,, 10 เมษายน 2553 (Harajuku → Omotesando → Shibuya )
ถ้าจะให้เปรียบโทริอิหน้าศาลเจ้าเมจิ เป็นประตูไปไหนก็ได้ของโดเรมอนก็คงฟังดูไม่ค่อยเกินจริงซักเท่าไหร่
เพราะแค่ก้าวเท้าพ้นพื้นกรวดลงสู่สะพานคอนกรีต บรรยากาศโดยรอบก็เปลี่ยนแปลงทันทีทันใดเลยล่ะค่ะ
เกือบๆจะมืดแล้ว แต่วัยรุ่นอย่างลูลิ(?) ก็ยังไหวอยู่~ ^^
เอนทรี่นี้ จะไปลุยถนนวัยรุ่นแสนว้าวุ่นที่ตรอกทาเคชิตะ (Takeshita dori)
ถนนเบรนด์เนมสุดเริ่ด โอโมเตะซานโด (Omotesando)
ชอปปิ้งของเล่นวัยใสที่ Kiddy land
กินราเมงสุดอร่อยที่ คิวชูจังการะ
แล้วก็ไปซิ่งกันต่อที่ ชิบุยะ (Shibuya)
โอ้ วัยรุ่นจริงๆ เตรียมพลังขาไว้ให้พร้อมแล้วไปกันเล้ย~
Harajuku station → Takeshita dori → Meiji dori → Omotesando →(JR)→ Shibuya


หลุดออกจากศาลเจ้าเมจิมา ก็ต้องตกอกตกใจกับจำนวนประชากรด้านหน้าสถานีฮาราจุกุ
เหยยย..นี่ได้เวลาออกหากิน เอ้ย ออกชอปปิ้งของเด็กๆเค้าหรืออย่างไร
ทำไมคนเยอะแบบเน๊!!! =[]=
มีทั้งคนกรี๊ดกร๊าดทักทายกัน มีทั้งคนกอดลากัน มีทั้งคนรีบไปหาเพื่อน มีทั้งคนรีบกลับบ้าน
หลายหลายอารมณ์ทีเดียวเชียวล่ะค่ะ
ความฮิตติดลมบนของย่านที่เรียกว่า ฮาราจุกุ / Harajuku / 原宿 นี้ เกิดขึ้นเมื่อปี 1964 ค่ะ
เมื่อมีการจัดการแข่งขันโอลิมปิกขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่น ฮาราจุกุก็ได้พัฒนาตัวเองขึ้นอย่างรวดเร็ว
ย่านฮาราจุกุ เคยเป็นย่านที่ถูกจับจองพื้นที่โดยทหารอเมริกันที่เข้ามาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
แต่ไม่รู้ว่า เป็นเพราะการที่มีความแตกต่างของวัฒนธรรมเข้ามาเป็นจุดเริ่มรึเปล่า…
ที่ทำให้ดีไซน์ของหลายๆสิ่งหลายๆอย่างแถวๆนี้แหวกไปจากของดั้งเดิม
นั่นอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นละมั๊ง ที่ดึงดูดใจให้วัยรุ่นญี่ปุ่นมา Hang out กันแถวๆนี้กันบ่อยๆ
จากกลุ่มเล็กๆ ก็เริ่มใหญ่ขึ้น แล้วเมื่อไหร่ไม่รู้ที่ ฮาราจุกุ กลายเป็นสถานที่ที่เอาไว้ “แสดงออก” ตัวตนที่ไม่ต้องแคร์ใคร!!
พอพูดคำว่า “ฮาราจุกุ” ,, ลูลิว่าเกิน 80% ของนักท่องเที่ยวชาวไทย จะนึกถึงตรอกทาเคชิตะมาก่อนใครเพื่อน
ลูลิเองก็เคยเข้าใจว่า ไอ้ถนนที่คนเดินเยอะๆนั่นน่ะ คือฮาราจุกุ ที่เค้าพูดกัน
แต่จริงๆแล้ว ฮาราจุกุ ไม่ได้มีแค่ ทาเคชิตะโดริ นะคะ
ฮาราจุกุ เป็นชื่อย่าน และ ทาเคชิตะ โดริ เป็นเพียงแค่ส่วนนึงของฮาราจุกุเท่านั้นเอง ^^
แต่อีกภาพนึงที่ทุกคนคงเข้าใจไม่ผิดคือ สีสันจี๊ดจ๊าดของเสื้อผ้าวัยรุ่นญี่ปุ่นเค้าล่ะค่ะ
ทุกครั้งที่ลูลิมาเหยียบฮาราจุกุ ต้องขอจัดเสื้อผ้าให้จี๊ดเข้าว่าไว้ก่อน
ก็แหม… เดี๋ยวเด็กๆมาเรียกป้าล่ะแซ๊ดเลย T^T

อุ๊ยเค้ากอดลากันกลมเลย (นี่ไม่ได้ตั้งใจแอบถ่ายนะ ><)

สถานีฮาราจุกุ

ประชากรรอข้ามถนน
(แล้ว 3 คนทางซ้ายนั่น เพื่อนรักหักเปลี่ยมโหดหรืออย่างไร?!?)

ออกจากสถานีเดินลงเนินไปทางซ้ายมือ ก็จะเป็นทางมุ่งหน้าไป ทาเคชิตะโดริค่ะ

ถึงแล้ววว ทาเคชิตะโดริ ,, แม้แต่ซุ้มทางเข้า ก็ยังขอจี๊ดจ๊าดเอาใจว้ยรุ่นนะหนิ ^^
ทาเคชิตะโดริ / Takeshita dori / 竹下通り เป็นถนนชอปปิ้งที่ชื่อดังสุดๆของย่านฮาราจุกุค่ะ
วัยรุ่นญี่ปุ่นเค้าจะมาเดินชอปปิ้งกันแถวๆนี้ (วัยรุ่นที่ว่านี้คือวัยรุ่น ม.ปลายนะคะ ถึงหน้าจะไม่ค่อยให้ก็เหอะ -*-)
ลูลิเคยคุยกับเพื่อนญี่ปุ่นที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน..
พอเอ่ยถึงฮาราจุกุเท่านั้นแหละ พี่แกถึงกับส่ายหน้า
“ไม่ได้ไปมาตั้งนานแล้วล่ะ นั่นมันที่สำหรับวัยรุ่น รุ่นเราเนี่ยเค้าไม่ไปกันแล้ว!!”
อ๊าววววววววว!!! ฟังคำว่า “รุ่นเรา” แล้วมันเจ็บจี๊ดดดไงก็ไม่รู้แฮะ
ทาเคชิตะโดริ เป็นซอยกว้างไม่มากเท่าไหร่ ยาวแค่ประมาณ 200 เมตรเท่านั้น
แต่ที่ทำให้ถนนเส้นนี้เต็มไปด้วยผู้คนตลอดปีตลอดชาติ ก็คงเพราะว่าจำนวนร้านค้า 2 ข้างทางนี่ล่ะค่ะ
ถ้าหากว่ารู้ตัวว่าเป็นขาช๊อปล่ะก็ เตรียมเงินมาให้พร้อมนะคะ ที่นี่มีทุกอย่างที่ต้องการเลยล่ะ
ตั้งแต่เสื้อผ้าธรรมดาๆ น่ารักๆ หรือจะแนวๆ พังค์ ป๊อบ ร๊อค สก๊อย(?) มีทุกอย่าง!!
ตั้งแต่ราคาตัวละพันเยน ไปจนถึงตัวละ 8-9พันเยน (อะไรก็ไม่เจ็บปวดเท่า ต้องใส่พร้อมกัน 3 ตัวถึงจะน่ารักอีกตะหาก -*-)
เครื่องประดับ ของตกแต่ง มากมายจนเลือกไม่ถูก
ทุกร้าน 2 ข้างทาง จะมี 3-4 ชั้นค่ะ รวมชั้นใต้ดินเข้าไปอีกชั้น ลองนับคร่าวๆดูเอาละกันว่ามีจำนวนร้านทั้งหมดเท่าไหร่กัน

จำนวนประชากรค่ะ ต้องตะแคงตัวเดินตลอดเส้นทาง หุหุ

ร้านเสื้อผ้้าน่ารักมากกกกกกกกกกกกกกกกก อยากได้ทุกตัว แต่พอหมุนป้ายราคาดูนี่กรี๊ดแทบไม่ออก T^T

อย่าคิดว่ามีแต่ของแพง เสื้อผ้าธรรมดาก็มีค่ะ (ไม่กล้าใช้ึำว่าถูก -*-) พันสองพันเยนเอง หุหุ
.
นอกจากเสื้อผ้าเครื่องประดับแล้ว ทาเคชิตะโดริ ก็ยังเต็มไปด้วยร้านอาหาร ร้านขนมสุดอร่อยเต็มไปหมดอีกค่ะ
โดยเฉพาะที่ดังที่ซู๊ดดดด ก็เห็นจะเป็นเครปครีมสดนี่ล่ะค่ะ ที่มากี่ทีก็คนต่อคิวยาวเหยียดไปซะทุกครั้ง
จริงๆแล้วร้านเครปก็มีอยู่หลายร้านนะคะ แต่ว่าที่เห็นคนเยอะทั้งปีทั้งชาติ ก็คงเป็นร้านเครปที่อยู่ตรงทางขึ้น ศาลเจ้า Togo นี่ล่ะค่ะ
ประจันหน้ากันอยู่ 2 ร้าน แต่ก็ไม่ได้แถวสั้นกว่ากันเล้ยยยยยยย
ที่ญี่ปุ่นมีเรื่องที่ลูลิลำบากใจม๊ากมากอยู่เรื่องนึง..
ก็คือ คนที่นี่เค้าไม่เดินทานกันค่ะ ต้องนั่งทานให้เรียบร้อย หมดแล้วค่อยเดินต่อไปได้
โดยเฉพาะที่คนเยอะๆอย่างทาเคชิตะโดริ!!
ทางขึ่นศาลเจ้าโทโก ก็เลยเป็นซอกให้เข้าไปเลือกที่เหมาะๆนั่งทานกันตามอัธยาศัยเลยล่ะค่ะ
เป็นข้อกำหนดที่แสนทรมานใจคนมีเวลาน้อยอย่างลูลิจริงๆค่ะ T^T
เครปอันเดียวจะละเมียดกินก็ไม่ได้ เพราะว่าเค้ารีบไปอ่ะ กลัวฟ้ามืด = =

คราวนี้ลูลิเลือกกินร้านนี้ (เพราะคนขายหล่อ เป็นคำตอบสุดท้าย ><)
ชอกโก้ชีสอร่อยที่สุดเท่าที่ตระเวนกินเครปในญี่ปุ่นมาเลยร้านนี้

มาคราวก่อนกินร้านนี้ค่ะ แต่ตอนนั้นเหมือนรู้สึกว่าไม่ค่อยอร่อยเท่าไหร่ไม่รู่ทำไม
(ไม่เกี่ยวกับที่คนขายเป็นผู้หญิงนะ 55555+)
ไหนๆก็มาขอยืมที่ศาลเจ้านั่งกินเครปอยู่ตั้งนานสองนาน มาพูดถึงศาลเจ้ากันซักหน่อยดีกว่า ^^
ศาลเจ้าโทโก / Togo shrine / 東郷神社 เป็นศาลเจ้าที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติให้กับแม่ทัพโทโก
นักรบที่สามารถนำทัพคว้าชัยชนะในสงครามกับรัสเซียช่วงปี 1904-1905 ได้
ซึ่งชัยชนะครั้งนี้เป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะว่าเป็นชัยชนะครั้งแรกที่กองทัพฝั่งเอเชีย เอาชนะชาวตะวันตกได้ค่ะ (ฮูเร๊~)
แม่ทัพโทโกก็เลยเป็นนักรบคนสำคัญของญี่ปุ่นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ศาลเจ้านี้ก็สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติให้หลังจากที่ท่านเสียชีวิตไปได้ไม่นาน
ด้านในของศาลเจ้า นอกจากจะเป็นที่นั่งกินเครปแล้ว(?) ก็ยังมีสวนที่สวยงาม มีบ่อน้ำ แล้วก็มีตลาดขายของเก่าด้วยค่ะ
ซึ่งลานด้านหน้าศาลเจ้า (ถัดจากที่นั่งกินเครปนิดหนน่อย) ในวันอาทิตย์ที่ 1,4 และ 5 ของเดือน จะมีตลาดนัดด้วย
น่าเสียดายที่ลูลิไปวันเสาร์ตลอด ไม่เคยเจอตลาดนัดที่ว่านี้ซ๊ากกกกที =3=

ศาลเจ้าโทโกค่ะ ซากุระยังบานสวยเชียว นั่งกินเครปอย่างอิ่มเอมใจม๊ากมาก (ถึงจะนั่งข้างถังขยะก็เหอะ -*-)
.
.
นอกจากเสื้อผ้ากับของกิน (อันเป็นสิ่งล่อตาต้องใจของสาวๆ) แล้ว ก็ยังมีอีกอย่างค่ะ ที่สาวก J-pop คงไม่พลาด
นั่นก็คือ แท่น แทน แท๊นนนนนน รูปปาปารัซซี่!!!!!!!~
ไอ้รูปที่ว่านี้ก็คือรูปแอบถ่ายดาราค่ะ ทั้งที่แอบถ่ายในคอนเสิร์ต เจอตามถนน จนกระทั่งดักรอหน้าโรงเรียน!! (แลดูโรคจิตนี๊ดๆ = =’)
รูปศิลปินหลากหลายอิริยาบทที่ไม่ได้เห็นได้ทั่วไปตามทีวี (ยืนเก๊ก หัวเราะ ยิ้ม หาวนอน กินลูกอม แคะขี้มูก(?)) ก็จะได้เห็นในร้านพวกนี้ค่ะ
ไม่รู้ว่ามันถูกกฎหมายมั๊ยเหมือนกัน แต่ก็เปิดขายกันเป็นจริงเป็นจัง
จำไม่ได้แล้วว่าราคาเท่าไหร่ (แบบว่าย้ายมาฝั่งเกาหลีนานแว้ว) แต่เมื่อก่อนก็เคยซื้อมาเหมือนกันนะ ฮ่าๆๆๆๆ
วิธีการสั่งซื้อ ก็แค่จดเบอร์ที่เขียนอยู่บนรูปใส่กระดาษไปยื่นที่เคาเตอร์ จ่ายตัง แล้วก็รับรูปมา แค่นี้ก็เรียบร้อย
ไม่ต้องมีสกิลภาษาใดๆก็สามารถเป็นเจ้าของได้ค่ะ ^^
รูปในร้าน จริงๆก็มีรูปดาราดังๆเยอะค่ะ แต่ที่เยอะเกินหน้าเกินตา ก็คงต้องยกให้เด็กค่าย Johnny’s entertainment เค้าล่ะค่ะ
ต้องยอมรับแหละว่า ไม่มีใครแซงได้จริงๆ (แต่ดงบังชินกินี่ก็ใช่ย่อย หุหุ)

ร้านนี้อยู่ข้างบน เอารูปดารามาล่อตั้งแต่หน้าร้าน ยันบันไดขึ้นร้าน
ไอ้เราก็หลงมัวเมาเดินตามต้อยๆ ><

อีกร้านนึงค่ะ ข้างในร้านจะหน้าตาประมาณนี้แหละ
เหมือนว่าเค้าจะห้ามถ่ายรูปค่ะ แต่ติดไว้เป็นภาษาญี่ปุ่นเค้าอ่านไม่ออกนี่นา ><

เจอกิมจิตีตลาดเข้าไป ,, ดงบังชินกิก็มีที่เป็นผืนเหมือนกันน๊า
.
.
จริงๆแล้วทาเคชิตะโดริ ก็ยังมีอะไรอีกเยอะไปหมดเลยค่ะ
แต่ด้วยความที่แวะแต่เสื้อผ้าและเครื่องประดับ (บ้าชอปปิ้ง ><) ก็เลยเก็บข้อมูลมาได้ไม่ครบทุกที่ (บกพร่องในหน้าที่ แง T^T)
เห็นว่ามีร้านเครื่องดนตรี มีพิพิธภัณฑ์ Rock & Roll ด้วย แต่ลูลิไม่เห็นนะ สงสัยจะมองผ่านไป แหะแหะ
ช่างมันเถอะเน๊าะ >/////<

มนุษย์คอสเพลย์มาชอปปิ้งในไดโซะ (ร้านร้อยเยน) สาขาใหญ่ในฮาราจุกุ

ถึงทางออกแล้วจ้า ปากทางอีกฝั่งจากถนนเมจิ (Meiji dori)
.
.
ออกจากทาเคชิตะโดริ ก็จะมาโผล่ที่เมจิโดริ ถนนที่เชื่อมระหว่า ทาเคชิตะโดริ กับ โอโมเตะซานโต
ถนนเส้นนี้ก็จะเป็นที่ตั้งของร้านเสื้อผ้าวัยรุ่นเต็มไปหมดเลย
แต่ละร้านมีกันเป็นตึก!! ให้เลือกกันไม่หวาดไม่ไหวเลยล่ะค่ะ ^^”

ตึกนี้เป็นร้านขายมือถือ au ค่ะ มีอาราชิ (ที่รัก) เป็นพรีเซนเตอร์ ><
มีโปสเตอร์ขนาดเท่าจริงเต็มร้านเลย ปลื้มมมมม

