Follow my soul ,, ♥

เขียนไปเท่าที่ใจอยาก

► ยื่นเรื่องเข้ามหาลัย,, ทำไม(คนส่วนใหญ่)ต้องใช้เอเจนท์? July 20, 2010

,, เคยไปอ่านกระทู้ที่เค้าถกกันในพันทิพย์ ว่าจำเป็นแค่ไหนกับการใช้เอเจนท์
บางคนก็บอกว่า เราจะไปเรียนเมืองนอกทั้งที หัดติดต่อเองบ้างอะไรบ้างก็จะดี
บางคนก็บอกว่า ในเมื่อเค้าดำเนินการให้ฟรี แล้วมีเหตุผลอะไรที่จะไม่ใช้
บางคนก็บอกว่า การพึ่งแต่คนอื่นมากเกินไป จะทำให้เราพลาดโอกาสบางอย่างไป
บางคนก็บอกว่า การทำทุกอย่างด้วยตัวเองทั้งหมด ก็ไม่ใช่สิ่งพิสูจน์ว่าเราเก่งจริง

เถียงกันไปนั่น… ต่างคนก็ต่างมีเหตุผลของตัวเอง
ซึ่งไม่มีใครถูก ไม่มีใครผิดหรอกค่ะ.. มันก็แค่มองกันคนละมุมเท่านั้น
ส่วนตัวลูลิ.. ลูลิก็เป็นคนนึงที่เลือกใช้บริการของเอเจนท์
อาจจะด้วยว่า “ลูลิไม่รู้อะไรเลย” แล้วก็ “ขี้เกียจจะไขว่คว้า”
อย่างที่บอกว่าลูลิเริ่มต้นช้ามาก ทำให้เหมือนทุกอย่างต้องลงตัวในระยะเวลาที่ค่อนข้างจำกัด
การที่จะเริ่มต้นค้นคว้าทุกอย่างตั้งแต่ 0  มันก็แลดูหนทางยาวไกลจนท้อ..
ทางเลือกนึงที่เหมาะสมในตอนนั้น ก็คือ “เอเจนท์”

ลูลิเข้าไปปรึกษาเอเจนท์หลายที่มากๆ เพราะอยากได้ข้อมูลมาตัดสินใจ
ข้อดีของการปรึกษาเอเจนท์คือ ที่นั่นมีเจ้าหน้าที่ที่รู้มากกว่าเราอยู่
เพราะฉะนั้น เราก็สามารถที่จะถามรายละเอียดต่างๆได้
เอกสารต่างๆเค้าก็สามารถหาให้เราได้
และที่เวิร์คมากคือ เค้าจัดการเรื่องเอกสารให้เราฟรีๆด้วยซ้ำ
ถ้าสมัครเอง อย่างนึงที่ต้องเสียแน่นอน ก็คือค่าส่งเอกสารไปยังมหาวิทยาลัย
โอเค.. มันไม่กี่ตังหรอก แต่ได้ฟรี แถมมีคนทำให้มันก็สบายดี ^^

แต่.. เอเจนท์ก็ไม่ได้ดีไปซะหมดทุกที่ ทุกเรื่องหรอกค่ะ
ข้อเสียของการปรึษาเอเจนท์ในขณะที่เรายังไม่รู้อะไรเลย
ก็คือ เราจะโดนชักจูงได้ง่าย!!
น่าแปลกที่เอเจนท์ในไทย จะพยายามบิ๊วให้เราไปออสเตรเลียให้ได้
ไม่ใช่ว่าออสไม่ดี แต่ลูลิจะไปอเมกา.. ในเมืองมีเป้าหมายที่อเมริกา จะมานำเสนอออสเพื่อ??!?
6 ใน 10 ที่ เป็นอย่างนั้น.. ซึ่งขอบอกตรงๆว่า เซ็ง!!!

