง
ทำให้เกิดศาลเจ้าที่สร้างอุทิศเพื่อบูชาจิ้งจอกอยู่มากมายทั่วประเทศญี่ปุ่น
ผู้คนมักจะถวาย ข้าว เหล้าสาเก หรืออาหารอื่นๆที่เกี่ยวกับข้าวไว้ที่ศาลเจ้าเหล่านี้ค่ะ

เวลาที่เห็นโทริอิ สิ่งที่จะเห็นคู่กันเสมอๆนั่นก็คือรูปปั้นจิ้งจอก แถมยังเป็นจิ้งจอกใส่ผ้ากันเปื้อนอีก
เคยสงสัยกันมั๊ยคะว่าใส่ทำไม? ใส่ให้น่ารัก? ใส่เล่น? หรือใส่เพราะมีความหมายอะไร?
นี่ตั้งประโยคคำถามขึ้นมาก็ยังไม่มีคำตอบ นะเนี่ย ใครมีคำตอบบอกลูลิที (แฮ่ๆ)

ศาลเจ้าโกโจเทนจิน
ค่าเข้าชม :: ฟรี
เปิด-ปิด :: เปิดตลอด (เพราะไม่เห็นมีประตู ^^)

Photobucket
โทริอิเรียงกันตรงทางเข้าฝั่งสวนอุเอโนะ

Photobucket
รูปปั้นจิ้งจอกใส่ผ้ากันเปื้อน จะยืนอยู่ข้างๆศาลเสมอ

Photobucket
ขอพรจ้ะ ขอให้รวย ขอให้รวยยยยย ^^

Photobucket
ชาวญี่ปุ่นเองก็มาขอพรกันเป็นประปราย

Photobucket
เง
าสะท้อน (ลงทำไมหนิรูปนี้ 555+)

.

.

เดินลงมาด้านหลังของศาลเจ้า ก็จะเจอฟุตบาทเลียบทางภูเขา มีถนน 2 เลนวิ่งคู่ไปด้วย
ทำคอยืดยาวมองไปฝั่งตรงกันข้าม เฮ๊ยยย ทะเลสาป!!!
มองเลยไปอีก เฮ๊ยยย งานวัดดดดดดดดดดดดดดด!!!!
พอเห็นงานวัดเท่านั้นล่ะ วิญญาณเด็กเข้าสิงในทันที ><
วิ่งโร่ อยากไปงานวัดกะเค้า จนเกือบจะลืมไปว่า ที่ญี่ปุ่นเค้าข้ามถนนตามสัญญาณไฟนะตะเอง =3=
ฟู่ววว เกือบเป็นตัวประหลาดแล้วมั๊ยล่ะเรา -*-

พอข้ามถนนไป ก็เข้าสู่บรรยากาศของงานวัดทันทีค่ะ
ทุกคนแลดูรื่นเริง ไอ้เราก็ตื่นเต้นไปด้วย
2 ข้างทางมีร้านขายขนม ขายน้ำ ขายอาหารไปตลอดทาง
ราคาไม่แพงค่ะ ไส้กรอก 400เยนงี๊ ทาโกะยากิ 500เยนงี๊ (กัดฟันกรอดดดดดด)

ตรงปลายทางของถนนที่ถูกขนาดข้างด้วยร้านค้าจนมองไม่เห็นอะไรแล้วนั้น
คือ Bentendo (弁天堂) ค่ะ เป็นตำหนักที่สร้างขึ้นถวาย Benzaiten (弁才天, 弁財天)
หรือพระอุมาเทวีนั่นเอง (กว่าจะเดาได้ว่าเป็นองค์ไหน นั่งเทียบรูปแทบแย่ T^T)
พระอุมาเทวี ตามตำราอินเดียนั้น เป็นเทพีแห่งอำนาจอันยิ่งใหญ่
ซึ่งทางญี่ปุ่นได้รับมาในชื่อของ Benzaiten ซึ่งรูปปั้นต่างๆก็หน้าตาเปลี่ยนแปลงไปจากของอินเดีย
กลายเป็นเทพีแห่งการเรียนรู้ กาพย์กลอน ดนตรี ศิลปะ เทพีแห่งสายน้ำ และเทพีผู้คุ้มครองประเทศชาติ
(ตรงนี้ถ้าไม่ถูกขออภัยค่ะ เซิชหาแล้วเค้าว่ามางี๊ = =’)
Bentendo นี้ก็เหมือนกับศาลเจ้าโทโชคุค่ะ คือมีคนสร้างศาลแบบนี้ถวายทั่วประเทศ
ถ้าไปเที่ยวในจังหวัดอื่นๆแล้วเจอ Bentendo เหมือนกัน ก็ไม่ต้องแปลกใจไปค่ะ

ด้วยความที่ตอนนั้นไม่รู้ว่านี่คือศาลอะไรหว่า?!? ก็ได้แต่ยกมือไหว้แล้วก็เดินผ่านไป
(ใจจดจ่อกับงานวัดมากกว่าสิ่งอื่นใด แหะแหะ ><)
แต่พอมาเซิชดูรูปอาคารทีหลัง อุเคี๊ยก!! สวย!!
แงงงงงงงงง ทำไมตอนน้นไม่ตั้งใจดูล่าาาาาาาาาาาาาาาาาา T^T

หน้าตาเป็นแบบนี้ credit :: panoramio
Photobucket

Photobucket
ทางเดินเข้า หลังคาเขียวๆนั่นล่ะค่ะ Bentendo ล่ะ

Photobucket
เห็นด้านหน้าแล้ว คนเบียดกันขึ้นไปไหว้มากมาย ลูลิเลยขอเดินส่องอาหารข้างทางดีก่า (ตะกละได้โล่ห์ -*-)

Photobucket
โชว์บรรยากาศงานวัดจ้ะ

Photobucket
ครอบครัวก็มา หนุ่มสาว(ครอบครัวในอนาคต)ก็มา ,, เห็นละคิดถึงปะม๊า มะม๊านะหนิ ><

Photobucket
เด็กๆมีความสุขที่ได้ออกมาเที่ยว (ลูลิก็มีความสุข แอบถ่ายรูปเด็กๆ แฮ่~~~)

Photobucket
น่าร๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก เด็กญี่ปุ่นเป็นเด็กที่น่ารักที่สุดในโลกกกกกก

Photobucket
ไปซื้อของกินเองก็ได้ด้วย (ขอบอกว่าเด็กคนนี้หล่อมาก แต่กลัวแม่เค้าด่าเลยได้แต่แอบถ่ายไกลๆ -*-)

Photobucket
อันนี้ซื้อกินกันเอง น้ำไม่มีฉลากหน้าตาแปลกๆ
มันตลกตรงรูปทรงมัน (เหมือนอะไรไม่รู้ว = =’) แถมยังต้องมีท่ากินแปลกๆอีก
ก่อนอื่นเราต้องจ่ายตังเค้าไปก่อน 300เยน (ร้อยก่าบาท T^T)
เค้าก็จะเอาอะไรซักอย่างตบลงที่ปากขวด โป๊ะ!! ลูกแก้วที่อุดปากขวดก็จะตกลงไปในขวด
ทีนี้เราก็ยกขึ้นดื่ม ต้องให้ลูกแก้วมันมาคาตรงรอยบุ๋มที่คอขวด น้ำถึงจะไหลเข้าปากเรา
ถ้าหมุนผิดด้าน ลูกแก้วก็จะกลับมาอุดที่เดิม ต้องให้แม้ค้าโป๊ะให้ใหม่ 5555+
รสชาดเหมือน มิรินด้าน้ำเขียวที่ไม่ใส่สีเขียวอ่ะ ร้อยก่าบาท เอาน่า ซื้อประสบการณ์ ><

(กินเสร็จต้องคืนขวดด้วยอะ T^T 300เยนนี่ขอขวดด้วยก็ไม่ให้เหรอ)

Photobucket
ลูกชิ้นปิ้ง ไม่กล้าถามราคา กลัวต้องกิน = =’

Photobucket
อันนี้เหมือนโดโรยากิป่ะ แต่แค่หน้าตาแป้งมันเป็นรูปการ์ตูน จำราคาได้แระ แต่จำได้ว่าแพงจนถอยครูดออกมาอ่ะ 55

Photobucket
อันนี้เข้าใจว่าเป็นมันนะ

Photobucket
โอโคโนมิยากิฮะ หน้าตาเหมือนไข่ดาวมากๆ = =’
เคยกินแบบนี้ที่ถนนอะเมะยะโยโกะ อร่อยมากกกกกกกนะ แต่ตั้ง 800เยน คราวนี้เลยขอบาย แหะแหะ

.

.

พอพ้นจากโซนงานวัดออกมาด้านหลังของ Bentendo ก็จะเจอ ทะเลสาปชิโนบาซุ (Shinobazu pond)
เค้าว่ากันว่าเมื่อก่อนเคยเป็นบ่อน้ำรกร้าง แต่ตอนนี้กลายเป็นบ่อบัวที่สวยติดอันดับของโตเกียวไปแล้วล่ะค่ะ ริมฝั่งของทะเลสาปจะเห็นต้นซากุระปลูกล้อมไว้เป็นแนว น้ำที่สะท้อนสีฟ้าของท้องฟ้า รับกันกับสีชมพูของดอกซากุระ และสีเขียวของต้นไม้ สวยยยยยยยยยมากมาย

Photobucket
ตรงนี้กับในเมือง หยั่งกับอยู่กันคนละประเทศ

Photobucket
ซากุระบานเต็มไปหมดเลย >///////<

Photobucket
ถ่ายรูปกับหิน(?) ไม่จิ ถ่ายกับซากุระข้างหลังตะหากเล๊าาาาาา

Photobucket
ในทะเลสาปมีเป็ดเต็มเลย ว่ายโฉบมาแบบ “ถ่ายชั้นหนน่อยๆ” เลยแชะเข้าให้
เป็นหน้าตาดุม๊ากมาก ตาสีเหลืองด้วยนะ เห็นป่าวววว

Photobucket
ชมพู-ฟ้า = ซากุระที่อุเอโนะ (ไม่ใช่สวนกุหลาบนะ 555+)

เดินตามถนนเลียบเขามาเรื่อยๆ ก็จะมาเจ๊อะกับสถานี JR อุเอโนะพอดี
ถ้ามองตามแผนที่ ก็คือเราเดินอ้อมรอบเขาด้านล้างเอา
ก่อนที่จะข้ามไป JR อุเอโนะ ทางขวามือก็คือถนน อะเมะยะโยโกะ (Ameyayoko)
ที่เป็นเหมือนถนนชอปปิ้ง สไตล์ตลาดๆนิดหน่อย (ไม่ใช่แบรนด์เนม)
มีตั้งแต่ของสด (สับหัวปลากันเห็นๆ) ผลไม้ เสื้อผ้า ของใช้ ไปจนถึงเครื่องสำอางค์
แต่ดูจากเวลาแล้ว เราต้องไปต่อกันที่ฮาราจุกุ ก่อนที่พวกคอสเพลย์จะกลับบ้านกัน
เพราะฉะนัน อะเมะยะโยโกะ เอาไว้โอกาสหน้าละกันนะจ๊ะ
พยายามคิดว่าคราวก่อนเดินมาแล้ว ไม่เป็นไรหรอกน่า
แต่ก็ยังเสียดายโอโคโนมิยากิกับคนขายสุดหล่อคนนั้น (ยังคิดว่าจะอยู่ 5555+)

Photobucket
ทางเข้า Ameyayokocho ,, เงยหน้ามองข้างบนหน่อย รถไฟ JR กำลังวิ่งผ่านด้วยน๊า

Photobucket
กลับมาถึงแล้ว JR อุเอโนะ (คนละประตูกับตอนที่เราลงเพื่อเข้าสวนอุเอโนะ)

เอาล่ะ.. เดี๋ยวเราจะไปต่อกันที่ Harajuku นะคะ
แต่ดูท่าทางเพื่อนร่วมทางจะไม่ไหวแระ งั้นให้โอกาสพักหายใจ (ตอนนั่งรถไฟ) นิดนึง
แล้วค่อยไปกันต่อโนะ ^^

Photobucket
หญิงอึดย่ะ ไม่ใช่หญิงถึก =3=

To be continue…

 

► Nippon’10 Day02-1 :: นั่งรถไฟเข้าเมือง และสงครามกับตู้ฝากกระเป๋า April 25, 2010

,, 10 เมษายน 2553

หลังจากที่ล้างหน้า แปรงฟัน โบ๊ะใหม่จนสวยเช้ง(?)แล้ว เราก็เข็นกระเป๋าออกสู่โลกภายนอกกกันซะที!!
(ล้างหน้า แปรงฟัน แต่งตัว ในห้องน้ำที่อยู่ในส่วนรับกระเป๋าค่ะ เพราะสัมภาระคงดูแลง่ายกว่าออกไปข้างนอกแล้ว)
ยื่นใบศุลกากรให้หน้าประตูทางออกของส่วนที่รับกระเป๋า (อย่างที่บอกคือ 1 ครอบครัว เขียน 1 ใบก็พอ)
คุณพี่เจ้าหน้าที่ก็มองใบ แล้วก็มองหน้ารายคน.. “Family?” เออเดะ หน้าโขลกกันมาขนาดนี้ = =’
“ฮาว ลง วิว ยู สเต เฮี๊ย?” งงไป 2 วูบ…. เอ่อ อ่า มันพูดอะไรวะ ถามว่าอยู่นานเท่าไหร่ป่ะ
“9 days” เก๊กหน้าเซล์ฟตอบไป
“อืม สะดีดิ๊ง?” …… ห๊ะ!! -{}- ภาษาต่างด้าวเหรอแว๊ = =” หันไปสะกิดน้อง มันพูดว่าไรอะ Sightseeing ป่ะ TOT
“Yes, for sightseeing” ยังคงเก๊กตอบไป แต่เหงื่อหยดลงมา 2 เม็ด
ใจเต้นตึกตัก.. ไม่ได้กลัวไม่ผ่านนะ กลัวมันถามอะไรอีกตะหาก
“พลีด” (เสียงต่ำ) พร้อมผายมือไปทางประตู
เอ่อ อ่า… แปลว่าตูไปได้แล้วชิมิคะ.. กวักมือเรียกน้อง ไอ้เสือ!! ไปเว้ย!!!
ยัตต้า~~~ สวัสดี นิปปอนจ้าาาาา \^O^/

.

.

หลังจากผ่านด่านภาษาต่างดาวมาแล้ว ต่อไปก็คือ
เราต้องไปทำการแลก JR Pass ของเรา กับซื้อตั๋ว  Tokyo metro 1day pass กันซะก่อน
อันที่จริงแล้ว JR Pass แลกวันไหนก็ได้ค่ะ แต่ว่ามีความรู้สึกว่า
“รีบแลกก็ดีนะ ดีกว่าเป็นกระดาษบางๆไม่ค่อยมั่นใจ -*- “
ส่วน Metro 1day pass นี่ จะเป็นบัตรขึ้นรถไฟใต้ดินของบริษัทเมโทรโตเกียว  (ขึ้นได้ 7 สายจากทั้งหมด 11 สาย)
ขึ้นได้ไม่จำกัดจำนวนเที่ยว ใน 1 วัน ราคา 710 เยน
แต่ถ้าหากว่าซื้อที่สนามบินนาริตะ จะซื้อได้ในราคา 600 เยนสำหรับ 1 วัน และ 980 เยนสำหรับ 2 วันค่ะ
บูธจะอยู่ชั้นเดียวกับทางออกจากที่รับกระเป๋า ออกมาแล้วเดินมาทางซ้ายอีกนิด ก็จะเจอบูธตั้งอยู่ค่ะ

* สำหรับบัตร 1 day pass สำหรับทั้ง 2 บริษัท (ขึ้นได้ทั้ง 11 สาย) ก็มีค่ะ ราคา 1000 เยน
ส่วนตัวลูลิคิดว่าเวิร์คกว่าเยอะนะคะ เพราะว่าครั้งนี้เกิดงกจะประหยัดขึ้นมา
ทำให้ได้รู้ว่า แค่สายโตเกียวสมารถไปทุกสถานที่ท่องเที่ยวอย่างที่เค้าคุยไว้จริงๆค่ะ
แต่ว่า… มันนั่งอ้อมมากกกกก ถ้ามีเวลาก็ไม่ว่ากัน เพราะถือว่าเป็นการนั่งพักด้วย
แต่สำหรับคนที่มีเวลาจำกัด ขอบอกว่า ซื้อแบบ 2 บริษัทเถอะค่ะ ชีวิตคุณจะง่ายขึ้นอีกเยอะ
ลูลิซื้อแบบบริษัทเดียว แต่สุดท้ายก็ทนอ้อมไม่ไหว ต้องซื้อของโทเอ ไม่ก็ JR เสริมทุกที = =’

ส่วน JR Pass ต้องลงไปชั้นใต้ดินก่อน (ลงลิฟท์โลด ชั้นล่างสุดเลยค่ะ)
เดินออกมานอกประตูสนามบินแล้วมองไปทางซ้ายมือ จะเห็นห้องกระจกติดป้าย Japan Railways เอาไว้ค่ะ
ส่วนทางขวามือ ก็จะเป็นบูธสำหรับจองตั๋ว Keisei line ที่จะพูดถึงต่อไปค่ะ

การแลกบัตร JR pass ก็ไม่ได้ยากอะไร
ใช้แค่คูปองที่ได้รับมาจากตอนซื้อที่ประเทศไทย แล้วก็พาสปอร์ต เท่านั้นเอง
จากนั้นเค้าก็จะให้เรากรอก ว่าเราจะเริ่มใช้วันไหน หมดอายุวันไหน
แล้วก็จะเอาข้อมูลพวกนั้นไปเขียนลงในบัตร JR pass ของเราค่ะ
ชื่อ นามสกุล สัญชาติ แล้วก็วันเริ่มใช้ แล้ววันหมดอายุตัวบะเริ่ม!!
รับมาอาจจะงงนิดหน่อย ปีนี้มันปี 22 เหรอว๊า… ไม่ต้องงงค่ะ มันเป็นปีของญี่ปุ่นเค้าล่ะ
(เชื่อแระ ว่าชาตินิยมจริงๆ ^^”)

.

.

ต่อไปก็คือเราจะเข้าเมืองกันแล้วค่ะ
ตามข้อมูลที่ศึกษามาวิธีเข้าเมืองก็มีอยู่หลายวิธีทีเดียวค่ะ
1.ลีมูซีนบัส เป็นรถบัสที่กว้างใหญ่สะดวกสบาย แบกเอากระเป๋าใบยักษ์ไปกับเราได้ด้วย
รถจะไม่จอดแวะที่ไหนเลยนอกจากปลายทางเท่านั้น เพราะฉะนั้นขึ้นให้ถูกคันนะคะ 55+
ซื้อตั๋วได้ที่บูธเดียวกับซื้อบัตร 1day pass ของรถไฟใต้ดินค่ะ
ราคาไปถึงอิเคบุคุโระ / ชินจุกุ / ชิบุยะ / สถานีโตเกียว 80-90 นาที ค่าโดยสาร 3,000 เยนค่ะ
(มีไปที่อื่นในจังหวัดใกล้เคียงได้อีกค่ะ ค่าโดยสารแพงขึ้นอีกนิด)

2.แทกซี่ ไม่ขอพูดถึง เพราะแพงจนรับไม่ได้ -*- (ประมาณ 25,000 เยน) นั่งทีเดียวไม่ต้องเที่ยวไปอีก 4 วัน -*-

3.รถไฟด่วน JR Narita express สำหรับผู้เปิดใช้ JR Pass ตั้งแต่วันแรก
ไปได้ถึงสถานีปลายทางในโตเกียว คือสถานีโตเกียว สถานีชินจุกุ และสถานีอิเคบุคุโระ แล้วก็โยโกฮาม่าด้วย
แต่บังเอิญว่าลูลิยังต้องเก็บวัน JR Pass ไปเที่ยวฮิโรชิม่าในวันท้ายๆ เพราะฉะนั้นต้องยอมลำบากหน่อย
(ใช้เวลาแค่ 60 นาทีก็ถึงสถานีโตเกียวแล้ว ค่าโดยสาร 2,940 เยน  และ 80 นาทีถึงสถานีชินจุกุ 3,110 เยน)

4.รถด่วนและเร็ว Keisei เหมาะสำหรับผู้ไม่ได้ใช้ JR Pass และยากจนอย่างลูลิเป็นที่สุด 5555+
ด้วยราคารถเร็วแค่ 1,000 เยน (75 นาที) และ รถด่วน 1,920 เยน (60นาที) ก็ถึงสถานีอุเอโนะแล้ว
สามารถไปต่อกับ JR Yamanote (รถไฟฟ้าในโตเกียว) ได้ที่สถานีนิปโปริ (Nippori) และ อุเอโนะ (Ueno)
ลูลิขอเลือกที่ชอยส์นี้แหละค่ะ บูธขายตั๋วก็อยู่ใกล้ๆนี่แล้ว ไปเลยดีก่า…

เพราะเครื่องบินดีเลย์ แถมยังงกๆเงิ่นๆ หาบูธนู่นบูธนี่ กว่าจะเจอสถานี กว่าจะลากกระเป๋าลงมาถึง
ดูเวลาจิคะ 11 โมง 4 นาที.!!! ทั้งๆที่ตามกำหนดการณ์เดิม เราจะออกจากนาริตะ 8 โมงเช้าแท้ๆ!! ฮืออออ T^T


สถานีจะมีป้ายบอกเอาไว้ด้วย ยืนรอตรงนี้จะรถสายไหนมาจอด
รถคันไหนไปไหน จอดตรงไหน มีภาษาอังกฤษค่ะ ไม่ต้องกลัว ^^
สำหรับลูลิ ต้องขึ้นรถ No.8 ไปอุเอโนะค่ะ


หน้าตารถสาย Keisei เหมือนรถไฟฟ้าบ้านเราล่ะค่ะ นั่งหันหน้าเข้าหากัน (หันหลังให้กระจก)
ลำบากนิดหน่อยตรงที่กระเป๋ามันล๊อคล้อไม่ได้ค่ะ เวลาจอดทีกระเป๋าไหลที กรี๊ดกร๊าดตลอด สงสารคนข้างๆ ><

ระหว่างทางมัวแต่นั่งเขียนบันทึก กับชื่นชมธรรมชาติอันงดงามระหว่างทาง (เห็นซากุระที ก็ฮือฮาที)
เลยไม่ได้เก็บภาพอะไรมาฝากกันนะคะ ><
ตรงข้ามเป็นครอบครัวเกาหลีอ่ะ หยิบกล้องมาถ่าย เด๋วหาว่าแอบถ่ายเค้า ฮ่าๆๆๆๆๆ

.

.

เดินทางมาถึงสถานีอุเอโนะ.. ตามแผนที่วางเอาไว้ จะเที่ยวอุเอโนะก่อน โดยการฝากกระเป๋าไว้ในตู้รับฝาก
แล้วก็ค่อยเข้าโรงแรม แล้วก็ไปต่อกันที่ฮาราจุกุในตอนเย็นๆ
ก็เลยมาลงกันที่สถานีอุเอโนะ
แต่รอบๆสถานีนั้นมีแต่ตู้ฝากของขนาดเล็ก 30×30 ซม.เองมั๊ง
ไปถามนายสถานี ก็ได้ความว่าตู้ใหญ่อยู่ข้างใน ต้องจ่ายตังเข้าไปก่อนถึงจะเจอตู้
เราก็เลยตกลงใจกันว่า ไหนๆก็คงต้องเดินทางหลายที ก็ซื้อ JR 1 day pass ไปเลยละกันเนอะ!!

บัตร JR 1 day pass (JR 1-day tokyo rail pass / Tokunai pass) สามารถซื้อได้จากตู้กดอัตโนมัติเลยค่ะ
บัตรนี้จะทำให้วันนี้เราจะสามารถขึ้นรถไฟทุกขบวนของ JR ที่วิ่งในโตเกียวได้
(ถึงจะเอาเข้าจริงก็ขึ้นแต่ Yamanote ก็เหอะ -*-)
วิธีซื้อ ก็ไม่ยากเกินความสามารถ โดยก่อนอื่นเลย ก็กดให้มันเป็นภาษาอังกฤษก่อนเลยค่ะ
แล้วก็จิ้มๆลงไปที่หน้าจอได้เลย (เป็นระบบสัมผัส)
- เลือก Discount ticket
- เลือก Tokunai 1 day pass
- สอดแบงค์ หรือหยอดเหรียญลงไป
- กดเลือกว่ากี่คนกัน
- กดเลือกราคา (ปกติจะเป็น 730 เยน แต่ของลูลิเป็น 2190 เยน เพราะว่ามากัน 3 คนค่ะ )

* บัตร 1 day pass นี่ ไม่ว่าจะเป็น JR / Tokyo metro / Toie metro หรือจะอันไหนก็ตาม
ถ้าหากรู้สึกว่า วันนึงได้ขึ้นซัก 4 เที่ยวแล้วล่ะก็ ก็ถือว่าคุ้มแล้วล่ะค่ะ
ค่าโดยสารรถไฟ JR เริ่มต้นที่ 110 เยน ส่วน Subway เริ่มต้นที่ 160 เยนค่ะ
แล้วราคาก็จะเพิ่มขึ้นตามระยะทางที่มันไกลขึ้น
ยังไงถ้าหากว่าแพลนแผนการเที่ยวดีๆแล้ว บัตรนี้ก็อาจจะไม่จำเป็นเท่าไหร่
แต่สำหรับพวกจอมหลง และพวกเปลี่ยนใจกระทันหันอย่างลูลิ เจ้าบัตรนี้จะเป็นฮีโร่ช่วยชีวิตทีเดียวล่ะค่ะ ^^

.

.

พอเข้ามาด้านในสถานีอุเฮโนะ… ว๊าวววววว ตู้เยอะไปหมดเลย!!
รีบกระวีกระวาดเข้าไปหาตู้ที่พอจะยัดกระเป๋าเราได้ แล้วก็จะได้ไปเที่ยวกันซักที
แต่……….
ทำไมล่ะ ทำม๊ายยยยยยยยยยยยยยย
กระเป๋าลูลิ (ใบสีฟ้า) มันอ้วนเกินไป ยัดเข้าตู้ไม่ได้
โฮกกก โฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮ ทำไมล่ะ ทำไมไม่ทำตู้ให้อ้วนขึ้นกว่านี้อีกนิดนึงเล่าาา!!!!


เทียบสเกล T^T


เทียบให้ดูกันชัดๆ มันอ้วนไป เยอะ!! เลยล่ะ
ใบขวาเป็นขนาด Maximun ที่จะเอามาสำหรับ Backpack นะคะ (ยังจะกล้าเรียกว่า Backpack = =’)
เจ้ายักษ์ของลูลินี่ ไม่ไหวจริงจัง สวย แต่หนัก แบกยาก แถมจะโคดเกะก
ฮืออออ T^T

ตู้รับฝากพวกนี้มีหลายขนาดค่ะ ตู้นี้เป็นตู้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดค่ะ (เค้าเรียกว่า”ใหญ่พิเศษ”แล้วแต่ก็ยังไม่พอ)
ค่าเช่าตู้จะขึ้นกับขนาดตู้ค่ะ ฝากได้นานที่สุดก็คือ 1 วัน (เปิดสถานี-เทียงคืน)
ขนาดเล็ก 300เยน / ขนาดกลาง 400เยน / ขนาดใหญ่ 500เยน
ส่วนใหญ่พิเศษอันนี้ 1000เยนค่ะ แต่ตู้บนคิดแค่ 500เยนนะ ถ้าหากว่าของใหญ่แต่ไม่หนัก ก็ใช้อันบนได้ค่ะ

รายละเอียดตู้รับฝาก (Locker)
รายละเอียด locker Credit SkyBox@Pantip ค่ะ

เพราะว่าไม่สามารถทำตามแผนเดิมได้ (เลทจากกำหนดการที่วางไว้ 5 ชม.แล้ว T^T)
เลยต้องตัดใจ เข้าโรงแรมก่อน เพื่อเอากระเป๋าไปเก็บให้เรียบร้อย
แล้วค่อยนั่งรถกลับมาเดินเทียวที่อุเอโนะกันใหม่ เฮ่อออออ….
ไม่ติดใจเรื่องค่ารถ (เพราะเรามี 1day pass แร๊น ><)
แต่.. Ueno กับ Ikebukuro ห่างกันแบบคนละฝั่งของเมืองเลย ต้องนั่งรถตั้ง 16 นาที T^T
เสียเวลาชะมัดยาดดดดดดดดดด เซ็งจริง!!

เอากระเป๋าไปเก็บ แล้วค่อยมาเที่ยวกันใหม่นะคะ (*ยิ้มเจื่อน*)

To be continue…

.

.

Edit :: เพิ่งเห็นว่าโลโก้บนรูปใส่ชื่อสถานที่ผิด ฮ่วย = =’ ช่างมันเหอะเนอะ ขี้เกียจแก้แล้วง่ะ = =’

 

► Nippon’10 Day01 :: การเดินทางที่แสนยาวไกล April 24, 2010

,, 9 เมษายน 2010

เป็นวันที่เราตกลงกันเป็นวันเริ่มเดินทางสำหรับทริปนี้ค่ะ
ด้วยความที่ตามหลักการแล้วเราควรจะไปถึงญี่ปุ่นตอนเช้า (นอนบนเครื่องบิน เพื่อประหยัดค่าโรงแรม)
เราจึงจะต้องออกเดินทางจากประเทศไทยในตอนดึกๆ หรือค่ำๆ (ไทย-ญี่ปุ่น เดินทาง 6 ชั่วโมง)
แต่อย่างที่บอกค่ะ ว่าทริปนี้จองกันกระทันหันม๊ากมาก ไฟล์ทที่ได้จึงเป็นไฟล์ททรานสิทที่มาเลเซีย
เพราะฉะนั้นต้องบวกเวลาทรานสิท และเวลาบินที่นานขึ้น (ไทย-มาเล 2ชม. + ทรานสิท + มาเล-ญี่ปุ่น 7 ชม.)
ทำให้ไฟล์ที่จอง จะออกจากประเทศไทยตอน 5 โมงเย็น แล้วก็จะไปถึงที่นาริตะ 7 โมงเช้าพอดิบพอดี

ขนาดออกจากบ้านตั้งแต่เที่ยงนิดๆ ยังไปถึงสนามบินได้เฉียดเส้นตายสุดๆ
นี่ขับรถหลบไปตั้งหลายเส้น แต่ก็ดั๊นไปเจ๊อะกับคุณเสื้อแดง ปิดถนนอี๊กกกก
อยากจะร้องไห้น้ำตาเป็นสายเลือด สวดมนต์ไปตลอดทาง ถ้าตกเครื่องจะทำไงเล่า!!!!
แต่สุดท้ายก็มาทันเวลาจนได้ สงสารคนมาส่งที่จะต้องพจญรถติดตอนขากลับอีก -*-

มาถึงเคาท์เตอร์เชคอินด้วยความประหลาดใจสุดๆ
ตอนแรกคาดค่าคิวจะต้องยาวเหยียดเป็นงูเลื้อยแน่ๆ
แต่ผิดคาดค่ะ มาถึงเดินเข้าไปเชคอินเลย ราวกับว่ามา First class >//<
ด้วยความสงสัยเลยกระแอมถามคุณพี่พนักงานคนสวยไป
“พี่คะๆ เค้าเชคอินกันหมดแล้วเหรอคะ”
คุณพี่ยิ้มให้ แล้วตอบเสียงเรียบๆ
“ค่ะ เหลืออีกแค่ 4 คน”
อู๊ยยยยยยยยย นึกว่าจะได้ปิดท้ายเครื่องซะอี๊กกกกกกกก


ปล.กล้องตัวเล็กถ่ายรูปในที่ร่มบ่ค่อยได้ ขออภัยถ้ามันจะเบลอๆไปบ้าง

หลังจากที่เชคอินเสร็จ ก็จะได้บอร์ดดิ้งพาส หรือตั๋วเครื่องบิน มาทั้งหมด 2 ชุดด้วยกัน
เพราะว่าเราจะไปเปลี่ยนเครื่องกันที่กัวลาลัมเปอร์กันไงคะ
ก่อนจะรับบอร์ดดิ้งพาสมา ก็ไม่ลืมที่จะย้ำกับคุณพี่พนักงาน
อย่างที่พ่ออุตส่าห์โทรมาจากอินเดียย้ำอีก 5 รอบก่อนมาถึงสนามบิน
“เชคทรูไปนาริตะนะคะ”
พนักงานเงยหน้าขึ้นมามองแล้วก็ยิ้มให้ พร้อมหยิบสติ๊กเกอร์รับกระเป๋ามาโชว์ให้ดู
นี่นะคะ รับกระเป๋าที่สนามบินนาริตะ
พอได้ยินอย่างนั้นก็สบายใจ….. “พ่อคะ หนูทำตามคำสั่งแล้วนะคะ >////<”

เอาล่ะ แล้วเราก็ไปมาเลเซียกันดีกว่า ,, ประสานทรีน ลุ่ย!!!!!!

.

.

บนเครื่องกรุงเทพ-กัวลาลัมเปอร์ ใช้เวลาทั้งหมด 2 ชั่วโมงค่ะ
มีอาหารให้ 1 มื้อ ตามช่วงเวลาอาหารเย็น
ก็เป็นข้าวผัดกับไก่ราดพริก(มั๊ง) เย็นๆจืดๆ = =’ แต่ก็พอกินได้แหละ เพราะมันก็เป็นรสชาดแบบนอมอลๆ
แต่ชอบตรงของหวานเป็น Kit-Kat นี่ล่ะ ตั้งแต่นั่งเครื่องบินมา ไม่เคยได้ของหวานเป็นชอคโกแลต เลยปลื้ม 555+

วันนี้ไม่รู้วันซวยอะไร เครื่องดีเลย์ไป 1 ชั่วโมง ค่ะ
(สงสัยรอ 4 คนนั้นที่มาไม่ทัน =3=)
ตอนแรกก็ดีใจอยู่หรอก ว่าไม่เป็นไร ดีเลย์ที่นี่ ก็จะได้ทรานซิทที่กัวลาลัมเปอร์เร็วขึ้นหน่อย
แต่.. ฟ้าไม่เห็นใจเลยง่ะ เครื่องที่ไปนาริตะ ก็ดีเลย์ไปอีก 2 ชั่วโมง!!
โอ้พระเจ้า!!!!!!!!!!!!!
ถึงกัวลาลัมเปอร์ตอนสองทุ่ม เครื่องออกตีหนึ่งครึ่ง สิริเวลารอ… 5ชั่วโมงครึ่ง!!!!!
พระเจ้าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา!!! T^T

ที่สนามบินกัวลาลัมเปอร์ ที่เค้าขึ้นบอร์ดประกาศอยู่แทบจะทุกมุมในสนามบิน
ว่าเป็นสนามบินดีเด่นประจำปี บลาๆๆๆ (จำปีไม่ได้ อารมณ์เสียอยู่ 555)
ก็เรียกได้ว่าเค้าก็เวิร์คในระดับนึงเลยล่ะ (ถ้าไม่ติดว่า ติดแหงกอยู่ 5-6 ชม. ก็คงปลื้มกว่านี้)

อาคารผู้โดยสารที่นี่แบ่งออกเป็น 2 อาคารค่ะ ที่ขึ้นงวง กับ Duty free เชื่อมต่อกันด้วยรถรางไฟฟ้า
อาคารที่เป็น Duty free ของเค้าก็ดีหรอก ใหญ่โตแลดูไฮโซดี
มีแบรนด์ดังๆอยู่เหมือนกัน ไม่ค่อยต่างจากสุวรรณภูมิเท่าไหร่ แต่ว่าการจัดการพื้นที่เค้าแลดูใหญ่โตโก้หรูกว่านิดนึง


Photobucket

Photobucket

Photobucket
สถานีรถรางไฟฟ้าระหว่างอาคารของเค้า

แต่ที่แอบประทับใจคือ ที่อาคารหลักของสนามบิน เค้าแอบมีของเล่นไว้แก้เบื่อให้ผู้โดยสารด้วย
เป็น Jungle walk ค่ะ คล้ายๆสะพานที่ออกไปนอกตัวอาคาร ได้สัมผัสอากาศจริง ต้นไม้จริง
มีน้ำตก มีต้นไม้หลายๆพันธ์ให้เดินดู มีเสียงนกร้อง ก็เพลินดีเหมือนกันนะคะ ^^
ทำทางเข้าทางออกซะเหมือนกับเวลาเราไปดูกรงนกใหญ่ยังไงยังงั้น ><

Photobucket
หารูปสวนเฉยๆไม่มี เลยเอารูปติดนายแบบมาลงละกันนะ 555+

.

.

ความทรมานอย่างนึงตอนที่ติดอยู่ที่มาเล
คือ…. ไม่มีเงินมาเลเลยแม้แต่ริงกิตเดียว (เค้าเรียกเป็นริงกิตใช่ป่ะ = =’)
ตอนนั้นพกเงินไปเป็นแสน แต่จะซื้อน้ำกินซักแก้ว ก็ไม่สามารถซื้อได้
ทรมานโฮกกกกกกกกกกกก!!!

พยายามเดินหาน้ำที่ร้านขนม แต่มันก็มีแต่ขนม
พวกคาเฟ่ ซื้อน้ำ 10 บาท เค้าก็ไม่รับบัตรเครดิท = =’
พระเจ้าจอร์จ มันยอดแย่!!

กว่าจะเจอก๊อกน้ำดื่มที่หน้าห้องน้ำ เวลาก็ผ่านไปแล้ว 3 ชั่วโมง
เป็นก๊อกที่ยิงเข้าปากเหมือนที่เห็นตามริมฟุตบาตนั่นแหละ
แต่ขอบอกว่า ไม่ได้ดัดจริต แต่ลูลิกินแบบนั้นไม่เป็นนะ T^T

แล้วที่ตลกกว่านั้นคือ…
ระหว่างที่เงอะๆงะๆ รอจังหวะจะงับน้ำ อิตู้ข้างๆมันก็กดน้ำกิน
น้ำมันมาจากท่อเดียวกันค่ะ พอโดนเปิดอีกหัว มันก็เลยแรงลดลง
น้ำที่โค้งเป็นโปรเจคไทล์อย่างสวยงามในตอนแรก ก็เหี่ยวลงถนัดตา
ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ลูลิตัดสินใจงับน้ำตรงหน้า
งั่บ!! ได้อากาศมาเต็มๆ O[]O’
น้อง 2 คนที่ยืนดูอยู่ถึงกับปล่อยก๊าก แงงงงงงงงง T^T ก็คนมันไม่เคยนี่หว่า!!

Photobucket
ร้านขนมที่นี่มีเยอะมากๆ ของกินเพียบ ละลานตาไปหมด
จริงๆก็อยากกินนิดเดียวอะ เพราะมันหิว…
แต่ไม่สามารถซื้อน้อยๆได้ เลยต้องซื้อทีเยอะๆ แล้วก็รูดการ์ดเอา เชอะ!!

.

.

ด้วยความที่อยู่ที่นี่ตั้งเกือบ 6 ชั่วโมง เลยมีเวลาเดินตรวจดูทุกซอกทุกมุมของอาคารผู้โดยสารล่ะค่ะ
ที่นี่แลดูเอาใจผู้โดยสารมากเหมือนกันค่ะ มากจนแอบสงสัยว่า
“ตั้งใจจะให้มาติดแหงกแบบนี้ตั้งแต่แรกแล้วใช่ม๊ายยยยยยยยยยย!!!”
รู้แหละว่าไม่ใช่ แต่มันอารมณ์เสียอ้ะ!! T^T

ลองดูสิ่งอำนวยความสะดวกเค้าสิคะ
มีที่ชาร์ตแบตมือถือให้ชาร์ตฟรี (เท่ห์ต่างจากตู้ชาร์ตที่สุวรรณภูมิที่มีแต่ตู้ ปลั๊กไม่ได้เสียบเหลือหลาย = =)
มี Wi-Fi ให้เล่นฟรี (จำกัดที่ 2 ชั่วโมงเท่านั้น)
มีคอมพร้อมเน็ตให้ (แต่เข้าเวปอะไรไม่ได้ซักอย่างยกเว้นเชคเมลล์กับดูสภาพอากาศ -*-)
มีเก้าอี้ที่คิดถึงผู้ใช้งานที่ต้องรอนาน (อย่างเรา) ด้วยการมีที่รองขายื่นออกมาให้จากเก้าอี้ด้วย

Photobucket
ที่ชาร์ตมือถือฟรี.. กดเปิดฝาตู้แล้วเอาแบตใส่เข้าไป (ใส่แต่แบต)
แล้วก็ตั้งรหัสปิด (ไม่ให้คนอื่นมาเอาแบตเราไปได้)
แล้วมันก็จะชาร์ตให้ 20 นาทีกลับมาเอา โอ้แบตเต็มแว้วววววว

Photobucket
มีคอมพร้อมเน็ต คาดว่าอภินันทนาการจากซัมซุง เพราะว่าเห็นมีโทสับรุ่นใหม่วางโฆษณาอยู่ข้างๆด้วย
เห็นคอมแล้วอยากกรี๊ดพุ่งเข้าใส่ แต่พอกดปุ๊บ
เฟสบุค….เข้าไม่ได้ ,, ทวิตเตอร์….เข้าไม่ได้ ,, MSN…. เข้าไม่ได้ ,,
ซีบ๊อกใน whatsubb…. เข้าไม่ได้!!
ฮ่วยยยยยยยยยยยยยยยย!!! แค่อยากจะติดต่อกับเพื่อนทำไมมันยากอย่างนี้!!
ดูเหมือนว่าอะไรที่จะเล่นแล้วนาน เค้าก็จะบลอคหมด
เหมือนมีเอาไว้ให้เมลล์หาครอบครัวเท่านั้นไรงี๊ = =’
เซ็งเป็ด!!

Photobucket
เก้าอี้ใส่ใจ.. แอบตั้งชื่อให้ว่างั้น เพราะว่าทรวดทรงของเก้าอี้บ่งบอกเลยว่า
คิดถึงผู้โดยสารที่จะต้องมารอนานนนนนนนนนนนน!!! (เน้นเข้าไป)
นั่งไม่สบายหรอก เพราะขามันเลย (ขนาดอิชั้นขาสั้นแค่นี้ = =’)
ไปนั่งม้านั่งยาวแล้วนอนยาวแบบไม่แคร์สื่อ สบายกว่า

.

.

6 ชั่งโมงผ่านไป ก็ได้ขึ้นเครื่องซักที
กัวลาลัมเปอร์-นาริตะ ได้นั่งเครื่องบินเครื่องใหญ่ มีจอทีวีส่วนตัวให้ทุกที่นั่ง
เล่นเกมกับคนข้างๆได้ด้วย
แต่….ไม่ไหวแหล่ววววว
ถ้าไม่นอนตอนนั้น พรุ่งนี้ไปเที่ยวไม่ไหวแหงแซะ = =’
แต่ไม่ต้องกล่อมค่ะ เครื่องยังไม่ทันขึ้น ก็หลับคร่อก หมดท่า!!

หลับได้ไม่นาน ก็มีเสียงคร๊องแคร๊งๆ มากระตุ้นโสตประสาท
นั่นก็คือเสียงคุณแอร์มาแจกแซนวิชมื้อดึกนั่นเอง
แจกกันทั้งที่มืดๆงี๊หละ เพราะไม่อยากรบกวนเวลานอนของผู้โดยสาร
อิชั้นไม่หิวหรอกค่ะ แต่ว่าตะกละ!!
ก็เลยผงกหัวขึ้นมารับ (ไม่ลืมรับให้น้องด้วย 555+) แล้วก็หลับไปอย่างไม่ได้กิน (รับทำไม -*-)
ตื่นมาอีกที ก็เป็นอาหารเช้า ซึ่งก็เป็นสัญญาณว่า อีกประมาณ 1 ชั่วโมง เราก็จะได้เหยียบแผ่นดินญี่ปุ่นแล้วล่ะ!!

Photobucket
มื้อดึก ดึกจริงๆ มืดเชียว = =”

Photobucket

มื้อเช้าบนเครื่องบิน ไม่เคยกินได้เลย ไม่ว่าจะเป็นสายการบินไหนก็ตาม = =

“อีกประมาณ 30 นาที เราจะพาท่านลงสู่ท่าอากาศยานนาริตะครับ”
เสียงแหบๆของกัปตันว่ามาเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงมาเลเซีย (นี่ถ้าไม่รู้มาก่อนว่าพูดอะไร ไม่รู้เรื่องชัวร์ = =’)
เหล่าแอร์ในชุดพื้นเมืองของมาเลเซียก็เดินแจกใบตรวจคนเข้าเมืองกันอีกรอบ
มาถึงก็ “… $)_(%$#+_#$….  เดสก๊ะ?”
ไอ้เราก็ได้แต่ยิ้มแหยๆตอบรับไป พร้อมกับชูใบในมือแทนคำตอบ

ตรงที่ลูลินั่ง เป็นโซนชาวญี่ปุ่นค่ะ แล้วไฟลท์นี้ก็บินร่วมกับ ANA
เพราะฉะนั้น ก็เลยมีแอร์ญี่ปุ่น ใส่ชุดแอร์มาเลย์เต็มไปหมด
คนไหนมองๆแล้วเป็นคนมาเลย์ก็พูดอังกิดใส่ คนไหนมองๆแล้วน่าจะเจแปนนิสก็รัวใส่ไม่ยั้ง
อืม… น่าดีใจนิดนึง ที่เค้ายังคิดว่าหน้าตาเราเหมือนญี่ปุ่นมากกว่ามาเล 55555+

ที่คุณแอร์ถามเมื่อกี๊ก็คือ “มีใบตรวจคนเข้าเมือง และใบแจ้งศุลกากรแล้วรึยังคะ” นั่นเอง
และนี่ก็คือหน้าตาของเอกสารที่จะต้องใช้ในการผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองที่ประเทศญี่ปุ่นค่ะ

Photobucket

Photobucket

.

.

เอาล่ะ ในที่สุดก็หลุดออกมาจากเครื่องบินอันแสนอุดอู้ มาเหยียบลงบนแผ่นดินเจแปนที่แสนคิดถึงแล้ว!!
สนามบินนาริตะ ก็มีหลาย Termimal แล้วก็เชื่อมต่อกันด้วยรถรางไฟฟ้าเช่นเดียวกันค่ะ
จุดแรกที่หายใจเฮือกใหญ่กับอากาศดินแดนอาทิตย์อุทัย ขอถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกซะหน่อย ^^
พรีเซนเตอร์เพิ่งตื่นนอนนะคะ ยังไม่ได้แต่งหน้า ไม่ว่ากันนะ 5555+

Photobucket

Photobucket
มีปุ่มเรียกรถไฟฟ้าด้วย เหมือนลิฟท์เลย

Photobucket
พอดีได้นั่งตู้สุดท้าย เลยได้เห็นรถอีกคันที่แล่นสวนไปด้วย

ต่อจากนั้นก็เป็นการผ่าน ตม.
ยื่นเอกสารที่เขียนบนเครื่องบินเมื่อกี๊ให้ที่เคาท์เตอร์
เค้าก็จะถ่ายรูป แล้วก็ปั๊มลายนิ้วมือของเรา
แต่ที่ทำเอาเราตื่นเต้นชะมัด ก็คือ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด พอมันอ่านพาสปอร์ตเราว่าเราเป็นคนไทย
คำสั่งที่จอคอมพิวเตอร์ ก็กลายเป็นภาษาไทยให้
อุ๊ยยยย ปลื้มมมมมมมมมมมมมมม!!!!!

แอบเล่า ::
เป็นปกติของคนที่ขี้เกียจรอคิว ที่เวลาลงจากเครื่องจะต้องรีบดิ่งไปที่ตม.ให้ได้เร็วที่สุด
ลูลิก็ไปอย่างไวเลยค่ะ แต่ก็ต้องไปติดระบบตรวจความเรียบร้อยของเค้า
ก่อนจะเข้าไปในคิว เค้าจะมีพนักงานคอยตรวจให้ก่อนว่าเอกสารเซ็นครบมั๊ย กรอกครบมั๊ย
ต้องให้พร้อมจริงๆถึงจะปล่อยไปเข้าคิวค่ะ
เพราะฉะนั้น กรอกให้กันได้ แต่อย่าลืมให้เซ็นให้เรียบร้อยก่อนถึงตม.นะคะ ^^

ผ่านตม.มาได้อย่างเริงร่า (แต่หน้าโทรมสุดๆ)
ก็เดินลงมาชั้นล่างมาเอากระเป๋า
แล้วก็ควักกล้องมาถ่ายรูปอีกซักแชะ
ก่อนที่จะมีพนักงานเดินมาสะกิด “NO PHOTO HERE” แล้วก็ชี้ไปที่เครื่องหมายห้ามถ่ายรูป
อุ๊ยตายไม่ทันมอง (ยังไม่ได้แคะขี้ตาอะค่ะ ><)
ขอโทษทีนะคะ แต่ถ่ายมาแล้วล่ะ ช่วยไม่ได้ล่ะนะ 55555+

Photobucket
ขอให้ดูกระเป๋า สาบ๊านนนนสาบาย ว่าแบคแพค!!!!!!!

เดี๋วขอตัวไปล้างหน้าแปรงฟันซักหน่อย (เหม็นมาทั้งคืน)
แล้วเด๋วออกไปเที่ยวกันต่อน๊าาาาาาา….. ♥

To be continue….

 

► บทที่ 4 :: ฝนฟ้าและเสื้อผ้าหน้าผม April 6, 2010

,, สิ่งที่สำคัญอีกเรื่องนึงของการเดินทางไปต่างประเทศ ก็คือเสื้อผ้าค่ะ
ขอออกตัวไว้ก่อนว่าลูลิไม่ได้ริจะเป็นผู้นำแฟชั่น อยากสวยเริ่ดเชิดหยิ่งบนแผ่นดินญี่ปุ่นหรอกนะคะ
ที่พูดเรื่องเสื้อผ้านี่ขึ้นมาก็เพราะว่า.. อากาศบ้านเค้า ไม่เหมือนอากาศบ้านเรา
เวลาไป ถ้าเสื้อผ้าไม่เหมาะสม ร้อนไป หนาวไป มันก็ทำให้การเที่ยวของเราหมดสนุกได้

เดี๋ยวจะหาว่าพูดลอยๆ -*- ลูลิเคยมีประสบการณ์ตรงมาแล้วทั้ง 2 แบบค่ะ
แบบว่าเอาเสื้อผ้าไปตามใจฉันมากๆ
วันนี้ดิชั้นอยากจะเกาหลี เลยแต่งไปซะเต็มยศ..
ไปเอเวอร์แลนด์ที่เกาหลีค่ะ สุดท้ายต้องถอดเสื้อตัวข้างในออก
ไม่สวยก็ไม่เป็นไรละ ร้อนจนจะเป็นลม + +”

หนาวจนแทบตายก็เคยอยู่ (อันนี้บ่อยเชียว)
คงเพราะว่าเป็นคนขี้หนาวเป็นทุนเดิมอยู่แล้วด้วย
เสื้อผ้านี่ ใส่เท่าไหร่ก็ไม่พอ T^T
เคยไปยืนริมน้ำที่เซี่ยงไฮ้ด้วยกางเกง 5 ส่วน กับแจ๊กเกตบางๆมาแล้ว
แต่ขอโทษ อุณหภูมิตอนนั้น 10 องศา……… -*-
ถ้าไม่แข็งตายวันนั้น จะให้แข็งตายวันไหน T^T

งานนี้พอมีเวลา ก็ขอเชคสภาพอากาศกันหน่อย เอาพอให้รู้ว่าเสื้อผ้าควรจะขนไปขนาดไหนกัน

.

.

ตามลักษณะอากาศประจำเดือนเมษายน ที่เรียกว่าฤดูใบไม้ผลินั้น
จะกล่าวโดยสรุปได้ว่าเฉลี่ยแล้ว ก็ราวๆ 15 องศา
สวมแจกเกตนิด ผ้าพันคอหน่อย ก็น่าจะโอเค

แต่…
ก็ไม่รู้ว่ามันจะ 15 องศาทุกวัน หรือทุกเมืองมั๊ยน่ะสิ
อันนี้ก็ต้องมีตัวช่วยนะคะ ^^

ปกติ ลูลิจะเชคสภาพอากาศคร่าวๆจาก CNN weather
แต่คร่าวจริงๆนะ เพราะว่าเวลาไปยุโรป รู้ว่ามันหนาว ก็คือมันหนาวจริงๆ
เอาเสื้อโค้ทไปตัวเดียวอยู่เลย 10 วัน ไม่ต้องเชครายวันก็ได้อะไรแบบนี้
แต่ที่ญี่ปุ่นนี่มันไม่ได้หนาวขนาดนั้น
อากาศแบบหนาวก็หนาวไม่สุด ร้อนก็ร้อนไม่มากแบบนี้ เตรียมเสื้อผ้ายากม๊ากมาก…
เพราะฉะนั้นเลยอาจจะต้องเชครายวันซะหน่อย

ลูลิไปเจอเวปทำนายสภาพอากาศเวปใหม่อีกเวปนึงค่ะ
เวปนี้ทำนายล่วงหน้าไปได้ถึง 9 วัน
ทำให้แพลนสภาพอากาศได้ล่วงหน้าค่อนข้างไกลทีเดียว
แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าล่วงหน้านานขนาดนั้นแล้ว ยังจะแม่นอยู่รึเปล่า -*-

.

