Follow my soul ,, ♥

เขียนไปเท่าที่ใจอยาก

► Nippon’10 Day02-4 :: วัยรุ่นขอวุ่นด้วยคน.. ชิบุยะ-ฮาราจุกุ-โอโมเตะซานโต May 3, 2010

,, 10 เมษายน 2553 (Harajuku → Omotesando → Shibuya )

ถ้าจะให้เปรียบโทริอิหน้าศาลเจ้าเมจิ เป็นประตูไปไหนก็ได้ของโดเรมอนก็คงฟังดูไม่ค่อยเกินจริงซักเท่าไหร่
เพราะแค่ก้าวเท้าพ้นพื้นกรวดลงสู่สะพานคอนกรีต บรรยากาศโดยรอบก็เปลี่ยนแปลงทันทีทันใดเลยล่ะค่ะ
เกือบๆจะมืดแล้ว แต่วัยรุ่นอย่างลูลิ(?) ก็ยังไหวอยู่~ ^^
เอนทรี่นี้ จะไปลุยถนนวัยรุ่นแสนว้าวุ่นที่ตรอกทาเคชิตะ (Takeshita dori)
ถนนเบรนด์เนมสุดเริ่ด อโมเตะซานโด (Omotesando)
ชอปปิ้งของเล่นวัยใสที่ Kiddy land
กินราเมงสุดอร่อยที่ คิวชูจังการะ
แล้วก็ไปซิ่งกันต่อที่ ชิบุยะ (Shibuya)
โอ้ วัยรุ่นจริงๆ เตรียมพลังขาไว้ให้พร้อมแล้วไปกันเล้ย~

Harajuku station → Takeshita dori → Meiji dori → Omotesando →(JR)→ Shibuya




หลุดออกจากศาลเจ้าเมจิมา ก็ต้องตกอกตกใจกับจำนวนประชากรด้านหน้าสถานีฮาราจุกุ
เหยยย..นี่ได้เวลาออกหากิน เอ้ย ออกชอปปิ้งของเด็กๆเค้าหรืออย่างไร
ทำไมคนเยอะแบบเน๊!!! =[]=

มีทั้งคนกรี๊ดกร๊าดทักทายกัน มีทั้งคนกอดลากัน มีทั้งคนรีบไปหาเพื่อน มีทั้งคนรีบกลับบ้าน
หลายหลายอารมณ์ทีเดียวเชียวล่ะค่ะ

ความฮิตติดลมบนของย่านที่เรียกว่า ฮาราจุกุ / Harajuku / 原宿 นี้ เกิดขึ้นเมื่อปี 1964 ค่ะ
เมื่อมีการจัดการแข่งขันโอลิมปิกขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่น ฮาราจุกุก็ได้พัฒนาตัวเองขึ้นอย่างรวดเร็ว
ย่านฮาราจุกุ เคยเป็นย่านที่ถูกจับจองพื้นที่โดยทหารอเมริกันที่เข้ามาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
แต่ไม่รู้ว่า เป็นเพราะการที่มีความแตกต่างของวัฒนธรรมเข้ามาเป็นจุดเริ่มรึเปล่า…
ที่ทำให้ดีไซน์ของหลายๆสิ่งหลายๆอย่างแถวๆนี้แหวกไปจากของดั้งเดิม
นั่นอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นละมั๊ง ที่ดึงดูดใจให้วัยรุ่นญี่ปุ่นมา Hang out กันแถวๆนี้กันบ่อยๆ
จากกลุ่มเล็กๆ ก็เริ่มใหญ่ขึ้น แล้วเมื่อไหร่ไม่รู้ที่ ฮาราจุกุ กลายเป็นสถานที่ที่เอาไว้ “แสดงออก” ตัวตนที่ไม่ต้องแคร์ใคร!!

พอพูดคำว่า “ฮาราจุกุ” ,, ลูลิว่าเกิน 80% ของนักท่องเที่ยวชาวไทย จะนึกถึงตรอกทาเคชิตะมาก่อนใครเพื่อน
ลูลิเองก็เคยเข้าใจว่า ไอ้ถนนที่คนเดินเยอะๆนั่นน่ะ คือฮาราจุกุ ที่เค้าพูดกัน
แต่จริงๆแล้ว ฮาราจุกุ ไม่ได้มีแค่ ทาเคชิตะโดริ นะคะ
ฮาราจุกุ เป็นชื่อย่าน และ ทาเคชิตะ โดริ เป็นเพียงแค่ส่วนนึงของฮาราจุกุเท่านั้นเอง ^^

แต่อีกภาพนึงที่ทุกคนคงเข้าใจไม่ผิดคือ สีสันจี๊ดจ๊าดของเสื้อผ้าวัยรุ่นญี่ปุ่นเค้าล่ะค่ะ
ทุกครั้งที่ลูลิมาเหยียบฮาราจุกุ ต้องขอจัดเสื้อผ้าให้จี๊ดเข้าว่าไว้ก่อน
ก็แหม… เดี๋ยวเด็กๆมาเรียกป้าล่ะแซ๊ดเลย T^T


อุ๊ยเค้ากอดลากันกลมเลย (นี่ไม่ได้ตั้งใจแอบถ่ายนะ ><)


สถานีฮาราจุกุ


ประชากรรอข้ามถนน
(แล้ว 3 คนทางซ้ายนั่น เพื่อนรักหักเปลี่ยมโหดหรืออย่างไร?!?)


ออกจากสถานีเดินลงเนินไปทางซ้ายมือ ก็จะเป็นทางมุ่งหน้าไป ทาเคชิตะโดริค่ะ


ถึงแล้ววว ทาเคชิตะโดริ ,, แม้แต่ซุ้มทางเข้า ก็ยังขอจี๊ดจ๊าดเอาใจว้ยรุ่นนะหนิ ^^

ทาเคชิตะโดริ / Takeshita dori / 竹下通り เป็นถนนชอปปิ้งที่ชื่อดังสุดๆของย่านฮาราจุกุค่ะ
วัยรุ่นญี่ปุ่นเค้าจะมาเดินชอปปิ้งกันแถวๆนี้ (วัยรุ่นที่ว่านี้คือวัยรุ่น ม.ปลายนะคะ ถึงหน้าจะไม่ค่อยให้ก็เหอะ -*-)
ลูลิเคยคุยกับเพื่อนญี่ปุ่นที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน..
พอเอ่ยถึงฮาราจุกุเท่านั้นแหละ พี่แกถึงกับส่ายหน้า
“ไม่ได้ไปมาตั้งนานแล้วล่ะ นั่นมันที่สำหรับวัยรุ่น รุ่นเราเนี่ยเค้าไม่ไปกันแล้ว!!”
อ๊าววววววววว!!! ฟังคำว่า “รุ่นเรา” แล้วมันเจ็บจี๊ดดดไงก็ไม่รู้แฮะ

ทาเคชิตะโดริ เป็นซอยกว้างไม่มากเท่าไหร่ ยาวแค่ประมาณ 200 เมตรเท่านั้น
แต่ที่ทำให้ถนนเส้นนี้เต็มไปด้วยผู้คนตลอดปีตลอดชาติ ก็คงเพราะว่าจำนวนร้านค้า 2 ข้างทางนี่ล่ะค่ะ
ถ้าหากว่ารู้ตัวว่าเป็นขาช๊อปล่ะก็ เตรียมเงินมาให้พร้อมนะคะ ที่นี่มีทุกอย่างที่ต้องการเลยล่ะ
ตั้งแต่เสื้อผ้าธรรมดาๆ น่ารักๆ หรือจะแนวๆ พังค์ ป๊อบ ร๊อค สก๊อย(?) มีทุกอย่าง!!
ตั้งแต่ราคาตัวละพันเยน ไปจนถึงตัวละ 8-9พันเยน (อะไรก็ไม่เจ็บปวดเท่า ต้องใส่พร้อมกัน 3 ตัวถึงจะน่ารักอีกตะหาก -*-)
เครื่องประดับ ของตกแต่ง มากมายจนเลือกไม่ถูก
ทุกร้าน 2 ข้างทาง จะมี 3-4 ชั้นค่ะ รวมชั้นใต้ดินเข้าไปอีกชั้น ลองนับคร่าวๆดูเอาละกันว่ามีจำนวนร้านทั้งหมดเท่าไหร่กัน


จำนวนประชากรค่ะ ต้องตะแคงตัวเดินตลอดเส้นทาง หุหุ


ร้านเสื้อผ้้าน่ารักมากกกกกกกกกกกกกกกกก อยากได้ทุกตัว แต่พอหมุนป้ายราคาดูนี่กรี๊ดแทบไม่ออก T^T


อย่าคิดว่ามีแต่ของแพง เสื้อผ้าธรรมดาก็มีค่ะ (ไม่กล้าใช้ึำว่าถูก -*-) พันสองพันเยนเอง หุหุ


.


นอกจากเสื้อผ้าเครื่องประดับแล้ว ทาเคชิตะโดริ ก็ยังเต็มไปด้วยร้านอาหาร ร้านขนมสุดอร่อยเต็มไปหมดอีกค่ะ
โดยเฉพาะที่ดังที่ซู๊ดดดด ก็เห็นจะเป็นเครปครีมสดนี่ล่ะค่ะ ที่มากี่ทีก็คนต่อคิวยาวเหยียดไปซะทุกครั้ง
จริงๆแล้วร้านเครปก็มีอยู่หลายร้านนะคะ แต่ว่าที่เห็นคนเยอะทั้งปีทั้งชาติ ก็คงเป็นร้านเครปที่อยู่ตรงทางขึ้น ศาลเจ้า Togo นี่ล่ะค่ะ
ประจันหน้ากันอยู่ 2 ร้าน แต่ก็ไม่ได้แถวสั้นกว่ากันเล้ยยยยยยย

ที่ญี่ปุ่นมีเรื่องที่ลูลิลำบากใจม๊ากมากอยู่เรื่องนึง..
ก็คือ คนที่นี่เค้าไม่เดินทานกันค่ะ ต้องนั่งทานให้เรียบร้อย หมดแล้วค่อยเดินต่อไปได้
โดยเฉพาะที่คนเยอะๆอย่างทาเคชิตะโดริ!!
ทางขึ่นศาลเจ้าโทโก ก็เลยเป็นซอกให้เข้าไปเลือกที่เหมาะๆนั่งทานกันตามอัธยาศัยเลยล่ะค่ะ
เป็นข้อกำหนดที่แสนทรมานใจคนมีเวลาน้อยอย่างลูลิจริงๆค่ะ T^T
เครปอันเดียวจะละเมียดกินก็ไม่ได้ เพราะว่าเค้ารีบไปอ่ะ กลัวฟ้ามืด = =


คราวนี้ลูลิเลือกกินร้านนี้ (เพราะคนขายหล่อ เป็นคำตอบสุดท้าย ><)
ชอกโก้ชีสอร่อยที่สุดเท่าที่ตระเวนกินเครปในญี่ปุ่นมาเลยร้านนี้


มาคราวก่อนกินร้านนี้ค่ะ แต่ตอนนั้นเหมือนรู้สึกว่าไม่ค่อยอร่อยเท่าไหร่ไม่รู่ทำไม
(ไม่เกี่ยวกับที่คนขายเป็นผู้หญิงนะ 55555+)

ไหนๆก็มาขอยืมที่ศาลเจ้านั่งกินเครปอยู่ตั้งนานสองนาน มาพูดถึงศาลเจ้ากันซักหน่อยดีกว่า ^^
ศาลเจ้าโทโก / Togo shrine / 東郷神社 เป็นศาลเจ้าที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติให้กับแม่ทัพโทโก
นักรบที่สามารถนำทัพคว้าชัยชนะในสงครามกับรัสเซียช่วงปี 1904-1905 ได้
ซึ่งชัยชนะครั้งนี้เป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะว่าเป็นชัยชนะครั้งแรกที่กองทัพฝั่งเอเชีย เอาชนะชาวตะวันตกได้ค่ะ (ฮูเร๊~)
แม่ทัพโทโกก็เลยเป็นนักรบคนสำคัญของญี่ปุ่นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ศาลเจ้านี้ก็สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติให้หลังจากที่ท่านเสียชีวิตไปได้ไม่นาน

ด้านในของศาลเจ้า นอกจากจะเป็นที่นั่งกินเครปแล้ว(?) ก็ยังมีสวนที่สวยงาม มีบ่อน้ำ แล้วก็มีตลาดขายของเก่าด้วยค่ะ
ซึ่งลานด้านหน้าศาลเจ้า (ถัดจากที่นั่งกินเครปนิดหนน่อย) ในวันอาทิตย์ที่ 1,4 และ 5 ของเดือน จะมีตลาดนัดด้วย
น่าเสียดายที่ลูลิไปวันเสาร์ตลอด ไม่เคยเจอตลาดนัดที่ว่านี้ซ๊ากกกกที =3=


ศาลเจ้าโทโกค่ะ ซากุระยังบานสวยเชียว นั่งกินเครปอย่างอิ่มเอมใจม๊ากมาก (ถึงจะนั่งข้างถังขยะก็เหอะ -*-)

.


.

นอกจากเสื้อผ้ากับของกิน (อันเป็นสิ่งล่อตาต้องใจของสาวๆ) แล้ว ก็ยังมีอีกอย่างค่ะ ที่สาวก J-pop คงไม่พลาด
นั่นก็คือ แท่น แทน แท๊นนนนนน รูปปาปารัซซี่!!!!!!!~
ไอ้รูปที่ว่านี้ก็คือรูปแอบถ่ายดาราค่ะ ทั้งที่แอบถ่ายในคอนเสิร์ต เจอตามถนน จนกระทั่งดักรอหน้าโรงเรียน!! (แลดูโรคจิตนี๊ดๆ = =’)
รูปศิลปินหลากหลายอิริยาบทที่ไม่ได้เห็นได้ทั่วไปตามทีวี (ยืนเก๊ก หัวเราะ ยิ้ม หาวนอน กินลูกอม แคะขี้มูก(?)) ก็จะได้เห็นในร้านพวกนี้ค่ะ
ไม่รู้ว่ามันถูกกฎหมายมั๊ยเหมือนกัน แต่ก็เปิดขายกันเป็นจริงเป็นจัง
จำไม่ได้แล้วว่าราคาเท่าไหร่ (แบบว่าย้ายมาฝั่งเกาหลีนานแว้ว) แต่เมื่อก่อนก็เคยซื้อมาเหมือนกันนะ ฮ่าๆๆๆๆ

วิธีการสั่งซื้อ ก็แค่จดเบอร์ที่เขียนอยู่บนรูปใส่กระดาษไปยื่นที่เคาเตอร์ จ่ายตัง แล้วก็รับรูปมา แค่นี้ก็เรียบร้อย
ไม่ต้องมีสกิลภาษาใดๆก็สามารถเป็นเจ้าของได้ค่ะ ^^
รูปในร้าน จริงๆก็มีรูปดาราดังๆเยอะค่ะ แต่ที่เยอะเกินหน้าเกินตา ก็คงต้องยกให้เด็กค่าย Johnny’s entertainment เค้าล่ะค่ะ
ต้องยอมรับแหละว่า ไม่มีใครแซงได้จริงๆ (แต่ดงบังชินกินี่ก็ใช่ย่อย หุหุ)