เพราะฉะนั้นก่อนที่จะ walk เข้าไปคุยกับเอเจนท์ที่ไหน
ลองแอบดูเวปเค้าซะหน่อยว่าเค้าเมนประเทศอะไร จะได้ไม่เอะอะก็ “ไปออสสิ” แบบที่ลูลิเจอ ^^

ลูลิเลือกติดต่อกับเอเจนท์ที่มีสำนักงานย่านสยามสแควร์
แรกเริ่มเดิมทีก็เพราะว่าเรียน Wall street ที่นั่น ก็เลยแวะลงไปซะหน่อย
แต่พอไปบ่อยๆ ก็เลยรู้สึกว่า เออ.. ที่นี่ก็พูดจาเป็นเรื่องเป็นราวกว่าที่อื่นล่ะเนอะ
(ที่สำคัญคือ พยายามหามหาลัยในอเมริกาให้ ไม่บิ๊วให้ไปออส!!)
สุดท้ายเลยตกร่องปล่องชิ้นกับที่นี่ซะงั้น ^^

ตอนแรกเลยลูลิก็อยากเข้ามหาวิทยาลัย TOP เหมือนกับทุกคนนั่นแหละ
แต่ด้วยคะแนน TOEFL สะบะกึ๊ย ที่ทำเท่าไหร่ก็ ไม่กระเตื้องซักที..ทำเอาหมดกำลังใจ
ก็เลยปรึษาทางเอเจนท์ว่า “มีมหาลัยไหน waive TOEFLได้มั่งมั๊ยคะพี่”
แล้วคุณพี่ก็จัดให้..  ลองมหาลัยนี้มั๊ย คนไทยไม่เยอะ แคมปัสสวย อยู่ในโซนคนขาว เป็นเขตอาชญากรรมต่ำ
เออฟังดูดีเนอะ….  ชักน่าสนใจ
“เดี๋ยวอาทิตย์หน้า professor เค้าจะเข้ามา ลองมาคุยกับเค้าสิ” พี่เค้าว่างั้น
ไม่ได้บังคับ แต่เป็นการเสนอทางเลือกให้หนึ่งทาง

ซึ่งหลังจากนั้นลูลิก็มาพบ professor ตามที่นัดไว้นั่นแหละ
เอา Resume กับ Transcript ให้เค้าดู เค้าก็บอกว่า เกรดระดับนี้สามารถ waive G-MAT ได้
ส่วน TOEFL ก็ให้เรียนภาษากับทาง ELS (โรงเรียนภาษาที่ co กัน) ถึงระดับสูงสุดก็ waive ได้เหมือนกัน
อะหือ… ฟังแล้วมีความหวังขึ้นมาในบัดดล!!!
ก็เลยตั้งเป้าเอาไว้ว่า เดี๋ยวจะลองสมัครไอ้มหาลัยที่อยากได้ก่อน แล้วถ้าไม่ได้ก็อันนี้ล่ะวะ!!!

พอตัดสินใจแบบนั้นได้ ก็ถือว่าเริ่มเดินหน้าได้ซะที  เน๊าะ^^

.

.

การที่จะทำวีซ่านักเรียนของอเมริกานั้น จะต้องมีใบรับรองจากสถาบันที่เรียกว่า I-20 ก่อนค่ะ
แต่เพราะมหาลัยยังไม่ได้รับลูลิอ่ะ ก็เลยไม่สามารถออก I-20 ให้ได้
ก็ต้องตกเป็นหน้าที่ของโรงเรียนภาษาล่ะ

เริ่มต้นเลย ก็คือการติดต่อสมัครเข้าโรงเรียนสอนภาษา
เคสของลูลิยุ่งยากนิดหน่อย เพราะว่าจะไปอยู่กับอาเดือนนึงก่อน แล้วย้ายไป ELS
ทำให้ทั้งหมดทั้งปวง ลูลิต้องย้ายโรงเรียนตั้ง 3 ที่แหน่ะ *=3=

ที่แรกที่จะสมัครคือโรงเรียนสอนภาษาใกล้บ้านอา
ตั้งอยู่ในเขตมหาวิทยาลัยของ Whittier University
ขับรถไปจากบ้านอาใช้เวลา 17 นาที (แต่นั่งรถเมล์ 1ชั่วโมงครึ่ง -*-)
ทางเอเจนท์ก็ให้ลูลิกรอกใบสมัคร (มีเจ้าหน้าที่นั่งประกบตอนกรอกด้วย กันโง่ 555+)
แล้วก็เอาใบรับรองทางการเงินของพ่อ (Bank letter) / Transcript แล้วก็สำเนาพาสปอร์ตส่งไป