.

หลังจากทีเชคสภาพอากาศจากเวป  weather-forecast.com เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
แทบจะต้องหายาพารามากินกันเลยทีเดียว = =

ที่โตเกียว ที่ที่แพลนว่าจะต้องไปดูซากุระให้ทัน (ลงเครื่องวันที่ 10)
ก็แลดูอากาศแจ่มใสเหมาะกับการชื่นชมซากุระได้ดีทีเดียวล่ะค่ะ
แต่…. แอบเหล่ไปคืนวันที่ 9 ฝนมันตกอ้ะ!! แล้วซากุระจะเหลือรอดถึงวันที่ 10 มั๊ยคะ T^T

ส่วนที่เกียวโต โอ้ละหนอช้ำตรมมาก T^T
วันที่อยู่ที่เกียวโต คือวันที่ 14 และ 15 ค่ะ
มองแผนผังแล้วแทบจะกรี๊ดดดดดดดดดดดด
ฝนตก!!! เท่านั้นยังไม่พอ HEAVY ด้วย!!!
จอร์จ ……… -*-

เกียวโตนี่เรียกได้ว่าเป็นเป้าหมายหลักของการเดินทางในครั้งนี้เลยนะคะเนี่ย
ทำไมฟ้าใจร้าย ถึงปล่อยฝนลงมาช่วงนี้ล่ะ T^T
แซ๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดอ้ะ!!

ต่อจากเกียวโต เราก็จะเดินทางต่อไปโฮซาก้าค่ะ
ซึ่งวันที่เดินถามถึงโอซาก้า ยังไม่สามารถทำนายสภาพอากาศได้
แต่ดูจากแนวโน้มของวันก่อนหน้า ก็ท่าทางจะเจอฝนเช่นกัน
เฮ่อ!!! ถอนหายใจหนักๆ 1 ที

ก็ได้แต่หวังว่า การทำนายสภาพอากาศของญี่ปุ่นที่ว่าแม่นนักแม่นหนา
จะมาพลาดเอาวันนั้นล่ะค่ะ = =’

แล้วถ้าฝนตกแบบนี้… ต้องเตรียมเสื้อกันฝนไปมั๊ยเนี่ยยยยยย!!
ว่าแล้วก็วิ่งออกไปซื้อเสื้อกันฝนเซเว่นมาเตรียมไว้ ประชดชีวิต!!!!!!!

 

► บทที่ 3 :: JR pass ผู้ช่วยชีวิต April 5, 2010

,, ใครๆก็ว่าค่าเดินทางที่ญี่ปุ่นน่ะแสนแพง…. อันนี้ก็ไม่ขอเถียง
แต่ทางญี่ปุ่นเค้าก็ไม่โหดร้ายเกินไปหรอกค่ะ แลดูจะใจดี ออกตั๋วแบบเหมาจ่ายมาให้แทบจะในทุกเมือง
อย่าง JR pass ที่จั่วหัวในวันนี้ ก็เป็นหนึ่งทางที่ช่วยนักท่องเที่ยวตาดำๆลดหย่อนค่าเดินทางลงไปได้เยอะ
นอกจาก JR pass แล้ว แต่ละหัวเมือง (อูย เรียกซะโบราณ = =’) อืม… ในแต่ละเมืองใหญ่ๆ
หรือกระทั่งเมืองเล็กๆที่เป็นเมืองท่องเที่ยว ก็แข่งกันประโคมเอาใจนักท่องเที่ยว
ด้วยการออกตั๋ว 1 day 2 days กันทั้งนั้นเลยล่ะค่ะ
แถมยังมี package ทัวร์ออกมาให้อีกพรึ่บ ขึ้นสายนี้ ต่อขบวนนี้ ในราคาเพียงเท่านี้ บลาๆๆๆ ก็ว่ากันไป

มาพูดถึงเรื่อง 1day-2days pass กันซะหน่อย
เมื่อปีก่อน ลูลิไปเที่ยวญี่ปุ่น แต่ยังแอ๊บแบ๊วขี้ขลาด จ้องเที่ยวแต่ในโตเกียวอยู่ค่ะ
ครั้งนั้นไม่ได้วางแผนอะไรมากมาย คิดว่าไปวันละ 2 ย่าน ก็น่าจะโอเค
(เที่ยวได้ชิวมหาศาลบานตะไท = =’)
ด้วยการเดินทางที่ไม่ได้มีการวางแผนล่วงหน้า ไม่ได้ศึกษาอะไรมาก่อนเลย
เรา 2 คน ก็เลยเลือกไปตายเอาดาบหน้าค่ะ

ตอนกดบัตรรถไฟครั้งแรก ก็แอบเห็นแหละว่า มันมีตั๋ว 1day pass ให้กดด้วย
รวมรถไฟใต้ดินทั้ง 2 บริษัท (โตเกียว 7 สาย โทเฮอีก 4 สาย) ในราคา 1000 เยน
ถ้าเลือกเอาแค่บริษัทเดียว ก็บริษัทละ 700 เยน
ยืนคิดกันอยู่หน้าตู้ นานมว๊ากกกกกก
ถ้าเลือกบริษัทเดียว มันก็ไม่ครอบคลุม ต่อขบวนลำบาก นั่งอ้อม บลาๆๆ
แต่ถ้าเหมา 1000 เยน ก็แลดูจะแพงเกินไป วันนึงเราจะนั่งถึง 1000 เยนมั๊ยน๊า??
ว่าแล้วก็เลยลองกดดู ว่าสถานีนึงมันเท่าไหร่กัน!!
รถไฟฟ้าใต้ดินที่ญี่ปุ่น เริ่มต้นที่ 190 เยนค่ะ แล้วราคาก็จะเพิ่มตามระยะทางเหมือนกับบ้านเรา
แต่ลองคิดคร่าวๆ วันนึงไป 2-3 ที่ ขึ้นทีนึงก็ไม่น่าเกิน 250 เยน
พึมพำๆๆๆๆ  สรุปแล้ว ทริปนั้น มันก็เลยจบที่ ไปไหนทีก็กดทีค่ะ
บางวันก็ไม่ถึง 1000 เยน ก็กลับบ้านนั่งหัวเราะกัน ว่าดีนะที่ไม่ซื้อ (หัวเราะทำไม?!!)
แต่วันไหนที่เกิน 1000 เยน ก็มานั่งบ่นกัน “รู้งี๊จ่ายเหมาก็ดีอะ…”

ส่วนทริปครั้งนี้ วางแผนอยู่ในโตเกียวแค่ 2 วัน
วางแผนอย่างดีว่าจะไปไหนบ้าง (ว่างงานก็เงี๊ยะ)
สุดท้ายเลยตกลงปลงใจได้ว่า
วันแรก จะซื้อบัตร JR 1 day pass เพราะว่าที่ที่จะไป มี JR ผ่านทั้งหมด
วันที่สอง จะซื้อบัตร metro 1 day pass เพราะว่าที่ที่จะไป นั่ง JR แล้วอ้อมมากกกกกกกก
แหม่… วางแผนไว้ก่อนนี่มันก็ดีตรงนี้นี่เองล่ะ ^^

.

.

ก็อย่างที่บอกค่ะ แพลนว่าจะอยู่โตเกียวแค่ 2 วัน
ส่วนอีก 6 วันที่เหลือ เราจะไปลุยต่างจังหวัดกัน (เที่ยวแต่โตเกียวก็น่าเบื่อตายซี่ = 3=)
วิธีการเที่ยวแบบไม่ให้เหนื่อยมาก ก็คือเลือกจังหวัดศูนย์กลาง พักที่เดิม แล้วอาศัยนั่งรถเที่ยวรอบๆเอา
(แค่ไม่ต้องย้ายโรงแรม ไม่ต้อง pack กระเป๋าทุกวัน ก็สุขเหลือหลายแล้วล่ะค่ะ)
แล้วระบบขนส่งมวลชนของญี่ปุ่นก็เรียกได้ว่าเริ่ดสะแมนแตนอยู่แล้ว
นั่งรถครึ่งประเทศ ก็แค่ 3 ชั่วโมงเอ๊ง…

แต่… เวลาไม่ใช่ปัญหาค่ะ
ปัญหามันคือ “ตังค์!!!!!”

ลองยกตัวอย่าง โอซาก้า-ฮิโรชิม่า
2 เมืองนี้ นั่งรถชินคันเซนแบบเร็วธรรมดา (Hikari) จะใช้เวลาประมาณ 1ชั่วโมงครึ่ง
แต่ค่ารถ ปาไป 9,950 เยน!!!!
(คุณเป็นเงินไทยที่อัตรา 100เยน=35บาท ก็ตกประมาณ 3482.50 บาท)
ไป 3 คน ก็………………. คูณเอา = =’

นี่แค่เมืองเดียว และขาไปอย่างเดียวนะคะ
ยังมีขากลับอีก 1 เท่าตัว แล้วก็ไปเมืองอื่นๆอีก (ยิ่งไกลยิ่งแพงอีกนะ)
โอ้ว… ไม่อยากจะบรรยาย
เพราะฉะนั้น พระเอกของเรา…. แต่นแต๊นนน JR PASS ค่ะ

พระเอกของเราทำอะไรได้บ้าง
ก็จะสามารถขึ้นรถลงเรือทั้งหมดที่เป็นของบริษัท JR (Japan Railways) ได้ไงคะ
ตั๋วจะแบ่งออกเป็น 7 วัน 14 วัน แล้วก็ 21 วัน
แต่ละแบบก็จะแบ่งออกเป็นตั๋ว Green ที่เรียกว่าไฮโซววสุดๆ (มิอาจเอื้อม -*-)
กับตั๋วแบบ Ordinary คือแบบชนชั้นคนธรรมดาอย่างเราๆค่ะ
(เค้าก็บอกกันว่า Ordinary ก็พอแล้วนะ สบายกว่าเมืองไทยแยะอยู่ละ ^^)
ลูลิเลือกซื้อตั๋วแบบ Ordinary 7 วัน ในราคา 28,000 เยนค่ะ
ลองเทียบราคาดูสิคะ แค่ไป-กลับ ฮิโรชิม่าก็เกือบ 2หมื่นเยนละ
ยังเหลือโอซาก้า เกียวโต นารา คามาคุระ โยโกฮาม่า แล้วก็นิกโก้อีก
แบบนี้ต้องวิ่งไปจุ๊บคนคิดฟอดโตๆแทนคำขอบคุณแล้วล่ะ “ยอดไปเลยจอร์จจจ!!”

.

.

สำหรับตั๋ว JR pass นี้ เป็นของขวัญที่ทางการญี่ปุ่นจัดให้สำหรับนักท่องเที่ยวเท่านั้นค่ะ
เพราะฉะนั้นแล้ว เราจะสามารถซื้อได้จากนอกประเทศญี่ปุ่นเท่านั้นนะคะ
โดยผ่านบริษัททัวร์ที่ได้รับการรับรองจากทางญี่ปุ่นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ในเมืองไทย ก็มีอยู่หลายที่เลยล่ะค่ะ แถวๆสีลม สาทร ธนิยะ เพียบ!!

พอดีว่าวันนั้นลูลิไปชุมนุมเสื้อชมพู เอ๊ยไม่ใช่ >< ไปปรึกษาเรื่องที่เที่ยวที่ JNTO
(องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวญี่ปุ่น) ตรงอาคารรามาแลนด์ แถวๆต้นถนนสีลมค่ะ
ก็เลยตัดสินใจเดินไปที่ตึกธนิยะ เพื่อซื้อ JR pass ด้วยซะเลย
ที่ธนิยะมีตัวแทนจำหน่าย JR pass อยู่หลายที่เลยล่ะค่ะ
แต่ว่าอากาศมันร้อนนนนน ลูลิก็เลยเลือกแว่บบบ เข้าไปในห้างธนิยะซะเลย (เย็นฉ่ำ 5555+)
เดินหาอยู่ซักพัก ก็เจอห้องเล็กๆของบริษัท Siam MC tour ค่ะ
เจ้าหน้าที่ (คาดว่าเป็นลูกชายเจ้าของ) ก็จัดแจงออกตั๋วให้ พร้อมอธิบายเป็นอย่างดี
ต้องไปแลกตรงไหน ใช้ยังไง บลาๆๆๆๆ
(ฟังอย่างเดียวค่ะ เพราะว่าเดินมามันเหนื่อย คิดตามไม่ทัน 5555+)

จ่ายตังไป 30,000 บาท ได้กระดาษกลับมา 3 ใบ……
โอ๊ยยยย เจ็บปวดรวดร้าวเสียนี่กระไร…
คงเพราะเห็นสีหน้าคนขี้งกออกอาการอย่างรุนแรง พี่เจ้าหน้าที่ก็เลยหัวเราะหน่อยๆ
แล้วก็จัดแจงหยิบบัตรลดราคา Universal studio Japan (USJ) มาให้
แฮ่…. ค่อยยิ้มออกหน่อย ><
ลดไม่เยอะหรอกค่ะ ประมาณ 300 เยน… แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย ชิมิ ^^”


ได้ตั๋วมาหน้าตาแบบนี้ (กระดาษ 3 ใบ อยู่ในนั้น)


เปิดข้างในให้ดู (ข้างบนนั่นตั๋วเครื่องบิน ไม่เกี่ยวกัน)

คุณพี่เจ้าหน้าที่บอกว่า เวลาไปถึงนาริตะ ก็ให้เอาตั๋วนี่
พร้อมกับพาสปอร์ตที่มีสติ๊กเกอร์ของตม.ไปยื่น (ถ้าไม่มีสติกเกอร์นี่ ละจะเข้าประเทศได้ไงฟระ = =’)
เค้าก็จะให้บัตรที่เรียกว่า JR PASS มาให้เรา
ของลูลิยังไม่ได้นะคะ (ยังนั่งต๊อกอยู่เมืองไทย จะมีได้ไง = =)
อันนี้ยืมของพ่อกับแม่ที่ไปหนีไปเที่ยวกันสองคนมาถ่ายให้ดูเล่นก่อน ^^


JR pass คือเล่มๆตรงกลางค่ะ ขนาดเท่าฝ่ามือ กางออกมาก็จะเป็นเหมือนเล่มขวาสุด
ส่วนใบๆ ฟ้าๆกับดำๆ ทางซ้าย นี่คือตั๋วเวลาเราไปจองที่ บุคที่นั่งอะไรแบบนั้น

เอาล่ะ อุปกรณ์ครบ ที่พักเรียบร้อย แผนพร้อม.. มีเท่านี้ก็ไปญี่ปุ่นได้อย่างสบายใจแระ
เหลืออีกอย่างเดียว ที่เป็นห่วงสุดแสนจะกังวัลฤทัย…
“เสื้อผ้าล่ะ!! ยังไม่มีชุดน่ารักๆใส่ไปหาหนุ่มญี่ปุ่นเลยยยยยยยยยยยยยยยยยย!!!!”
ปัญหาใหญ่ที่สุดในชีวิต รีบไปจัดกระเป๋าก่อนดีฝ่า~~~ >////////<

หนุ่มๆจ๋าาาาาา รอลูลิด้วยยยยยยยยยยยยยยยย~~~~~ ♥

 

► บทที่ 2 :: ไปญี่ปุ่น ขอวีซ่าใครว่ายาก ^^ April 4, 2010

,, เคยได้คุยกับคนที่อยากจะไปญี่ปุ่นอยู่บ่อยๆ แล้วก็ต้องมาสะดุดกับคำว่า “เค้าว่าขอวีซ่าญี่ปุ่นยากนี่นา”
ยากจริงมั๊ย.. จริงๆก็ไม่รู้สึกว่ายังงั้นเลยซักนิด – -;
ตอนแรกก็คิดว่า เอ๊ะ..เพราะว่าเราไปมาหลายทีแล้วมันเลยง่ายรึเปล่า?
แต่ครั้งนี้ก็หอบหิ้วน้องชายที่เพิ่งไปครั้งแรกไปด้วย มันก็ง๊ายง่ายแบบไม่เห็นต้องทำอะไรเหมือนกัน = =’

สำหรับคนที่เคยไปประเทศญี่ปุ่นมาแล้ว ไม่ว่าจะไปกับทัวร์หรือว่าไปเอง
อันนี้ต้องขอบอกว่า วีซ่าญี่ปุ่น จะง่ายเป็นปอกกล้วยเข้าปากเลยล่ะค่ะ ^^
เอกสารสำคัญที่ต้องเตรียม แทบจะเรียกได้ว่า ยื่นพาสปอร์ตแล้วก็ได้เลยยังไงยังงั้น (อันนี้ก็เวอร์ 555+)
จุดนี้เดี๋ยวจะค่อยๆเล่าให้ฟังว่าใช้เอกสารอะไรยังไง
ขอเล่าถึงเรื่องวุ่นวายในการเตรียมเอกสารก่อนดีกว่า (คนเดียว แต่เตรียมให้ทั้งบ้าน มันก็ยุ่งฉะนี้แล~)

วีซ่าญี่ปุ่นมันจะแบ่งออกเป็นชนิดย่อยๆหลายๆประเภทค่ะ
นอกจากวีซ่าระยะสั้น ระยะยาว และขอเข้าหลายที (Multiple) แล้ว ก็ยังแยกย่อยออกเป็น
หมายเลข  1  – ท่องเที่ยว เยี่ยมเพื่อน หรือคนรู้จัก
หมายเลข  2  – เยี่ยมญาติ
หมายเลข  3  – ธุรกิจ
หมายเลข  4  – ธุรกิจ แบบ Multiple (การเดินทางหลายครั้ง)
หมายเลข  5  – แบบ Multiple สำหรับผู้เกี่ยวข้องด้านวัฒนธรรม
หมายเลข  6  – ทรานซิท
หมายเลข  7  – แบบ Multiple สำหรับผู้ที่เคยถือสัญชาติญี่ปุ่นในอดีต
หมายเลข  8  – พำนักระยะสั้น สำหรับ “คู่สมรสชาวญี่ปุ่น”
หมายเลข  9  – สำหรับผู้ที่ได้รับใบสถานภาพการพำนัก (ยกเว้น Entertainer และ Skilled Labor)
หมายเลข 10 – “Entertainer” และ “Skilled Labor” ที่ได้รับใบสถานภาพการพำนัก
หมายเลข 11 – สำหรับ “Entertainer” ที่ไม่ได้รับใบสถานภาพการพำนัก
หมายเลข 12 – สำหรับ “คู่สมรสชาวญี่ปุ่น” ที่ไม่ได้รับใบสถานภาพการพำนัก
หมายเลข 13 – JICA และ AOTS

โอ๊ะ เยอะแยะตาแป๊ะเป็นลม = =’
ซึ่งแต่ละแบบ ก็จะมีเอกสารที่ต้องเตรียมแยกย่อยกันออกไปค่ะ
ในที่นี้จะขอพูดแต่วีซ่าท่องเที่ยว หรือหมายเลข 1 เท่านั้น วีซ่าอื่นๆ อ่านรายละเอียดได้ในเวปไซต์ของสถานฑูตญี่ปุ่นค่ะ

ส่วนเอกสารที่ทางเวปไซต์ของสถานฑูตญี่ปุ่นบอกเอาไว้ ก็จะมีแค่
1. หนังสือเดินทาง (passport)
2. ใบคำ้ร้อง สามารถดาวโหลดได้จากเวปของสถานฑูต (ที่นี่)
3. แบบสอบถาม
4. รูปหน้าตรง พื้นหลังสีสว่าง ขนาด 2×2 นิ้ว 1 รูป
5. ทะเบียนบ้าน ตัวจริงและสำเนา
6. หนังสือรับรอง (เป็นนักเรียนก็รับรองการเป็นนักเรียน ทำงานก็รับรองว่าทำงาน)
7. สมุดบัญชี ตัวจริงและสำเนา

เค้าบอกเอาไว้แค่นี้… น้อยนิดเดียวใช่มั๊ยคะ
น้อยกว่าเวลาไปอเมกา หรือยุโรปมากมายเลย แต่ก็ใช้เท่านี้จริงๆค่ะ

ลูลิจำได้ว่าเวลาไปทำวีซ่ายุโรป สิ่งที่จะต้องแนบไปด้วย ก็คือแผนการท่องเที่ยวของเรา ที่พัก แล้วก็ตั๋วเครื่องบิน ด้วย
ด้วยความพร้อมสุดๆ ของลูลิ ก็เลยแนบไปทั้งหมดนั่นแหละค่ะ ขอ extra ไว้เป็นอุ่นใจ
ใบจองโรงแรม ตั๋วเครื่องบิน แผนการท่องเที่ยว บลาๆๆๆ
ปรากฎว่าคุณเจ้าหน้าที่ส่งคืนมาหมด ก็บอกแล้วว่าขอแค่ไหนก็จะใช้แค่นั้น = =’
*
สถานฑูตญี่ปุ่นเตือนว่า ให้ขอวีซ่าผ่านก่อนค่อยจองโรงแรมกับตั๋วเครื่องบินค่ะ
เพราะว่ามันไม่มีส่วนในการพิจารณา ถ้าหากว่าวีซ่าไม่ผ่านจะเป็นการเสียเงินไปฟรีๆ โหยยยย… จะขู่กันทำไมเนี๊ยะ!!

.

.

ในส่วนของลูลิ เตรียมเอกสารค่อนข้างวุ่นวายเล็กน้อย
เพราะ 3 คน 3 แบบ
ลูลิเรียนจบแล้ว แล้วก็ไม่ได้ทำงาน (รอไปเรียนต่อ) ใช้เอกสารแบบนึง
น้องชายเรียนจบแล้ว ทำงานแล้ว ก็ใช้เอกสารแบบนึง
น้องสาวยังเรียนอยู่ ก็ใช้เอกสารแบบนึง
แต่ทั้ง 3 แบบที่ว่ามา ก็ใช้ต่างกันแค่ “ใบรับรอง” นี่ล่ะค่ะ

ของลูลิแอ๊บเอาว่าทำงานในบริษัทของที่บ้าน ก็เลยเีขียนใบรับรองเอง แล้วก็ให้รองประธานกรรมการ (หม่อมแม่) เซ็นให้
ตอนแรกว่าจะยื่นแบบว่างงาน แต่ก็เข้าข่ายน่าสงสัยเกินไปนี๊ดส์นึง เลยเลือกทางที่เซฟกว่าจะดีกว่า
(แต่นี่ก็ไม่ได้โกหกนะ ก็ทำงานให้ที่บ้านจริงจรี๊งงงงงง)
สมุดบัญชีที่ยื่น ก็เป็นของตัวเอง เล่มไหนเงินเยอะสุดก็ยื่นเล่มนั้นล่ะ!!

น้องชายนี่ไม่มีปัญหาอะไร เพราะให้ที่ทำงานออกใบรับรองให้
ไม่รู้ว่าตอนที่ไปบอกว่าจะลาไปเที่ยว จะโดนหัวหน้าเขม่นบ้างป่าว เพราะเพิ่งทำงานปีแรกก็ลาซะละ
(นี่เจริญรอยตามพี่สาวมันม๊ากกมากก ตอนลูลิทำงานปีแรกก็แบบนี้เล้ย ลาทีเดียว 13 วัน 555+)

ส่วนน้องสาว ติดฝึกงานไปขอใบรับรองเองที่มหาลัยไม่ได้
มันบังคับให้ลูลิใส่ขุดนิสิตไปขอให้ – -;
บ๊ะ.. อิชั้นนี่ก็อายุอานามเกินมาตั้งกี่ปีแล้ว ให้ไปใส่ก็เิขินๆอยู่นะ
เลยตัดสินใจไปชุดไปรเวทนี่ล่ะ ไม่ให้จะเม้งแตกให้ ก็เด็กมันมาไม่ได้แล้วจะให้มาได้ยังไง!!
แต่ก็ผ่านมาได้ด้วยดี รอดจากการเม้งไปได้อย่างหวุดหวิด ><
แต่สำหรับเด็กน้อยที่ยังหาเงินไม่ได้ ส่วนที่ต้องเพิ่มมาอีกนอกจากใบรับรองนักเรียน ก็คือใบรับรองการทำงานของผู้ปกครองค่ะ
ของน้องสาวใช้ใบรับรองข้าราชการของพ่อ กับบัญชีของพ่อที่จะให้น้องเอาไปใช้

.

.

แ้้ล้วก็ถึงวันยื่นขอวีซ่า วันพุธที่ 31 มีนาคม
การยื่นขอวีซ่า มีข้อยกเว้นนิดหน่อย ก็คือคนที่ไม่เคยไปเลยจะต้องไปยื่นด้วยตัวเอง
ส่วนคนที่เคยไปแล้วภายใน 5 ปี สามารถให้ตัวแทนมายื่นให้ได้
(อันนี้คือกรณีไปเองนะคะ ถ้าไปกับทัวร์เค้าจะยื่นให้อยู่แ้ล้ว)
งานนี้ก็เลยไปกันกับน้องชาย (ไอ้ครั้นจะปล่อยไปคนเดียวก็กลัวไม่ได้เรื่องนี่นะ -*-)
* สถานฑูตเปิดให้ขอวีซ่า จันทร์-ศุกร์ 8:30-11:15 ค่ะ แต่ไปก่อนก็ดีคนน้อยก็ไม่ต้องรอนานค่ะ

เมื่อเดือนตุลาที่ผ่านมา เพิ่งไปทำวีซ่าเป็นเพื่อนแม่ ตอนนั้นอาจจะเป็น low season คุณยามรีบโบกให้เข้าไปจอดรถข้างในเลย
แต่มาครั้งนี้ ไล่เป็นหมูเป็นหมา ให้ไปจอดรถที่สวนลุมไนท์ฯ ซึ่งก็ขูดเลือดมากคันละ 40 บาท มันเกินไปป่ะเนี๊ยะ!!!!!
(เพิ่งมารู้ทีหลังตอนมาเอาวีซ่า ว่าไปจอดซอยถัดไปไม่เสียตัง ชิ = =)
จ่้าย 40 บาทอย่างเซ็งๆ แล้วก็เดินตากแดด ร้อนมว๊ากกกกกกกกกก เข้าไปข้างใน
ด้านหน้ามีการตรวจบัตรประชาชนก่อน (ตรวจทำไม -*-)
เข้าไปข้างใน ก็เป็นเครื่องแสกนตัว และแสกนกระเป๋า (เหมือนสนามบินน่ะนะ)
แล้วก็เข้าไปอีกชั้น ก็จะเจอสวนญี่ปุ่นสไตล์โมเดิร์นน่ารักๆข้างหน้า กับห้องกระจกอีก 2 ห้อง
เข้าห้องขวาที่เขียนว่า VISA นะคะ  ถ้าเข้าห้องซ้ายจะโชว์โง่แบบลูลิ T^T

ในห้องขวา เป็นห้องใหญ่โต มีเคาท์เตอร์อยู่ประมาณ 8 ช่อง (ด้านหลังอีก 2 ช่อง)
มีเก้าอี้ให้นั้งรอเป็นตับ แต่ก็ไม่พอกับจำนวนคนหรอกมั๊ง เพราะเห็นก็ยืนพิงข้างฝารอกันเยอะอยู่
เข้าไปก็กดบัตรคิวค่ะ A คือมาทำวีซ่า B คือมารับ ส่วน C คือมาปรึกษา
มองบัตรคิวในมือ “A326″ ถอนหายใจ 1 เฮือก.. นานเชียะ = =’ แล้วก็ไปหาที่ันั่ง

นาน น๊านนน นานนนนนน จนเสียงยืดๆของเครื่องอัตโนมัต ปลุกให้ลูลิตื่นจากภวังค์
“บัตรคิวหมายเลข A326 เชิญที่ช่อง 2 ค่ะ”
ที่เคาท์เตอร์เป็นคุณลุง ที่หน้าเหมือนจะญี่ปุ่นก็ไม่ใช่ ไทยก็ไม่เชิง แต่ก็ใจดีม๊ากมาก
คุณลุงตรวจเอกสาร แ้ล้วก็คัดทิ้งตามที่เล่าให้ฟังตอนแรก
นอกจากใบจองโรงแรม ตั๋วเครื่องบิน และรายการทัวร์แล้ว สิ่งที่คุณลุงคัดถัดมา ก็คือ
“สมุดบัญชี” ของลูลิกับน้องสาว..
คุณลุงบอกว่า “เคยไปแล้วไม่ต้องแสดงสมุดบัญชี” … หื๊ออออออออออ ไม่ค่อยเข้าใจหรอกค่ะ แต่ก็เออ ออ ไป ><

สำหรับที่บอกว่าคุณลุงใจดี ก็เพราะว่า
ลูลิงกไงคะ เลยถ่ายรูปเอง แล้วก็ปริ๊นใส่กระดาษโฟโต้ไป
ขนาดมันก็เลยใหญ่มั่งเล็กมั่ง …. -*-
คุณลุงแกก็บ่น ทำไมถ่ายที่เดียวกันรูปใหญ่ไม่เท่ากัน สว่างไม่เท่ากัน
แล้วก็ให้เอารูปที่พกไป เอามาดูว่ารูปไหนเวิร์คสุด แถมยังตัดแปะทากาวให้เสร็จสรรพ
ดีนะปริ๊นไปหลายใบ = =
* ทางที่ดีที่สุดสำหรับคนงก คือถ่ายเองก็ได้ค่ะ แต่เอาไปอัดที่ร้านจะดีกว่า ใบละ 2 บาทเอง ^^

หลังจากยื่นเอกสารไปเรียบร้อย ก็กลับมานั่งรอใบรับ
ซัก 10 นาที ก็จะมีเสียงประกาศ (ทีนี้เป็นเสียงคนค่ะ ไม่ใช่เครื่องอัตโนมัติแล้ว)
“บัตรคิวหมายเลข 305, 307, 318, 319, 320, 322, 323, 326 ติดต่อช่องหมายเลข 10 ค่ะ”
ทุกคนก็จะกรูกันไปที่ช่องทางด้านหลัง ก็เข้าคิวเรียง 1 นะคะ
ยื่นบัตรคิวให้เค้า แล้วก็รับใบฟังผลมา
ในนั้นจะมีสติกเกอร์แปะเอาไว้ว่า เรามีพาสปอร์ตกี่เล่ม แล้วก็เขียนบอกไว้ว่าต้องจ่ายเงินเท่าไหร่
ของลูลิมี 3 เล่ม แต่ต้องจ่ายเงิน 2,000 บาทถ้วน
งงเต้ก… = =? เลยเดินกลับไปเข้าคิวถ่ามอีกรอบ ได้ความว่า “นัักศึกษาปริญญาตรีได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมค่ะ”
โฮกกกกกกกกกกก ทำไมตอนเราปริญญาตรี ไม่ได้รับการยกเว้นบ้างงงงงงงงงงง
* หมายเลขที่โดนข้ามไป อาจจะเป็นเพราะว่าเอกสารมีปัญหา เดี๋ยวเค้าจะเรียกกลับเข้าช่องเองค่ะไม่ต้องห่วง
** จริงๆค่าธรรมเนียมในเวปเขียนไว้ว่า 1,080 บาท แต่ไม่รุ้ว่าค่าเงินบาทมันกำลังแข็งรึเปล่า หรือไม่ก็ช่วงนี้มีโปรโมชั่น 555+

เราสองคนมองใบรับในมือ แล้วก็กลับบ้านกันอย่างสบายใจ (ไม่ได้มีความรู้สึกว่ามันจะไม่ผ่านเล้ยย 555+)
ใบฟังผลบอกเอาไว้ว่า ให้มารับวันศุกร์ที่ 2 เมษายน เวลา 13:30 – 16:00

.

.
วันศุกร์ก็ไปรับวีซ่าตามใบนัด รถติดนิดหน่อย เพราะเสื้อแดงไปสถานฑูตอเมริกาที่อยู่ใกล้ๆกันพอดี
แถมด้วยเสื้อชมพู นัดชุมนุมกันที่ลานพระรูป รัชกาลที่ 6 อีก
(อันตัวเราก็ไม่รู้เรื่องรู้ราว ใส่เสื้อชมพูไปกับเค้าอีก กลัวโดนตีหัวชะมัด 5555+)
* ฟังผลและรับพาสปอร์ตคืนได้ในวันตามในบัด เวลา 13:30 – 16:00 ค่ะ

ครั้งนี้ก็โดนไล่ไม่ให้เข้าจอดในสถานฑูตอีกตามเคย แต่ก็ไม่จอดที่เดิมแล้วล่ะ 40 บาทนี่ทำใจไม่ได้นะ -*-
ไปจอดไกลหน่อย เดินเยอะหน่อย ถือว่าซ้อมไว้ไปเดินที่นุ่นละกัน ^^
เข้าสถานฑูตด้วยสเตปเดิม ห้องเดิม แต่กดบัตรคิวที่ B แล้วก็นั่งรอเหมือนเดิม
ช่วงบ่ายแ้ล้ว แต่ก็สังเกตุได้ว่า บัตรคิว A ก็ยังคงรันไม่หมด (คงมาช่วง 11 โมงละมั๊ง)
แต่เคาท์เตอร์ก็ปิดไปเกือบหมดแล้ว เหลือแต่ 2 ช่องแรก แล้วก็เปิดอีก 2 ช่องให้เป็นช่องรับพาสปอร์ตคืนเท่านั้นเอง

รับพาสปอร์ตต่างจากตอนยื่นนิดหน่อย ตรงที่จะเรียกบัตรคิวทีละ 10 คน
เข้าคิวเรียง 1 เหมือนทุกที แต่ใน 10 คนนี้ ใครมาก่อนก็ได้ก่อนไป
ส่วนมากคนที่รับพาสปอร์ตมาแล้ว ก็จะหยุดยืนเปิดๆหาว่าวีซ่าตัวเองผ่านรึเปล่า
ลูลิก็มัวแต่นั่งยิ้มกับท่าทางที่แต่ละคนแสดงออก จากเกือบพลาดว่าถึงคิวของตัวเองแล้ว = =’

*ยื่นใบเข้าไปในช่อง*
“2,000 บาทค่ะ” พนักงานกรอกเสียงตามไมค์มาว่างั้น
*ยื่นแบงค์พันเข้าไป 2 ใบ*
“พาสปอร์ต 3 เล่มชื่ออะไรบ้างคะ” คุณพี่พนักงานพลิกดูตามชื่อที่ลูลิบอกไป แล้วก็ยื่นกลับออกมา
“เรียบร้อยค่ะ”
เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จพิธี

ก้าวออกมาจากเคาท์เตอร์ ลูลิก็ทำเหมือนที่ทุกคนทำนั่นแหละค่ะ
คือพลิกดูว่าวีซ่าผ่านมั๊ย ซึ่งก็แน่นอนว่าผ่าน ^^
แต่ที่ทำให้ต้องยิ้มออกมาคือ วีซ่ามันเปลี่ยนแบบใหม่ สวยเชียวล่ะ ชอบแบบนี้จัง ><


ไม่มีเครื่องแสกน ถ่ายรูปเอาก็เลยออกมาโหลดโท่ยแบบนี้แหละ แฮ่ๆๆ ><

วีซ่าพร้อม ตั๋วเครื่องบินพร้อม ที่พักพร้อม!!
ก็เหลือแค่ ตัวช่วยประหยัดเงินอย่าง JR pass เดี๋ยวค่อยไปซื้อ ได้ข่าวว่าใบละหมื่น ไปหาเงินก่อน
ชะว๊าบบบบบบบ~

เอกสารที่ ใช้ในการยื่นขอวีซ่าญี่ปุ่น

เพื่อ การท่องเที่ยว (วีซ่าประเภทการ พำนักระยะสั้น)
1. หนังสือเดินทางที่ไม่มีตราประทับมากกว่า 2 หน้าขึ้นไป หากมีหนังสือเดินทางเล่มเก่า กรุณานำมาแสดงด้วย
2. ใบคำร้องขอวีซ่า 1 ใบ
3. รูปถ่าย (ขนาด 2 x 2 นิ้ว สี/ขาวดำ พื้นหลังสีอ่อน ไม่มีลวดลาย ไม่มีการแต่งภาพถ่าย จะต้องเป็นรูปถ่ายที่ชัดเจน ถ่ายมาไม่เกิน 6 เดือน) 1 ใบ
4. แบบสอบถามเพื่อการยื่นขอวีซ่า
5. ทะเบียนบ้าน ฉบับจริงและสำเนา 1 ชุด
6. หนังสือรับรอง ดังนี้

» ในกรณีที่ผู้ยื่นเป็นพนักงานหรือข้าราชการ

ให้แสดงหนังสือรับรองการทำงานจากหน่วยงานที่สังกัด (ให้ระบุตำแหน่ง, วันเริ่มทำงาน, อัตราเงินเดือน และระยะเวลาวันลาพักร้อน)

» ในกรณีที่ประกอบธุรกิจส่วนตัว

ให้แสดงหนังสือรับรองจดทะเบียนบริษัทหรือทะเบียนการค้าจากกระทรวงพาณิชย์

» ในกรณีนักเรียนนักศึกษาที่มีอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป

ให้แสดงหนังสือรับรองสถานภาพการเป็นนักเรียน นักศึกษา และหนังสือรับรองการทำงาน หรือหนังสือรับรองจดทะเบียนบริษัทหรือทะเบียนการ ค้าของผู้อุปการะ

» ในกรณีผู้อยู่ภายใต้อุปการะเลี้ยงดู

เช่น แม่บ้านที่ไม่ได้ทำงาน ให้แสดงหนังสือรับรองการทำงาน หรือหนังสือรับรองจดทะเบียนบริษัทหรือทะเบียน การค้าของผู้อุปการะ

(เอกสารทุกอย่างจะต้องออกไม่เกิน 3 เดือน, ในกรณีที่ผู้ยื่นไม่มีอาชีพ หรือประกอบอาชีพที่ไม่สามารถแสดงหนังสือรับรองการทำงาน หรือหนังสือรับรองจด ทะเบียนบริษัท หรือทะเบียนการค้าได้กรุณาทำหนังสืออธิบายอาชีพและรายได้ โดยละเอียด) ฉบับจริง 1 ชุด
7. ผู้ที่เดินทางเป็นครั้งแรก หากเคยเปลี่ยนชื่อตัว-สกุล หรือผู้ที่ได้เปลี่ยนชื่อตัวหรือสกุลหลังจากเดินทางไปญี่ปุ่นครั้งที่แล้ว ให้เตรียมเอกสารแสดงการเปลี่ยนชื่อตัว-สกุล เช่น ใบเปลี่ยนชื่อตัว-สกุล, ใบสำคัญการสมรส, ใบสำคัญการหย่า ฉบับจริงและสำเนา 1 ชุด
8. สมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร(ของผู้ยื่นคำร้องหรือของผู้อุปการะ) ฉบับจริงและสำเนา(ทุกหน้า)1 ชุด (ใช้สำหรับยื่นในกรณีที่ผู้ยื่นเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเดินทางด้วย ตัวเอง ยกเว้นสำหรับผู้ยื่นที่เป็นข้าราชการหรือพนักงานบริษัทที่จดทะเบียนในตลาด หลักทรัพย์ หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจหรือมหาวิทยาลัย เป็นต้น ซึ่งมีอัตราเงินเดือนตั้งแต่ 2 หมื่นบาทขึ้นไปและสามารถตรวจสอบได้จากหนังสือรับรองการทำงาน ไม่ต้องยื่นสมุดบัญชีธนาคาร ทั้งนี้รวมถึงการยื่นสำหรับครอบครัวในความอุปการะของบุคคลดังกล่าวด้วย)
 

► บทที่ 1 :: ซื้อตั๋วเครื่องบิน และจองโรงแรม April 3, 2010

,, ก่อนที่เราจะออกท่องเที่ยวได้ สำหรับสาวน้อยวัยกระเตาะ(?) อย่างลูลิ
จำ เป็นอย่างยิ่งค่ะ ที่จะต้องเตรียมที่พัก และแพลนการเดินทางเอาไว้ล่วงหน้า

เมื่อ ก่อนนี้ ลูลิเคยอ่านหนังสือพวกท่องเที่ยวด้วยตัวเอง หรือดูในหนังในละคร
หลายๆ เล่ม หลายๆเรื่องมักจะบอกว่า ให้ไปหาที่พักเอาดาบหน้าเล้ย เท่ห์ดี!!
ใจ จริงก็คิดว่าเท่ห์ดีเหมือนกันนะ ^^:
แต่.. ในโลกแห่งความจริง มันก็ดูจะเป็นไปไม่ได้เลยล่ะ

หนังสือที่เขียน ส่วนมากคนเขียนก็เป็นผู้ชาย
เพราะฉะนั้นการพักตามโรงแรมจิ้งหรีด โรงแรมแคปซูล มันไม่ใช่เรื่องลำบากซักเท่าไหร่นัก
แต่กับผู้หญิงตัว เล็กๆ(?)ที่แบกกระเป๋าใบ(โคด)ใหญ่อย่างเรา จะให้ไปลากกระเป๋าเดินต๊อกแต๊กหาที่พักได้ยังไงกัน
(จริงๆประเด็นคือ กระเป๋าหนักนั่นล่ะ = =’)
ความฝันจะย่ำต๊อกผจญภัยหาโรงแรมนอนแบบนั้น ก็เป็นอันต้องพับไปตามระเบียบ

แต่จองโรงแรมก่อน ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ผจญภัยหรอกค่ะ
3 ครั้งที่ผ่านมา ลูลิเองก็ยังไม่มีประสบการณ์ลากกระเป๋าเข้าโรงแรมซักครั้งเลยเหมือนกันนะ
2 ครั้งแรก ไปกับทัวร์.. แน่นอนว่า รถจอดเอี๊ยดดดดดด หน้าโรงแรม
แล้ว พนักงานก็วิ่งโครมๆลงมาหิ้วกระเป๋าให้
บางโรงแรมก็ใจดี แบกไปส่งให้ถึงห้องนอน (แน่นอนว่างก..ติ๊บไม่มีค่ะ แหะัแหะ)
ครั้งล่าสุด ที่ผ่านมา คุณพ่อที่แสนใจดีก็ห่วงนักห่วงหนา เลยโทรให้เพื่อนที่นุ้นมารับ
คุณ อาก็เอารถมารับถึงหน้าประตูสนามบิน แล้วก็มาส่งถึงหน้าประตูโีรงแรม
แถม ด้วยยกกระเป๋าขึ้นห้องให้ด้วย = =” เริ่ดสะแมนแตนมั๊ยล่ะคะ

เพราะ ฉะนั้น ครั้งนี้แหละ ท้าพิสูจน์..ลากประเป๋าเข้าโรงแรมเอง!!!
(ทำเสียง ให้น่าตื่นเต้นไปงั้น จริงๆไม่มีอะไร = =’)

ไหนๆก็เกริ่นเรื่อง โรงแรมมาซะขนาดนี้ละ ก็ขอเริ่มด้วยเรื่องการจองโรงแรมเลยดีกว่า
โรงแรม ครั้งนี้ จองผ่านเวป www.agoda.co.th ทั้งหมดทั้งมวลค่ะ
มันแลดูง๊ายง่าย สบ๊ายสบาย… ก็เพราะว่ามันมีภาษาไทย!!
ก็แค่คลิกเมืองที่จะไป คลิกเลือกวันเข้า วันออก แล้วก็กดโอเค
มันก็จะคำนวนปรื๋อๆๆๆๆ ให้เองโดยอัตโนมัติ แล้วก็แสดงผลออกมา ป๊าบบบบ!!
โรงแรม 1 2 3 4 5 ก็จะขึ้นมาให้เราเลือก
เราก็เลือกสิคะ เข้าไปดูหน้าตาข้างใน ว่าโอเคมั๊ย ราคาเท่านี้รับได้มั๊ย ถ้าชอบก็รูดบัตรฟ๊าบบ เป็นอันเสร็จพิธี

ในเวปนี้เวลาเลือกโรงแรมมันจะมีรูปให้ค่ะ แล้วก็มีอธิบายว่ามีอะไรให้บ้างในห้อง อะไรฟรีอะไรไม่ฟรี มีอาหารเช้ามั๊ย อะไรทำนองนี้
ถ้าหากว่าดูยังไม่พอใจ ก็ให้เอาชื่อโรงแรมไปเซิชหาข้อมูลเพิ่มเติมใน google อีกทีค่ะ
เวปนี้ เค้าโฆษณาว่า จองแล้วถูกที่สุดในโลก ก็เชื่อเค้าเหอะเนอะ เพราะว่าก็จองถูกกว่าจองผ่านเวปโรงแรมจริงๆ
แต่ก็บอกไม่ได้เหมือนกัน ว่าจองถูกกว่าเวลาให้บริษัททัวร์จองให้รึเปล่านะคะ ^^”

โรงแรมที่ เลือก ถ้าไปเอง ก็ขอแนะนำว่า เอาให้มันใกล้ๆสถานีรถไฟหน่อยนั่นแหละค่ะ ดีที่สุด
แต่ใกล้ๆ ก็มักจะมาพร้อมกับราคาที่แพงหูฉี่ = =’
ยังไงก็ ต้องชั่งน้ำหนักดู ว่ารักสบาย หรือว่า รักเงินในกระเป๋ามากกว่าิกัน

ใน ส่วนของลูลิ ลูลิวางแผนเอาไว้ว่าจะออกนอกโตเกียวบ้าง โดยที่เลือกเอาบางเมืองเป็นศูนย์กลางแล้วนั่งรถไฟไปเช้าเย็นกลับเอา
จะ ได้ไม่ต้องย้ายกระเป๋าบ่อยๆ (ก็เป็นผู้หญิงนี่คะ รักการแต่งตัว เลยขนเสื้อผ้าไปเกินหน้าเกินตาทู๊กกกกที)
จังหวัดที่โป๊ะเช๊ะเข้าตา กรรมการ ก็คงหนีไม่พ้น โตเกียว แล้วก็โอซาก้า
ส่วนเกียวโตนี่ คุณน้องสาวเค้ารีเควสอยากนอน “เรียวคัง” มาค่ะ ขอมาก็จัดให้ ^^

ส่วน โรงแรมที่เลือกก็

โตเกียวHotel Metropolitan Tokyo (website)


อยู่ในย่าน Ikebukuro ค่ะ ตอนแรกตั้งใจจะไปพักที่เดิมคือ Gotanda Ariatta
ซึ่งมันก็โอเคนะ รู้สึกว่าที่ที่เราคุ้นเคย (ก็นอนนั่นตั้ง 8 คืน = =’) มันก็รู้สึกเซฟกว่า
แต่บังเอิญว่าปีนี้คนไปเที่ยวเมืองนอกเย๊อะเยอะ………. มันก็เลยเต็ม T^T
ลำบากลำบนต้องมาหาที่ใหม่ แต่ก็พึ่งเจ้าเวป agoda นี่ล่ะค่ะ
แล้วก็ได้โรงแรมนี้มา (เค้าว่ากันว่า) ออกจากสถานี Ikebukuro แล้วก็เดินนี๊ดเดียวก็จะถึงโรงแรม
ดูท่าทางลากกระเป๋าไม่ไกลเท่าไหร่ (อันนี้ประเด็น 555+) ก็เลยตกลงปลงในกับที่นี่ 4 คืน

เกียวโต - Kyoto Shuhokaku Hotel (website)


โรงแรมนี้เป็นเรียวคังค่ะ มีคนบอกว่าออกจะแนว traditional japanese นี๊ดส์นุง
ก็เลยไม่แน่ใจว่าเพราะงี๊เลยไม่มีเวปเป็นของตัวเองรึเปล่า 555
รูปก็มีเท่าที่เค้าเอาให้ดู… เอาเป็นว่าเด๋วกลับมาละค่อยมาเล่าละกันว่าเป็นยังไง
แต่ตอนจองโรงแรมนี้ มันเขียนไว้ว่าใกล้สถานี
ด้วยความที่กลัวมันเต็ม (มันบอกว่าเหลือห้องเดียว = =’) เลยกดจองพั๊วะเข้าไป โดยที่ไม่มีโอกาสได้เชคอะไรเลย
เพิ่งมานั่งหาทางเข้าโรงแรมก็วันนี้ แล้วก็ โฮะๆๆๆๆๆ หัวเราะทั้งน้ำตาค่ะ
มันใกล้สถานีจริง แต่ก็เดินเป็นกิโล!!!!
โอ้ละหนอ ทางขึ้นเขา และกระเป๋าหนักๆของข้าพเ้จ้า…. อาเมน T^T

โอซาก้า - Hotel Ichiei (website)

โรงแรมนี้ก็เป็นอีกโรงแรมนึง ที่โฆษณาว่าใกล้สถานีรถไฟม๊ากมาก
นี่ก็ยังไม่มีโอกาสได้หาเป็นจริงเป็นจังเหมือนกัน ว่ามันตั้งอยู่ตรงไหนกันแน่
แต่เค้าว่ากันว่า มันอยู่แถมนัมบะ ใกล้ๆย่านคึกคักๆ..
ก็ดีนะ เพราะไปโฮซาก้ารอบที่แล้ว กลางคืนออกมา เงียบหยั่งกะป่าช้า  = =’

.

.

.

เสร็จสิ้นการจองโรงแรมด้วยความเหนื่อยยาก *ปาดเหงื่อ*
แล้วก็มาถึงตัวปัญหา “ตั๋วเครื่องบิน”
ปัญหายังไง? ปัญหาใหญ่สุดๆจริงๆค่ะ
เพราะว่าเป็นคนตัดสินใจปุ๊บปั๊บ ไม่ค่อยมีการวางแผนล่วงหน้า
กว่าจะคิดได้ว่าอยากไป ก็ล่วงมาเดือนมีนาคมแล้ว (ได้ข่าวจะไปเมษา 555+)
ทีนี้เลยเดือดร้อนเลยล่ะ.. เพราะว่าปีนี้ เป็นอีกปีที่เค้าว่ากันว่าคนไทยไปเที่ยวเมืองนอกเยอะมากกกกกก
และแน่นอน ตั๋วเต็มเอี้ยดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

ตอนแรกก็ว่าจะไปการบินไทย ไดเรกไปลงโตเกียวเลย ราคา 37,000  ถ้วน
แต่ดูเหมือนฟ้าฝนจะไม่เป็นใจซักเท่าไหร่ เพราะว่าลง waiting queue ไว้ยาวเหยียด
ดูท่ารอการบินไทย จะไม่ได้ไปซะละมั๊ง = =’
ก็เลยเปลี่ยนใจลองหาสายการบินอื่นๆ ซึ่ง direct flight ก็เต็มหมดเกลี้ยง (ฮึก ฮึก สะเทือนใจ T^T)
ชั่งใจอยู่นาน ก็เลยลองหาแบบ transit ดู………… ปรากฎว่ามีค่ะ!!
มีให้เลือกอยู่ 2 option คือ
1.แอร์มาเล ทรานซิทที่มาเล 3 ชั่วโมง ออกจากกรุงเทพ 5โมงเย็น ถึงโตเกียว 8 โมงเช้า
2.คาเธ่ ทรานซิทฮ่องกง 1 ชั่วโมง ออกจากกรุงเทพ __โมง (จำไม่ได้) ถึงโตเกียว 5 โมงเย็น (มั๊ง = =’)

จากการวิเคราะห์อันปราดเปรื่องของ(พ่อ)ลูลิ ก็สรุปได้ว่า
จะไปไฟลท์ที่ถึงที่นั่นตอนเย็นทำด๋อยอะไร เพราะว่าก็เที่ยวไหนไมได้ สุดท้ายก็ต้องนอนโรงแรมเพิ่มอีกตั้งคืน เปลือง!!
นั่นแหละค่ะ ข้อสรุป… ก็เลยได้แอร์มาเลย์ แบบไม่ต้อง waiting มา ในราคาใบละ 26,000 บาท
(ไปแพงก็ตรงค่าภาษีนี่ล๊ะ -*-) เป็นตั๋วไป-กลับ แบบ สุวรรณภูมิ-นาริตะ และ คันไซ-สุวรรณภูมิค่ะ

(กระซิบ) ทั้งหมดนี้ ให้เพื่อนพ่อจัดการให้ค่ะ ทำเองก็คงยัง waiting queue อยู่ 5555+

เฮ่อ โล่งใจไปอีก 1 เปาะ.. อย่างน้อยหนทางที่จะไป ก็เป็นรูปเป็นร่างขึ้นแระ
แต่ก็ต้องปาดน้ำตาไปด้วย เพราะว่าแค่ค่าตั๋วกับค่าที่พัก บัตรเครดิทก็รูดเกินยอดไปตั้งไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ
ลาก่อนเงินออมทั้งชีวิตของช๊านนนนนนนนนนนนนนน แสนก่าบาท แอ่ก…

พัก รักษาตัวก่อน เด๋วค่อยไปขอวีซ่า กับแลกเงินกันต่อ
*สะอื้นเดินจากไป*

 

 
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 626 other followers