ร้านนี้อยู่ข้างบน เอารูปดารามาล่อตั้งแต่หน้าร้าน ยันบันไดขึ้นร้าน
ไอ้เราก็หลงมัวเมาเดินตามต้อยๆ ><


อีกร้านนึงค่ะ ข้างในร้านจะหน้าตาประมาณนี้แหละ
เหมือนว่าเค้าจะห้ามถ่ายรูปค่ะ แต่ติดไว้เป็นภาษาญี่ปุ่นเค้าอ่านไม่ออกนี่นา ><


เจอกิมจิตีตลาดเข้าไป ,, ดงบังชินกิก็มีที่เป็นผืนเหมือนกันน๊า

.


.

จริงๆแล้วทาเคชิตะโดริ ก็ยังมีอะไรอีกเยอะไปหมดเลยค่ะ
แต่ด้วยความที่แวะแต่เสื้อผ้าและเครื่องประดับ (บ้าชอปปิ้ง ><) ก็เลยเก็บข้อมูลมาได้ไม่ครบทุกที่ (บกพร่องในหน้าที่ แง T^T)
เห็นว่ามีร้านเครื่องดนตรี มีพิพิธภัณฑ์ Rock & Roll ด้วย แต่ลูลิไม่เห็นนะ สงสัยจะมองผ่านไป แหะแหะ
ช่างมันเถอะเน๊าะ >/////<


มนุษย์คอสเพลย์มาชอปปิ้งในไดโซะ (ร้านร้อยเยน) สาขาใหญ่ในฮาราจุกุ


ถึงทางออกแล้วจ้า ปากทางอีกฝั่งจากถนนเมจิ (Meiji dori)


.

.

ออกจากทาเคชิตะโดริ ก็จะมาโผล่ที่เมจิโดริ ถนนที่เชื่อมระหว่า ทาเคชิตะโดริ กับ โอโมเตะซานโต
ถนนเส้นนี้ก็จะเป็นที่ตั้งของร้านเสื้อผ้าวัยรุ่นเต็มไปหมดเลย
แต่ละร้านมีกันเป็นตึก!! ให้เลือกกันไม่หวาดไม่ไหวเลยล่ะค่ะ ^^”

ตึกนี้เป็นร้านขายมือถือ au ค่ะ มีอาราชิ (ที่รัก) เป็นพรีเซนเตอร์ ><
มีโปสเตอร์ขนาดเท่าจริงเต็มร้านเลย ปลื้มมมมม


ร้านเสื้อผ้า ร้านอาหาร


อันนี้ร้าน forever21 ร้านโปรดของลูลิค่ะ
เยอะขนาดนี้ เข้าไปคงหมดตัว = =’


ถ่ายย้อนไปทางทางออกทาเคชิตะโดริ

.

.

เดินมาได้นิดเดียว ก็จะเจอสี่แยกใหญ่ ซึ่งก็คือจุดตัดระหว่างถนนเมจิ กับโอโมเตะซานโดค่ะ
เลี้ยวซ้าย หรือเลี้ยวขวา ก็จะเป็นถนนโอโมเตะซานโดทั้งคู่
ถ้าหากจะไปขึ้นรถไฟที่สถานีโอโมเตะซานโด (ใต้ดิน) เชิญเลี้ยวซ้าย
แต่ถ้าจะเดินกลับสถานีฮาราจุกุ (JR) ก็เลี้ยวขวา..