สำหรับงานนี้ เสียค่าสมัคร(ให้โรงเรียนสอนภาษา)ไป 50$
ที่อเมริกา ไม่ว่าเราจะสมัครอะไร มันก็คิดตังเราหมดอ่ะค่ะ
จริงๆแค่สมัคร ไมต้องแพงขนาดนี้ด้วย T^T .. คิดในแง่ดีก็เป็นค่าส่งเอกสารกลับมาให้เราละกัน -*-
จากนั้นก็รอ… ร๊อออ… รอ ประมาณ 2 อาทิตย์กว่าๆ
โรงเรียนสอนภาษาก็ส่งใบ I-20 มาถึง (นานดี -*-)

หลังจากนั้นลูลิก็หอบเอกสารทั้งหมดไปที่เอเจนท์อีกที เพื่อทำการสมัครเข้ามหาวิทยาลัย
1. ใบสมัครมหาวิทยาลัย
2. Transcript
3. ใบรับรองวุฒิ / ใบจบ
4. Recommend letter 3 ฉบับ
5. Statement of Purpose
6. Bank letter (เอกสารรับรองทางด้านการเงิน)
7. Passport
8. TOEFL (ถ้ามี)
9. GMAT (ถ้ามี)

ขั้นตอนก็ไม่แตกต่างกันเท่าไหร่ ก็คือนั่งกรอกใบสมัคร (ที่มีพี่พนักงานมานั่งประกบกันโง่อะเกน)
แล้วทางเอเจนท์ก็จะเอาเอกสารไปซีรอกซ์ สแกน เอง
สุดท้ายก็จะมานั่งจัดชุดให้เรา ว่าเอกสารชุดไหน จะใช้ทำอะไรตอนไหน

มาส่งเอกสารอย่างเดียวก็เปลืองค่าน้ำมันแย่
ก็เลยให้ทางเอเจนท์ช่วยแนะนำเรื่องการขอวีซ่าไปด้วยซะเลย
(อันนี้วุ่นวายมาก ว่ากันในเอนทรี่หน้าละกันเนอะ =3=)

.

.

ในช่วงที่รอ ระหว่างการรอผลตอบรับจากทางมหาวิทยาลัย
ทางเอเจนท์จะ fww เมลล์มาให้อ่านอยู่เรื่อยๆ ว่าเค้าคุยกับทางมหาลัยว่ายังไงบ้าง
บางทีไม่รุ้ส่งมาทำไมหรอก แต่ก็รู้สึกอุ่นใจว่าเค้าตามเรื่องให้เราอยู่นะ อะไรอย่างนั้น

สรุปว่าจนส่งเอกสารเรียบร้อย ลูลิก็ยังไม่หายเอ๋อ..
เอ่อ.. เรียบร้อยแล้วเหรอ เหมือนว่ายังไม่ได้ทำอะไรเลยง่ะ -*-
นี่แหละมั๊ง ที่คนในพันทิพย์เค้าถึงบอกว่า “ทำให้พลาดโอกาสอะไรหลายๆอย่างไป”
แต่สำหรับลูลิ โอกาสเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องสำคัญ
เพราะในอนาคตข้างหน้า ลูลิยังมีโอกาสที่จะได้สมัครอะไรด้วยตัวเองอีกเยอะแยะ
ถ้ามันสำคัญจริงๆ โอกาสหน้าค่อยลองก็ยังไม่สายหรอกเนอะ ^^

ยังไงซะก็ไม่ต้องเชื่อเอเจนท์ทุกอย่างหรอกนะคะ
คิดซะว่า พวกเค้าคือที่ปรึกษา แต่ว่าไม่จำเป็นต้องเชื่อ
เก็บข้อมูลเอาไว้ มันมีประโยชน์!! ล้วที่เหลือเราจะทำยังไงต่อไป มันอยู่ที่ตัวเรา

เอาเป็นว่าขอให้เจอเอเจนท์ที่ดีๆกันทุกคนเด้อ ♥

End.

.

.

ปล.ขอบคุณพี่หลิน Prointered ค่ะ ^^

 

 
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 45 other followers

%d bloggers like this: