Follow my soul ,, ♥

เขียนไปเท่าที่ใจอยาก

► ทำวีซ่าอเมริกา,, ทุกลักทุเลกายา ทรมานจิตใจ = =’ August 3, 2010

,, วันนี้ไปทำวีซ่าอเมริกามาเรียบร้อยแล้ว เย่..^^v

.

.

เกริ่นเรื่องได้ชวนให้ไม่น่าอ่านมากชิมิ ><
เรื่องของเรื่องคือวันนี้ไปสัมภาษณ์วีซ่าอเมริกามาค่ะ
ฟังดูแสนธรรมดา.. แต่แบบว่าแอดเวนเจอร์อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน -*-

เกริ่นให้ฟังก่อนว่า ลูลิไปทำวีซ่ามาหลายที่ เดินทางมาหลายประเทศ
แต่ก็ไม่เคยจะต้องทรมานจิตใจ ทรมานกายขนาดนี้มาก่อน = =’
สืบเนื่องจาก การจองวีซ่าที่ได้วันสัมภาษณ์ใกล้กับวันเดินทางมากกกกกกกกก
ชนิดที่ว่าไม่มีโอกาสให้พลาดเลย (ถ้าพลาดก็โบกมือลา เลื่อนการเดินทางได้เลย = =)
ผลที่ตามมาคือ “กดดัน”

.

.

แรกเริ่มเดิมที ลูลิไม่มีคำว่า “วีซ่าไม่ผ่าน” อยู่ในพจนานุกรมด้วยซ้ำ
เพราะว่าอย่างที่บอก เดินทางมาก็เยอะ แถมประเทศที่ขอวีซ่ายากๆ อังกฤษเอย ญี่ปุ่นเอย ก็ขอได้มาแล้วทั้งนั้น
แล้วก็ยังได้วีซ่าท่องเที่ยวของอเมริกามาอีก 10 ปีด้วย
แค่ขอไปเรียน มันจะไม่ให้ได้ยังไง ชิมิ = =
ลูลิก็มั่นอกมั่นใจแบบนั้นล่ะ…

แต่.. จนกระทั่งจิตตก โดนกดดันจากการจองวันสัมภาษณ์ได้กระชั้นเหลือเกิน
ก็เลยเข้าไปเก็บข้อมูลในพันทิพย์…
แล้วก็นั่นล่ะ จุดเริ่มต้นของปัญหา T^T

ไม่ได้โทษพันทิพย์ ไม่ได้โทษคนโพส
แต่คงต้องยอมรับว่า มันสร้างความกดดันมหาศาลให้ลูลิจริงๆ
แรกเริ่มจาก ได้ชัวร์ 120% (เกินร้อยด้วย 555+)
หลังจากอ่านกระทู้แรก เหลือ 98% อ่านอีก 80% อ่านอีก 75%
ง่ำ…. ลดลงเรื่องๆทุกกระทู้ที่อ่าน

เพราะอะไรรู้มั๊ยคะ เพราะว่าทั้งหมดทั้งมวล เค้าเล่าเกี่ยวกับการขอวีซ่าไม่ผ่านทั้งนั้นน่ะสิ -*-
พอยิ่งมีข้อมูลมาก ก็ยิ่งคิดมาก.. แล้วมันก็เลยเถิดเป็นจิตตก
“ถ้าหากเราไม่ผ่านล่ะ” เริ่มคืบคลานเข้ามาในหัว
ทำให้รู้สึกร้อนรน เตรียมเอกสารชนิดที่ว่าขนหลักฐานไปหมดทั้งชีวิต..อะไรแบบนั้นเลยล่ะ
(จริงๆเตรียมให้พร้อมมันก็เป็นเรื่องดีนะ 555+)
-ใบรับรองการทำงาน
-ใบรับรองการศึกษา
-ใบรับรองการทำงานของสปอนเซอร์
-เอกสารทางการเงินของสปอนเซอร์
-จดหมายรับรองการเป็นสปอนเซอร์
-เอกสารจดทะเบียนของบริษัท
-เอกสารการจ่ายเงินต่างๆ
-เอกสารจากมหาวิทยาลัยที่จะไปเรียน
-สมุดบัญชีพ่อ
-สมุดบัญชีตัวเอง
เตรียมมันหมด!! ชนิดที่ว่า “ถามไรมา ต้องตอบได้หมดชัวร์ๆ”

.

.

แต่.. ประเด็นของความทุลักทุเลในวันนี้ ไม่ได้อยู่ที่เอกสารหรอกค่ะ
ถึงขอเอกสารมันจะวุ่น แต่เพราะว่ามีเวลาเหลือเฟือ ก็เลยชิว~

ประเด็นความวุ่นวาย มันอยู่ที่วันนี้ล่ะ
วันที่เดินทางไปสัมภาษณ์วีซ่า ณ สถานฑูตอเมริกา!!

สถานฑูตอเมริกา ตั้งอยู่เลขที่ 95 ถนนวิทยุ กรุงเทพฯ 10330
ตรงข้ามกันเด๊ะๆกับอาคารสินทร (มาจากทางสาทรต้องไปกลับรถ)
ไม่มีที่จอดรถนะคะ แทกซี่โลด!!

.

.

เริ่มแรก… ลูลิจำเวลานัดผิด!!! (โง่ตั้งแต่ต้นเรื่อง T^T)
จำว่า 8 โมงครึ่ง ซึ่งจริงๆแล้วมันคือ 8 โมง 15
และหนำซ้ำ เค้าสั่งให้ไปก่อนครึ่งชั่วโมง!!!!! (แปลว่า 7 โมง 45 ต้องนั่งเจี๋ยมเจี้ยมอยู่ที่นั่งรอแล้ว)
มองนาฬิกาที่ข้อมือ.. 7 โมง 15 เดี๊ยนยังอยู่บนทางด่วน ที่ติดแหงกก่อนด่านงามวงศ์วาน
ชิ หาย แระ!! (คิดในใจ)

เห็นท่าไม่ดีละ ติดยาวไม่กระดิกแบบนี้ เลยต้องลงจากทางด่วนเพื่อเปลี่ยนเส้นทาง
แต่ลงมาก็บรรลัยพอกัน = =’ แหงก!!
เพราะฝนตกปรอยๆรึเปล่า ทำให้รถติด? (จริงๆตกหรือไม่ตกก็ติดมั๊ง)
มองนาฬิกาอีกที 7 โมงครึ่ง ยังไม่ถึงเดอะมอลล์งามวงศ์วาน
ชิ หาย แน่แท้ละทีนี้!!! (คิดเสียงดังลั่น)

โชคดีนิดหน่อยที่วันนี้พ่ออาสาไปส่ง ก็เลยสั่งให้คนรถจอด
แล้วตัดสินใจโบกพี่วิน(มอไซต์) ไป!!
แต่ลงจากรถก็ใช่ว่าจะรอด… พี่วินคะ พี่วินหาย(หัว)ไปไหนกันหมดล่ะคะ!!!
ด้วยความที่ไม่เคยนั่งมอไซต์เลย ก็เลยไม่เข้าใจวัฒนธรรมการโบกมอไซต์ = =’
ก็เข้าใจว่าโบกได้เหมือนแทกซี่… แต่ไมไม่มีใครจอดเลยวะ
ชีวิตรันทดของลูลิ T^T

พอดีเห็นมีแถวตั้งอยู่ 3-4 คน เลยเดินเข้าไปถาม
“พี่คะ รอมอไซต์ตรงนี้เหรอคะ” (ทำหน้าบ้องแบ๊วประกอบ)
ผู้หญิงที่ยืนรออยู่ก่อนก็บอกใช่
“พี่คะ ทำไมรถมันมาส่งคนแล้วไม่จอด” (บ้องแบ๊วไม่เลิก)
ผู้หญิงคนเดิมก็ตอบมาสั้นๆว่า “ไม่ใช่วินเค้า”
ไม่ค่อยเข้าใจหรอก แต่ก็พอเกทว่า “โบกตรงนี้ไม่ได้”

ระหว่างที่ยืนรอ ลูลิคงทำท่าร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด (ก็ถึงเวลานัดแล้ว ยังอยู่งามวงศ์วาน ตายแน่!!)
พอมีรถมา ผู้หญิงคนนั้นเลยหันมาบอกว่า “รีบเหรอคะ ไปก่อนก็ได้ค่ะ”
โอ้วววว ประเสริฐค่ะ!! ขอบคุณนะคะ *ยิ้มหวานน้ำตานองหน้า*

“ไปสถานฑูตเมกาไปเท่าไหร่คะพี่”
พี่วินทำท่าอึกอัก
“หนูให้สองร้อยเลย ไปเหอะ”
พี่วินยังอึกอัก
“เอานะ” แล้วโดดขึ้นรถแบบไม่รอคำตอบ!!!,, คนมองทั้งวิน -*-

พี่วินเห็นลูลิมัดมือชก เลยตอบตกลง (แบบไม่ได้สรุปค่าโดยสาร)
แล้วก็บอกให้ลูลิลงจากรถ เพราะพี่วินต้องถอดเสื้อวินก่อน
พร้อมกันยื่นหมวกกันน๊อคมาให้ใส่
แต่… ป๊าดดดด มันใส่ไงวะ = =’
คนที่ยืนที่วิน เห็นท่าทางสุดทุลักทุเล ก็ยึกๆยักๆอยากเข้ามาช่วยอยู่หลายคน (สมเพชในความโง่ T^T)
แต่ก่อนที่จะมีคนยื่นมือมาช่วย “แกร๊ก” สายคาดมันก็ลงล๊อคพอดี
(ไม่รู้ว่าจะใส่ทำไมเหมือนกันนะ เพราะมันร่นไปข้างหลัง ละสายก็รั้งคอเจ็บไปหมด -*-)

“พี่คะ ให้ทัน 8 โมง 15 นะคะ”
พี่วินมองนาฬิกาข้อมือ “โหย จะทันเหรอ”
“เอาเหอะค่ะ ต้องทันค่ะ!!!!”
ว่าแล้วพี่วินก็พาลูลิ บรื๊นนนนนนนน ออกไปอย่างด่วน

.

.

รถเลี้ยวเลาะ เซาะข้างรถชาวบ้าน จนเสียวเข่าไปขูดสุดๆ
แต่ดูก็รู้ว่าพี่วินเองก็รีบให้อย่างเต็มที่แล้ว
จนมาถึงรัชดา… ฟ้าฝนก็อวยพร ตกลงมาอี๊กกกกกกกกกกก!!
ชิ หาย…… (สบถอยู่ในใจ)
อิชั้นไม่เคยนั่งมอไซด์ออกถนนใหญ่ ก็ไม่ชินอยู่แล้ว
นี่ยังต้องคอยหลบฝนเข้าตาอี๊กกกกก… ป้าดดดดดดดดดด มอไซต์ไม่คว่ำก็ต้องขอบคุณพระเจ้าแล้วเนี๊ยะ!!

ยังถือว่าฟ้าฝนยังเห็นใจ ตกมาเปาะแปะพอให้ชื้นๆ = =’
จนในที่สุด ก็มาถึงหน้าสถานฑูตจนได้ 8 โมง เกือบจะ 45
(นั่งอยู่บนมอไซต์เกือบชั่วโมง บร๊ะเจ้า!!)

“พี่คิดเท่าไหร่อ่ะ”
พี่วินทำท่าครุ่นคิด (ไม่ต้องคิดนาน หนูรีบ = =’) “เอา 300 ละกัน”
“หนูมีแบงค์พันมีทอนป่ะ”
พี่วินส่ายหน้า
“งั้นหนูมีแบงค์ย่อยหมดตัวแค่เนี๊ยะ” ควักหมดกระเป๋ายื่นให้ (230 บาท)
พี่วินก็หัวเราะแล้วก็รับไปแบบไม่ว่าอะไร
“ขอบคุณนะคะพี่” ยกมือไหว้แถมด้วย…แล้วก็รีบวิ่งไปหน้าทางเข้าสถานฑูตทันที
เรื่องราวของลูลิและพี่วินก็จบลง ณ ประการฉะนี้ ^^ *ปาดเหงื่อ*

.

.

.

.

หลังจากที่ทรมานกายมาตลอด 1 ชั่วโมงแล้วนั้น
ก็เป็นเรื่องราวความตื่นเต้น และกดดันล้วนๆค่ะ
กดดันแรกเลย คือ… าสายไป ครึ่งชั่วโมงเต็มๆ เค้าจะให้เข้ามั๊ย ถ้าโดนปฎิเสธล่ะจะทำยังไง
แต่เอาวะ ไม่ลองไม่รู้

ว่าแล้วก็พุ่งเข้าไปที่ห้องกระจกด้านหน้า
เปิดฉากถามเจ้าหน้าที่แบบโง่สุดขีด “หนูมาสายไปครึ่งชั่วโมงเข้าได้มั๊ยคะ”
(บ๊ะ… ไม่รู้อะไรดลใจให้ถามแบบนี้ -*-)
เจ้าหน้าที่ข้างในทำหน้างง “มาขอวีซ่าใช่มั๊ย ไปรอที่ประตูตรงนั้น”
ลูลิก็เดินไปจุดที่บอก ซักพักก็มีคนมาเปิดประตูให้

ข้างในเป็นห้องแอร์ชื้นๆ หน้าตาเหมือนที่ฝากของ (ซึ่งก็เป็นที่ฝากของนั่นล่ะ)
เคาท์เตอร์ซ้ายมือจะมีเจ้าหน้าที่เด็กสาวชาวไทย สวมเสื้อโปโลสีม่วง ยืนรอเชครายชื่ออยู่
เจ้าหน้าที่ตรงนี้ไม่ได้ตรวจเอกสารอะไรให้นะคะ (ตอนแรกเข้าใจว่าตรวจตรงนี้)
แค่ตรวจชื่อว่าเราได้นัดไว้รึเปล่า กับจ่ายตังรึยังแค่นั้น
ซึ่งไม่มีปัญหาอะไรเลยยยยยยยยยยย แม้จะมาสายเป็นครึ่งชั่วโมง!!!
(ขอบคุณมากๆนะคะ นึกว่าจะตายซะแล้ว T^T)

*สำหรับคนที่มาสาย ถ้าผ่านด่านสาวเสื้อม่วงมาได้ก็ไม่ต้องรีบแล้วค่ะ
ลูลิรีบแทบตาย ร้อนรน เพราะคิดว่าข้างในเค้าจะเชคเวลาอะไรรึเปล่า
ปรากฎว่าไม่เลย…. ^^

จากนั้นก็เดินไต่ตามเคาท์เตอร์ไปจะเป็นที่ฝากของ
อุปกรณ์อิเลคทรอนิกทุกชนิด มือถือ เอ็มพีสาม กล้องถ่ายรูป เครื่องอัดเสียง เอาออกหมด
กุญแจรถที่มีรีโมท Thumb drive ก็ยังไม่เว้น
เอาบัตรประชาชนแนบไปกับของที่จะฝาก แล้วก็รับหมายเลขรับฝากมา

แล้วก็เดินเลยไปที่เครื่องสแกน (เหมือนในสนามบิน)
ก็จะแสกนกระเป๋า ส่วนตัวก็เดินผ่านไป
เจ้าหน้าที่จะชี้ทางไปต่อให้ (ซึ่งจริงๆก็มีทางอยู่ทางเดียว กรงล้อมตลอดจะหลงไปไหนได้ -*-)

.

.

ด่านต่อไปก็จะเป็นสาวชุดโปโลสีม่วงอีกเช่นกัน
ตรงนี้เจ้าหน้าที่จะช่วยตรวจสอบเอกสารให้
ลูลิเรียงเอกสารไว้ แล้วก็ยื่นให้พี่เจ้าหน้าที่ไปทั้งกอง (ทั้งหมดเป็นตัวจริง)
-Passport
-DS-160
-I-20
-ใบเสร็จ SEVIS
-ใบเสร็จค่าวีซ่า

พี่เจ้าหน้าที่หน้าหวาน ก็ถามหาเอกสารเพิ่มนิดหน่อย คือ
-Transcript (แต่สุดท้ายเอาใบจบไปแทน,, ทำไมล่ะ ?)
-ใบรับรองการทำงาน

แล้วพี่เจ้าหน้าที่ก็รวมเอกสาร(ที่คัดแล้ว)ทั้งหมด ใส่แฟ้มใสสีเหลือง
ที่มีใบปะหน้าใบเล็กๆสีฟ้า เขียนว่า “ยื่นเอกสารที่ช่อง 12,13″
“เดินเข้าไปที่ประตูไม้ แล้วก็ยื่นเอกสารที่ช่อง 12,13 ได้เลยค่ะ” ยิ้มหวานส่งท้ายอีกตะหาก
ตอนนี้รู้สึกใจชื้นขึ้นนิดหน่อย เพราะรู้สึกว่าเจ้าหน้าที่ใจดี >< แล้วก็สุภาพมากด้วย

.

.

ด้านหลังประตูไม้… *แอ๊ดดดดดดด*
โผล่หน้าเข้าไปสำรวจภายใน.. ก็เห็นเคาท์เตอร์ยาวๆ เป็นตู้ๆ (เหมือนสถานฑูตทั่วไป)
แต่ที่นี่เก่าพอสมควร อาจจะเพราะฝนตกด้วย เลยรู้สึกชื้นๆแปลกๆ
ลูลิตรงดิ่งเข้าไปที่เคาท์เตอร์หมายเลข 13 (แบบว่าเอาฤกษ์เอาชัยนิดนึง 5555+)
ตรงนี้คล้ายๆเป็นที่ตรวจเอกสารเบื้องต้น เจ้าหน้าที่เป็นผู้หญิงชาวไทย ไม่ดุ แต่ไม่ได้ใจดี ^^”

สิ่งที่ต้องทำในช่องนี้คือยื่นเอกสารเข้าไปทั้งแฟ้ม (ที่สาวชุดม่วงจัดให้มะกี๊)
พี่พนักงานก็จะสแกนบาร์โค้ด ปี๊ดๆๆ แล้วก็ให้เราแสกนนิ้วมือ
4 นิ้วข้างซ้าย 4 นิ้วข้างขวา แล้วก็ นิ้วโป้ง 2 ข้างพร้อมกัน
พร้อมกับให้อ่านกฎหมายอเมริกา ว่าด้วยการยืนยันตัวตนและยอมรับผิดหากปลอมแปลง เป็นการขู่ไว้ด้วย
เสร็จแล้วก็เอาบัตรคิวมาติด แล้วส่งแฟ้มคืน พร้อมบอกว่า “รอเรียกคิวค่ะ”

.

.

ลูลิรับแฟ้มคืนมาแบบงงๆ แล้วก็เดินเอ๋อไปหาที่นั่ง
มองบอร์ดหมายเลขคิวแล้วก้มมองเลขคิวตัวเองในมือ แล้วก็ต้องถอนหายใจยาว เฮ่อออออ
บนบอร์ดขึ้น 530 ใบในมือคือ 932!!!
(ตอนนั้นไม่ทันได้คิดว่า คนในห้องมันมีไม่เกินร้อยคนแน่ๆ เลขคิวมันคงกระโดด)

ลูลินั่งรอนิ่งๆอยู่ที่เก้าอี้ ได้ยินเสียงเจ้าหน้าที่สัมภาษณ์เป็นระยะๆ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
แต่ก็ไม่ได้สนใจจับใจความมากนัก เพราะเมื่อคืนนอนน้อย(มาก)
ประกอบกับรู้สึกเวียนหัวชวนอ้วกเพราะมอไซต์เมื่อกี๊ด้วย
เลยนั่ง หลับ!!

แต่หลับยังไม่ทันสนิท เสียงประกาศก็ปลุกให้สะดุ้งตื่นจากภวังค์
“บัตรคิวหมายเลข 931-940 เชิญช่อง 11 เรียงตามเลขคิวค่ะ”
อ้าวเฮ๊ย เราแล้วนี่หว่า!!
รีบกุลีกุจอไปยืนรอหน้าตู้
ไม่อยากบอกว่า ใจแอบเต้นนี๊ดๆ >//////<

เจ้าหน้าที่เป็นผู้หญิงยังสาว ผมบลอนด์ตาฟ้า
สีหน้าไม่บ่งบอกอารมณ์ เลยเดาไม่ถูกว่าใจดีหรือใจร้ายกันแน่ ^^
(ตอนยืนรอแอบได้ยินคุณป้าช่อง 8 ในตำนานสัมภาษณ์อยู่ด้วยล่ะ ดุเชียว)
คงเพราะมัวแต่แอบฟังคุณป้าช่อง 8 แบบตั้งใจไปหน่อย กว่าจะรุ้สึกตัวอีกทีคนข้างหน้าก็ได้วีซ่าไปแระ
อ่าว… ลืมฟังเลยว่าสัมภาษณ์ว่าอะไรบ้าง =3=

.

.

คนข้างหน้าออกไปแล้ว ก็ถึงตาเราสินะ ^^”
ก้าวเดินไปอย่างมั่นใจ สอดแฟ้มเข้าช่อง แล้วก็ทักทาย “Hi~” (กระแดะอีกนะ 5555)
คุณเจ้าหน้าที่ เอาเอกสารมากางแผ่ไว้ที่โต๊ะ พร้อมเคาะคีบอร์ดโป๊กๆๆๆๆ
ไอ้เราก็ได้แต่มองนิ่งๆ กลืนน้ำลายเอื๊อก รอคำถาม..
รอจนคุณพี่เคาะเสร็จ ก็หันมาบอกให้ลูลิเอานิ้วกลางซ้ายวางลงบนเครื่องสแกนนิ้ว
แล้วถึงจะเริ่มคุย…

เจ้าหน้าที่คุยด้วยแบบไม่มองหน้าเท่าไหร่ (ลดความตื่นเต้นไปได้เยอะ เพราะเป็นโรคกลัวฝรั่งจ้อง -*-)
จำคำถามไม่ค่อยได้นะคะ เพราะง่วงและเวียนหัวหนักๆ = =’
ถามเป็นภาษาอังกฤษ และตอบเป็นภาษาอังกฤษ (แต่ขออนุญาตแปลไทยเพราะจำคำที่ใช้ไม่ได้)

* ถ้าพอพูดอังกิดได้ ถามเป็นอังกิดเวิร์คกว่าค่ะ เพราะตู้ข้างๆพูดภาษาไทย…
คูณจาไปทามอาร่ายที่อเมริกา
คูณจาอยู่ที่น่านนานแค่หน้าย
ทามมายคนนี้ต้องออกเงินให้ด่วย…. ฟังยากมาก 555+)

คำถามคร่าวๆก็ประมาณนี้

• จะไปทำอะไรที่อเมริกา
ไปเรียน

• เรียนที่ไหน
ก็ตอบชื่อโรงเรียน กับมหาลัยไป

• จะไปเรียนอะไร
เรียนภาษา แล้วก็ MBA

• เรียนภาษานานเท่าไหร่
ประมาณ 6 เดือนมั๊งคะ

• แล้วหลังจากนั้นล่ะ
ก็จะเข้ามหาลัยค่ะ

• ใครออกค่าใช้จ่ายให้
พ่อ

• พ่อทำงานอะไร
รับราชการ

• ที่ไปอเมริกาครั้งที่แล้ว ไปทำอะไร
ไปเที่ยว

• ตอนนี้ลาออกจากงานแล้วใช่มั๊ย
ใช่ เมื่อเดือนที่แล้วนี่ล่ะ

• ในนี้เขียนว่าทำงานในอุตสาหกรรมยา ทำตำแหน่งอะไร
Product designer

• จบ Landscape Architecture มา แต่ทำงานในอุตสาหกรรมยา แล้วจะเรียนต่อ MBA ทำไมถึงเป็นแบบนี้ล่ะ (ประมาณว่าทำไมมันคนละทิศละทางมากๆแบบนี้)
ก็.. มีธุรกิจครอบครัว ก็เลยจะเรียน MBA

• ธุรกิจครอบครัวทำอะไร
ก็ไอ้อุตสาหกรรมยาที่ทำมานี่แหละ

• งั้นทำไมถึงเลือกเรียน Landscape Architecture ตั้งแต่แรกล่ะ
ก็.. ชอบแพลนนิ่ง ชอบวางแผน.. (เงียบไป เพราะไม่รู้จะตอบอะไร)

.

.

คุณเจ้าหน้าที่เหลือบตาขึ้นมามองแว่บนึง
แล้วก็ก้มหน้าปั๊มๆขีดๆลงไปในเอกสาร
“OK เราจะออกวีซ่าให้ ไปจ่ายเงินที่ตู้ทำการไปรษณีย์ด้านนอกนะคะ เราจะส่งพาสปอร์ตคืนให้ใน 3 วันทำการ”
แล้วก็ยื่นใบสีฟ้า ที่เป็นแบบฟอร์มขอส่งเล่มทางไปรษณีย์ (กรอกตอนสาวชุดม่วงตรวจเอกสาร) คืนมาให้

อ่าว…… เสร็จละเหรอ ยังไม่รู้ตัว..
(ง่วงอยู่ เลยมึนๆ -*-)

สรุปว่าเอกสารรับรอง เอกสารทางการเงิน ไม่ดูเลยซักอย่าง
สงสัยโพรไฟล์ดีจัด 555555555 *หัวเราะปากกว้าง*

.

.

เดินหน้ามึนออกมาจ่ายเงินที่ขวามือของประตูไม้อันเดิม (ลืมอยู่แอบฟังของคนอื่นเลย = =’)
75 บาทถ้วน จ่ายแบงค์พันได้ค่ะ มีทอน ^^
ยื่นใบฟ้าไป จ่ายเงินแล้วก็จะได้รับซองสีเหลืองอันโตๆมา 1 ซอง
ให้จ่าหน้าชื่อเป็นภาษาอังกฤษ และที่อยู่เป็นภาษาไทย
แล้วก็เอาไปคืนเจ้าหน้าที่ที่นั่งอยู่
แล้วก็เป็นอันเสร็จพิธี…

เดินออกทางเดิม รับของที่ฝากไว้ แล้วก็ออกมาด้านหน้า
โบกแทกซี่กลับบ้าน…. ^^

.

.

เอนทรี่นี้ไม่มีรูปประกอบเลยเนอะ = =’
ก็โดนยึดกล้อง ยึดมือถือ เลยไม่รู้จะเอาอะไรไปถ่ายนี่นา
เอาเป็นว่า อ่านแล้วจินตนาการตามไปเองละกันนะคะ ^^

ขอให้ทุกคนโชคดี ขอวีซ่าผ่านกันหมดจ้า ♥

End.

 

► เตรียมตัวขอวีซ่าสุดวุ่นวาย,, กรอกเอกสาร จองวัน จ่ายเงิน = =’ July 30, 2010

,, มัวแต่บ้าเด็กๆ Hey! Say! JUMP เลยไม่ได้เขียนเรื่องที่ควรจะเขียนต่อซักที ><
บลอคเริ่มเละเทะละเนอะ  เขียนหลายเรื่องเกิน 555+

วันนี้ก็ใกล้ถึงวันที่จะขอวีซ่าละ ก็เลยมาอัพเดทเรื่องการขอวีซ่าซะหน่อย
หลายคนอาจจะรู้แล้วล่ะเน๊าะ ว่ามันเปลี่ยนวิธีการขอแล้ว
เมื่อก่อนนี้จะต้องไปเข้าคิวแต่เช้ามืดกันหน้าสถานฑูตใช่มั๊ยคะ
ตอนนี้ไม่ใช่แล้วนะ ต้องกรอกเอกสาร(ผ่าน internet)ก่อน
แล้วก็ปริ๊นออกมา แล้วเอาไปยื่นพร้อมกับเอกสารอื่นๆ ในวันสัมภาษณ์
ข้อดีก็คือไปทีเดียว ข้อเสียก็คือ…. มันโคตรยุ่ง -*-

.

.

.

เริ่มกันที่ตรงไหนดี… ?
ก็ต้องเริ่มกันที่การกรอกเอกสารสินะ ^^”
ก่อนจะกรอกเอกสาร ขอเตือนไว้ก่อนเลยว่า เตรียมเอกสารให้พร้อมก่อนนะคะ
เอกสารทุกอย่างที่มีต้องวางเรียงไว้ข้างหน้า พร้อมหยิบใช้ในทันที!!  (ทำเสียงตื่นเต้นประกอบ…!!)
นี่ไม่ได้ขู่นะคะ… *ยิ้มหวาน*
ที่บอกว่าต้องเตรียมให้พร้อมเพราะว่า ไอ้เจ้าเวปที่กรอกนี่มันติงต๊องค่ะ
มันจำกัดเวลาเราด้วย ว่าอยู่ในระบบได้นานแค่ไหน  เหมือนเล่นเกมเนอะ….แต่ไม่สนุกเลย -*-


หน้าจอมรณะ -*- เกลียดสุดๆ

หน้าจอเจ้ากรรมนี้ จะขึ้นมาเมื่อเราใช้เวลากรอกแต่ละหน้านานเกินไปค่ะ
มันขึ้นแล้วทำไงต่อ?… ง่ายนิดเดียว กรอกใหม่ค่ะ 55555+
แล้วขอบอกว่า มัน-เยอะ-และ-ยุ่ง-มาก(กกกกกกก)

.