ร้านเสื้อผ้า ร้านอาหาร

อันนี้ร้าน forever21 ร้านโปรดของลูลิค่ะ
เยอะขนาดนี้ เข้าไปคงหมดตัว = =’

ถ่ายย้อนไปทางทางออกทาเคชิตะโดริ
.
.
เดินมาได้นิดเดียว ก็จะเจอสี่แยกใหญ่ ซึ่งก็คือจุดตัดระหว่างถนนเมจิ กับโอโมเตะซานโดค่ะ
เลี้ยวซ้าย หรือเลี้ยวขวา ก็จะเป็นถนนโอโมเตะซานโดทั้งคู่
ถ้าหากจะไปขึ้นรถไฟที่สถานีโอโมเตะซานโด (ใต้ดิน) เชิญเลี้ยวซ้าย
แต่ถ้าจะเดินกลับสถานีฮาราจุกุ (JR) ก็เลี้ยวขวา..
ของลูลิ ลูลิจะกลับสถานีฮาราจุกุ เพื่อที่จะขึ้น JR Yamanote ไปที่ชิบูยะต่อ
แต่ว่าลูลิเลี้ยวซ้ายยยยย~~~~ ^^
ไม่ได้กวนนะ แต่เพราะว่าจะขอไปแวะซื้อของที่ Kiddy land ก่อนค่ะ
Kiddy land เป็นร้านขายของเล่น / ตุ๊กตา / ของกุ๊กกิ๊กๆ ที่ใหญ่มวากกกกก
มีทั้งหมด 5 ชั้น กันใต้ดินอีก 1
เค้าจะแบ่งโซนเป็นชั้นๆอย่างมีระเบียบค่ะ แต่ก็จำไม่ได้หรอกว่าอะไรอยู่ชั้นไหนบ้าง >///<
จะได้แค่ sanx อยู่ชั้น 5 ค่ะ… เพราะว่าคุณน้องสาว ดิ่งไปหา rirakuma แบบไม่ยอมรอใครเลย
ออกจาก Kiddy land เดินตรงไปอีกหน่อยก็จะเจอร้านคล้ายๆกันแต่ขายของ Disney ด้วยค่ะ
ทางเข้าเป็น Stich ตัวบะเริ่ม น่ารักดี ^^
โอโมเตะซานโด / Omotesando / 表参道 เป็นถนนอีกสายที่ขาชอปพลาดไม่ได้ค่ะ
ถนนสายนี้เป็นถนนคู่ขนานกับทาเคชิตะโดริเด๊ะเลย แต่ว่าวัยรุ่นจี๊ดๆเค้าไม่มาเดินตรงนี้เท่าไหร่นะคะ
ส่วนมากคนที่เดินตรงนี้ ก็จะมีแต่ผู้มีอันจะกิน (หรือไม่ก็พวกพยายามจะมีกิน 555+)
เพราะว่าเส้นนี้ทั้งเส้น เต็มไปด้วยของแบรนด์เนมค่ะ!!
ตึกสูง 2 ข้างทางเต็มไปด้วยร้านขายของราคาแพงลิ่วววว ที่เห็นแล้วขอเดินมองแต่หน้าร้านดีกว่า ><
สิ่งนึงที่ลูลิประทับใจในถนนเส้นนี้ค่ะ คือต้นไม้ใหญ่ (ใหญ่จริงๆ) ที่ปลูกเอาไว้ตลอดแนวถนน (แต่มากี่ทีก็ไม่เคยมีใบซักที)
กับฟุตบาตกว้างสุดๆตลอดแนวนี่ล่ะค่ะ ถ้าประเทศไทยทำฟุตบาตกว้างๆ กับปลูกต้นไม้ใหญ่ๆได้แบบนี้บ้าง ก็คงจะดีเนอะ

โอโมเตะซานโดค่ะ (หัดเรียกตั้งนาน เรียกไม่เคยถูกซักที)