.

.

เอกสาร/ข้อมูลที่จะต้องมี (สำหรับวีซ่า F1 หรือวีซ่านักเรียน)

• ข้อมูลส่วนตัว (ไม่ต้องวางก็รู้กันอยู่แล้วมั๊งอันนี้ 555+)
• พาสปอร์ต (เลขพาสปอร์ต, วันออก, วันหมดอายุ)
• ข้อมูลส่วนตัวของพ่อแม่ และสปอนเซอร์ (ชื่อ-นามสกุล, วันเดือนปีเกิด, สถานที่เกิด)
• ข้อมูลของบริษัทที่เคยทำงานมา (ชื่อ, ที่อยู่, เบอร์โทร, ตำแหน่ง, เงินเดือน, วันเริ่มงาน, วันลาออก)
• ข้อมูลเพื่อนที่อยู่ในประเทศไทย 2 คน (ชื่อ, ที่อยู่, เบอร์โทร, อีเมลล์)
• เลข SEVIS … ต้องจ่ายเงินค่า SEVIS ก่อนกรอกนะจ๊ะ
• เลข I-20 … นั่นแปลว่าจะต้องได้รับเอกสารก่อนถึงจะกรอกได้

แล้วก็ต้องมีรูป(เป็นไฟล์) ขนาด 2นิ้วx2นิ้ว แบบขอวีซ่าอเมริกา
(อย่าลืมว่ามันไม่เหมือนชาวบ้านนะ = =’) เตรียมพร้อมเอาไว้ด้วยนะคะ
1. รูปถ่ายต้องถ่ายมาไม่เกิน 6 เดือน
2. รูปถ่ายต้องมีขนาด 2×2 นิ้ว (5×5 ซ.ม.)
3. รูปถ่ายช่วงศีรษะของผู้สมัครต้องมีขนาดระหว่าง 1 นิ้ว ถึง 1 3/8 นิ้ว (2.5 ถึง 3.5 ซ.ม.) เมื่อวัด
ในแนวตั้ง
4. พื้นหลังรูปถ่ายต้องเป็นสีอ่อนเรียบๆ เป็นภาพถ่ายใบหน้าตรงและผู้สมัครมองตรงที่กล้อง

.

.

.

เอาเอกสารวางแผ่ไว้เลยค่ะ
แล้วก็เข้าไปกรอกได้ที่ ► https://ceac.state.gov/genniv/
ค่อยๆอ่าน ค่อยๆกรอกไป ไม่ยากหรอกค่ะ *ยิ้มให้กำลังใจ*
แนะนำว่าให้ทำไปเซฟไป ลำบากนิดหน่อยตอนเซฟ แต่ก็ดีกว่า time out แล้วต้องกรอกใหม่ทั้งหมดเนอะ ^^
(รอบแรกๆก็ยังสนุกอยู่หรอก แต่รอบ 3 นี่ก็เริ่มไม่ไหวละ -*-)

ตอนแรกคิดว่าจะแคปมาทำ how to ทีละหน้าเลย
แต่ว่าพอดีว่าไปเจอ “คู่มือ” ที่ทางสถานฑูตเค้าอำนวยความสะดวกให้
ประกอบกับมีคนทำบลอค how to ขอวีซ่าอเมริกาเยอะไปหมด
ขอละเอาไว้ละกันเนอะ ^^

ส่วนนี่ก็คู่มือที่ว่าค่ะ ► http://thai.bangkok.usembassy.gov/root/pdfs/ds_160_step_by_step_guide_thai.pdf

.

.

.

ข้ามมาเรื่องต่อไปกันเลยดีกว่า… ^^
หลังจากที่กรอกเอกสารที่เรียกว่า D-160 นี่เสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ก็จะได้ใบคอนเฟริ์ม (แสดงให้เห็นทางหน้าจอกับส่งเข้าเมลล์) ให้ปริ๊นออกมา

หน้าที่ต่อจากนั้น ก็คือการไปจองวันสัมภาษณ์วีซ่าค่ะ
พี่ที่เอเจนท์บอกลูลิว่า “ถ้าไม่ได้วันที่ต้องการอย่าเพิ่งจอง วันมันจะแอบโผล่ขึ้นมาเอง”
ลูลิก็เชื่อฟัง นั่งรีเฟรชหน้าจออยู่เป็นอาทิตย์ (ยังไงก็ต้องรอ offer letter จากมหาลัยด้วย เลยไม่รีบ = =)
วันที่ต้องการก็ยังไม่โผล่ เต็มรวดยาวไปถึงเดือนสิงหาโน่น

เอาล่ะสิ = =’ เมื่อวันใกล้เข้ามา วันของเดือนกรกฎาคมก็เต็มไปจนหมด
เปิดมาเจอมันส้มหมดจอนี่กรี๊ดสนั่นอ่ะค่ะ = =’ (สีส้ม=เต็ม)
นาทีนั้นก็เลยตัดสินใจกดจองวันที่เร็วที่สุดไป
นั่นก็คือวันที่ 3 สิงหาคม….
กระชั้นมาก ใกล้มาก ใกล้วันบินเกินไปจริงๆ แต่ไม่รู้ว่าจะทำยังไง T^T

ปรึกษากับทางเอเจนท์ เอเจนท์ก็ยังยืนยันคำเดิมว่ามันจะโผล่ขึ้นมาแบบไม่รู้ตัวจริงๆ
แต่นาทีนี้ ลูลิเสี่ยงไม่ได้แล้วค่ะ
ก็เลยทำใจ เลยตามเลย วันที่ 3 ก็ 3
แต่อยู่บนพื้นฐานเดียวคือ วีซ่าต้องผ่านเท่านั้น!!

วิธีจองก็สุดง่าย (ยากแค่ตรงทำใจ T^T) เหมือนจองตั๋วคอนเสิร์ตยังไงยังงั้น ><
มันจะมีวันที่เป็นปฎิทินให้เลือก พอกดวัน แถบข้างๆก็จะโผล่ขึ้นมาว่ามีเวลาไหนบ้าง
เรากดเลือก ก็เป็นอันเสร็จ!!
ง่ายมากใช่มั๊ยคะ…. แต่พอเราเลือกเสร็จ มันจะมีคำเตือนโผล่ขึ้นมาแดงเถือกให้อกสั่นขวัญแขวนเล่น
ใจความคือ “แน่ใจแล้วนะที่จะบุควันนี้ คุณเปลี่ยนได้ 2 หน
แต่.. เปลี่ยนแล้วก็ไม่แน่ใจว่าจะบุคได้นะ เพราะฉะนั้นก็คิดดีๆก่อนเปลี่ยนด้วย”
จะเตือนหรือจะขู่…. เอาให้แน่ = =’

หลังจากคอนเฟิร์มไปเรียบร้อยแล้ว
ก็จะมีเมลล์ส่งเข้ามายืนยันค่ะ แสดงวันและเวลานัด พร้อมคำเตือนแดงเถือก(อะเกน) ติดมาด้วย

.

.

.

หลังจากที่บุควันได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
สิ่งที่ต้องทำต่อไป ก็คือการไปจ่ายเงินค่าวีซ่าค่ะ

เราสามารถจ่ายเงินค่าวีซ่าได้ที่ไปรษณีย์ทั่วประเทศเลย
เดินไปที่เคาท์เตอร์ บอกพนักงานว่าจ่ายค่าวีซ่าอเมริกา
พนักงานก็จะยื่นใบสีฟ้าๆมาให้ เราก็กรอกซะ แต่ไม่ต้องเขียนจำนวนเงิน

จากนั้นก็เอากลับมายื่นที่เคาท์เตอร์ เค้าก็จะถามว่าวีซ่าอะไร
ก็ตอบไปว่า “F1 ค่ะ” เค้าก็จะประมวลผลเงิน US ตามราคาวีซ่าที่เราเลือก
(กรณีของลูลิ คือ $140 ประมาณ 4พันกว่าบาท)

เสร็จแล้วเค้าก็จะประทับตราไปรษณีย์ลงตรงช่องกลมๆ
แล้วก็แมกซ์ใบเสร็จติดกับใบฟ้านี่ แล้วส่งคืนให้เรา (หลังจากส่งเงินไปแล้วนะ 555+)
ค่าวีซ่าถือเป็นขายขาดนะคะ เปลี่ยนแปลงไม่ได้ แล้วก็ขอคืนไม่ได้
ไม่ว่าวีซ่าจะผ่านหรือไม่ก็ตาม ^^

.

.

.

เอาล่ะ ทีนี้ก็ถือว่าเรียบร้อย สำหรับการเตรียมตัวขอวีซ่าแล้วล่ะค่ะ
ลูลิกลับไปเช็คเอกสารอีกทีดีกว่า ว่ายังเหลืออะไรที่เตรียมไม่เรียบร้อยบ้าง
แล้ววันที่ 3 เป็นยังไง จะมาเล่าให้ฟังใหม่น๊า ><

ขอให้(ตัวเอง)โชคดี ^^
End.

 

 
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 626 other followers