ตึกสวย และขายแต่ของแพง ก็เลยได้แต่เดินดู 555+
จริงๆแล้วโอโมเตะซานโดมีอะไรให้ดูเยอะเลยค่ะ มีตึกสวยๆที่เป็น Landmark ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดัง
มีศูนย์แฟชั่น มี Tower record มี… บลาๆๆๆ เยอะแยะมากมาย (เยอะเกินไป คิดไม่ทัน เครื่องชอตเลย = =’)
แต่ก็ได้แต่เดินดูค่ะ ไม่ได้เข้าซักตึก ก็เลยไม่รู้ว่านี่มันตึกอะไรหนอ ><
ถนนทางเท้ากว้างเส้นนี้ จริงๆแล้วก็ไม่ได้มีเอาไว้แต่เดิน window shopping อย่างเดียวหรอกค่ะ
มาเดินดูคนแต่งตัวสวยๆก็ได้อยู่ เพราะว่าแมวมองญี่ปุ่นเค้าจะมาคว้า(?) คนไปเป็นดารานางแบบก็แถวๆนี้ล่ะค่ะ
เพราะฉะนั้นใครมาเดินแถวนี้ ต้องแต่งตัวดีๆมาน๊า ไม่งั้นล่ะขายขี้หน้าเค้าไม่รู้ด้วยล่ะ ^^

Kiddy land สวรรค์ของเด็กๆ
เพราะว่าคนมาเดินในย่านนี้กันเยอะ การโฆษณาก็เลยอาจจะเกิดขึ้นเยอะหน่อย
แต่ละร้านก็จะมีวิธีโปรโมทแตกต่างกันออกไป
อย่างเช่นการโฆษณาแบบนี้!! ลูลิไปเจอมาเมื่อ 2 ปีที่แล้วค่ะ
เป็นโฆษณาเปิดร้านอะไรซักอย่าง (อ่านไม่ออก = =’)
นั่งกินแฮมเบอร์เกอร์อยู่ตรงร้าน Lotteria (ร้านเบอร์เกอร์สัญาชาติญี่ปุ่น อร่อยมากกกกกก)
อยู่ๆคุณตัวแดงกลุ่มนี้วิ่งเข้ามาใส่วิ่งล้อมวงโหวกเหวกไปตามกระสา
พอเห็นเราตั้งกล้องจะถ่าย เลยรีบแอ๊กท่าให้ถ่ายซะงั้น
รูปนี้นี่คัดมาแล้วนะคะ เพราะดึงเสื้อมาบัง ที่เหลือไม่ผ่านกบว. ติดเรท!!!!!!

ผ่างงงงงงงงง

ไม่ใช่แค่นักท่องเที่ยวที่รุมถ่ายรูปราวกับเห็นของแปลก คนญี่ปุ่นเองก็ว่าแปลก ควักมือถือมาถ่ายรูปเหมือนกั๊น
(จริงๆไม่ได้ตั้งใจถ่ายคนดู แต่เห็นว่าน่ารักดี ก็เลย……. 555+)
.
.
เดินกลับมาตามทาง (หรือเลี้ยวซ้ายที่สี่แยกมะกี๊) ก็จะวนกลับมาถึงสถานีฮาราจุกุค่ะ
แต่ว่าท้องร้องแล้วอ่า… แวะกินราเมงกันหน่อยดีกว่ามั๊ย?
ร้านนี้ลูลิเจอเข้าโดยบังเอิญเมื่อสองปีก่อน แต่ติดใจจนปีนี้ก็ต้องมากินอีกให้ได้!!
ร้านชื่อ “คิวชูจังกะระ“ ค่ะ
อยู่ใกล้ๆกับสถานีฮาราจุกุ ข้ามถนนแล้วเลี้ยวขวามาทางศาลเจ้าเมจิ แล้วก็เลี้ยวซ้ายตามถนนลงไป
ตอนแรกเลือกร้านนี้ เพราะว่าเจอเข้าโดยบังเอิญ หลังจากดั้นด้นมาเดินหาร้าน shop ของ Johnny’s Junior ค่ะ
พอดีเห็นว่ามีชื่อภาษาไทยด้วยก็เลยลองเข้าไปชิม (ปีนี้เค้าแอดวานซ์มีเมนูภาษาไทยแล้วนะ ><)
ตอนกลับมาถึงได้ค้นพบว่าร้านนี้มันดังม๊ากกกกมากกกก
จริงๆแล้วเป็นร้านเล็กๆ มีที่นั่งแค่ไม่ถึง 15 ที่…. แคบสุดๆ!!
ถ้าหากว่ามาหลายคนก็จะต้องรอโต๊ะนาน เพราะว่าโอกาสที่จะลุกติดกันเป็นแผงเนี่ย แทบไม่มีเลย = =’
เค้าจะให้สั่ง + จ่ายเงินตรงประตูทางเข้าค่ะ แล้วก็จะได้รับแผ่นป้ายหมายเลขมา
เอาไปยื่นที่เคาเตอร์ตอนที่เราได้ที่นั่งแล้ว แล้วอาหารก็จะมาเอง ^^
อร่อยมากกกกกกค่ะ ขอให้กินอันที่ฮิตที่สุดของร้าน อร่อยสุดแล้วล่ะ ^^
ไม่เสียดาย 1000 เยน ที่เสียไปเลยจริงๆนะ ปลื้มม~
โอย…. คิดถึงแล้วก็หิวเป็นจริงเป็นจังงงงงงงง~

หน้าร้านค่ะ เป็นชั้นสองของร้านรายเสื้อผ้า (ตอนนี้วง NewS เป็นพรีเซนเตอร์ เลยดึงดูดเข้าไป 55+)

ป้ายชื่อร้าน มีภาษาไทยด้วยยยยยยยยย!!

บรรยากาศภายในร้านค่ะ (พนักงานน่ารัก ><)

น่ากินใช่มั๊ยล่า~
เห็นขนาดชามแล้วจะอึ้งนิดหน่อย มันเยอะมากค่ะ อิ่มไป 3 วัน
(แต่คนญี่ปุ่นกินเยอะมากอ่ะ ผู้หญิงคนข้างๆสั่งเพิ่มเส้น ชอค =[]=)

บ๊ายบายฮาราจุกุจ้า

ข้างในสถานีฮาราจุกุค่ะ เรากำลังจะไปชิบุยะกัน ลงบันไดมาแล้วเลือกชานชลาทางขวาค่ะ (ฝั่งที่ติดกับทาเคชิตะ)
.
.
เพียงแค่สถานีเดียว (2นาที) ยังไม่ทันหายเมื่อยเลย ก็มาถึง ชิบุยะ ซะแล้ว!!
ชิบุยะ / Shibuya / 渋谷区 เป็นศูนย์รวมแฟชั่นของญี่ปุ่นอีกแห่งนึงเลยค่ะ
ที่นี่จะเต็มไปด้วยศูนย์การค้าที่รวมร้านนำแฟชั่นต่างๆเอาไว้มากมาย
ซึ่งความเป็นผู้นำด้านแฟชั่นของย่านนี้ ก็เริ่มมาตั้งแต่เมื่อ 30 ปีที่แล้วแล้วล่ะค่ะ
Shibuya 109 ที่หลายคนคงเคยได้ยินมาบ้างแล้ว ก็เป็น 1 ในห้างสรรพสินค้าหลักของย่านนี้ด้วย
(ไปอ่านประวัติมาเลยเพิ่งรู้ว่าจริงๆ 109 เพี้ยนมาจากคำว่า Tokyo =[]=)
สถานีชิบุยะเป็นสถานีใหญ่มากค่ะ เพราะว่ามีรถไฟใต้ดินมาจอยด้วยค่ะ
เวลาออกจากสถานีชิบุยะให้เลือกออกทางออก Hachiko exit นะคะ
ออกมาก็จะเจอรูปปั้นน้องหมาฮะจิโคนั่งคอยอยู่
หลายคนคงเคยฟังเรื่องเล่าของเจ้าหมาน้อยฮะจิโคกันมาแล้วละมั๊ง ลูลิเล่าให้ฟังแบบย่อๆละกันเนอะ…
Hachikō (ハチ公, November 10, 1923–March 8, 1935)
เจ้าหมาน้อยตัวนี้จะตามมาส่งและมารับเจ้านายจากการทำงานที่สถานีนี้ทุกวัน
จนวันนึง เจ้านายประสบอุบัติเหตุตายไปซะก่อน ก็เลยไม่ได้กลับมาอีก
ฮะจิโค ก็ยังคงมารอรับเจ้านายอยู่ตรงนี้ทุกวันๆ จนมันนอนตายอยู่ตรงนั้น
คนมาเห็นเข้าก็ซึ้งในความซื่อสัตย์จนสร้างอนุเสาวรีย์ให้ (ปาดน้ำตา กระซิกๆ T^T)
เคยมีคนบอกว่าคนที่นี่คงโดนคำสาปของฮะจิโคเข้าไป ตรงนี้ก็เลยเต็มไปด้วยบรรยากาศของการ “รอ”
ถึงจะไม่ได้รอเก้อแบบฮะจิโค แต่ทุกคนตรงนี้ก็ล้วนแล้วแต่กำลังรอทั้งนั้น ^^

รูปปั้นหมาน้อยผู้ซื่อสัตย์ “ฮะจิโค”
จริงๆแล้วชิบุยะมีที่ให้เดินเยอะมากๆค่ะ เดินเป็น loop ได้ไกลมากๆ
แต่ก็อีกแหละนักท่องเที่ยวส่วนมาก มาชิบุยะก็จะมาเยี่ยมเจ้าฮะจิโค เดินข้ามถนน 5 แยก
แล้วก็เข้าไปมุดเข้ามุดออกตึกรอบๆแยกเท่านั้นเอง
ลูลิก็เหมือนกันค่ะ มาครั้งนี้ ลูลิได้มีโอกาสแค่ เดินดูคนแถวๆรูปปั้นฮะจิโค
แล้วก็เดินดูของตึก 109 และ 109-2 เท่านั้นเอง
(ก็แบบว่านั่งเครื่องมายังไม่ได้พัก เลยหมดแรง T^T แรงจะยกกล้องมาถ่ายรูปยังไม่มีเลยค่ะ 555+)
ย่านนี้ไม่มีอะไรจะเล่าค่ะ นอกจากไม่ว่าจะมากลางวัน หรือกลางคืนคนก็เยอะมากกกกกกกเสมอ
ก็หลายทุ่มแล้ว ฝนก็โปรยนิดๆ แต่คนก็ยังออกมาเดินท้าลมท้าฝนกันไม่หวาดไม่ไหวเลยค่ะ

ออกจากสถานีด้านทางออกฮะจิโค ก็จะเจอ 5 แยกที่เห็นในหนังบ่อยๆ
เห็นเขียวๆตรงชั้น 2 ตึกข้างหน้ามั๊ยคะ เค้าไปนั่งชมวิวกันตรงนั้นแหละค่ะ

ครั้งก่อนขึ้นไปนั่งชมวิวมาแว้ว ^^ จิบกาแฟเคล้าน้ำตา (ก็มันแพงอ่าาาา ฮือออออ)

เวลาคนข้ามเยอะๆ สนุกดีค่ะ รู้สึกเหมือนกำลังนั่งดูหนังอยู่
ตึกสถานีด้านหลังก็เป็นที่แปะป้ายโฆษณาชั้นดี (ใครก็ต้องมองนี่นะ)
ปีนั้น (2008) โกคุเซน3 กำลังจะฉาย เลยขึ้นป้ายเบ้อเริ่มเลย ^^

ส่วนของปีนี้ (2010) มีละครโอจัง แล้วก็รายการใหม่ของอาราชิขึ้นแท่น อิอิ ^^

มองไปทางแยกฝั่ง Shibuya109 ค่ะ (แต่ภาพคาเมะเอวต่ำเตะตากว่าชิมิ ^^)

มองมาอีกแยกนึง ไม่ว่าแยกไหนก็คนเยอะทั้งนั้นนนนน

ส่วนอันนี้ก็อีกแยกค่ะ ด้านซ้ายสุดคือ Shibuya109-2
ข้างใน Shibuya109 เป็นยังไง ขอโทษที่ไม่ได้ถ่ายรูปมาให้ดูนะคะ (หมดแรงแล้วจริงๆ)
ถ้าจะให้เทียบ ก็คล้ายๆกับโบนันซ่าล่ะค่ะ แต่ว่าร้านเค้าเป็นสัดเป็นส่วนมากกว่า (ห้องใหญ่ราวๆใต้ลิโด้)
ชั้นนึงก็ไม่กว้างเท่าไหร่ เดินวนรอบบันไดเลื่อนก็หมดชั้นแล้ว แต่มีเป็นสิบชั้นค่ะ
ส่วน Shibuya109-2 เล็กกว่าคนน้อยกว่า ขายของไม่ฟู่ฟ่าเท่า 109 ค่ะ ^^
โอยเอาเป็นว่าวันนี้ขอกลับโรงแรมชาร์ตพลังก่อนก็แล้วกัน
พรุ่งนี้จะได้เริ่มวันใหม่ซะที วัยรุ่นหมดแรง >< เอาไว้แก้ตัวใหม่เอนทรี่หน้านะจ๊ะ
พรุ่งนี้จะไปอาซากุสะ ไปอากิฮาบาระ แล้วก็ชินจุกุ (ยังคงเหนื่อยไม่ใช่เล่นเหมือนเคย)
วันนี้ลาก่อนละค่า ,, มินนะซัง ซาโยนาระ~~
To be contunue..
ปล.แวะมาดูแล้วทิ้งคอมเม้นให้เค้าด้วยเซ่!! (จะได้ไปจิกคนที่ยังไม่อ่านได้ถูกคน 555+)





































Recent Comments