ของลูลิ ลูลิจะกลับสถานีฮาราจุกุ เพื่อที่จะขึ้น JR Yamanote ไปที่ชิบูยะต่อ
แต่ว่าลูลิเลี้ยวซ้ายยยยย~~~~ ^^
ไม่ได้กวนนะ แต่เพราะว่าจะขอไปแวะซื้อของที่ Kiddy land ก่อนค่ะ
Kiddy land เป็นร้านขายของเล่น / ตุ๊กตา / ของกุ๊กกิ๊กๆ ที่ใหญ่มวากกกกก
มีทั้งหมด 5 ชั้น กันใต้ดินอีก 1
เค้าจะแบ่งโซนเป็นชั้นๆอย่างมีระเบียบค่ะ แต่ก็จำไม่ได้หรอกว่าอะไรอยู่ชั้นไหนบ้าง >///<
จะได้แค่ sanx อยู่ชั้น 5 ค่ะ… เพราะว่าคุณน้องสาว ดิ่งไปหา rirakuma แบบไม่ยอมรอใครเลย

ออกจาก Kiddy land  เดินตรงไปอีกหน่อยก็จะเจอร้านคล้ายๆกันแต่ขายของ Disney ด้วยค่ะ
ทางเข้าเป็น Stich ตัวบะเริ่ม น่ารักดี ^^

โอโมเตะซานโด / Omotesando / 表参道 เป็นถนนอีกสายที่ขาชอปพลาดไม่ได้ค่ะ
ถนนสายนี้เป็นถนนคู่ขนานกับทาเคชิตะโดริเด๊ะเลย แต่ว่าวัยรุ่นจี๊ดๆเค้าไม่มาเดินตรงนี้เท่าไหร่นะคะ
ส่วนมากคนที่เดินตรงนี้ ก็จะมีแต่ผู้มีอันจะกิน (หรือไม่ก็พวกพยายามจะมีกิน 555+)
เพราะว่าเส้นนี้ทั้งเส้น เต็มไปด้วยของแบรนด์เนมค่ะ!!
ตึกสูง 2 ข้างทางเต็มไปด้วยร้านขายของราคาแพงลิ่วววว ที่เห็นแล้วขอเดินมองแต่หน้าร้านดีกว่า ><
สิ่งนึงที่ลูลิประทับใจในถนนเส้นนี้ค่ะ คือต้นไม้ใหญ่ (ใหญ่จริงๆ) ที่ปลูกเอาไว้ตลอดแนวถนน (แต่มากี่ทีก็ไม่เคยมีใบซักที)
กับฟุตบาตกว้างสุดๆตลอดแนวนี่ล่ะค่ะ ถ้าประเทศไทยทำฟุตบาตกว้างๆ กับปลูกต้นไม้ใหญ่ๆได้แบบนี้บ้าง ก็คงจะดีเนอะ


โอโมเตะซานโดค่ะ (หัดเรียกตั้งนาน เรียกไม่เคยถูกซักที)


ตึกสวย และขายแต่ของแพง ก็เลยได้แต่เดินดู 555+

จริงๆแล้วโอโมเตะซานโดมีอะไรให้ดูเยอะเลยค่ะ มีตึกสวยๆที่เป็น Landmark ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดัง
มีศูนย์แฟชั่น มี Tower record มี… บลาๆๆๆ เยอะแยะมากมาย (เยอะเกินไป คิดไม่ทัน เครื่องชอตเลย = =’)
แต่ก็ได้แต่เดินดูค่ะ ไม่ได้เข้าซักตึก ก็เลยไม่รู้ว่านี่มันตึกอะไรหนอ ><

ถนนทางเท้ากว้างเส้นนี้ จริงๆแล้วก็ไม่ได้มีเอาไว้แต่เดิน window shopping อย่างเดียวหรอกค่ะ
มาเดินดูคนแต่งตัวสวยๆก็ได้อยู่ เพราะว่าแมวมองญี่ปุ่นเค้าจะมาคว้า(?) คนไปเป็นดารานางแบบก็แถวๆนี้ล่ะค่ะ
เพราะฉะนั้นใครมาเดินแถวนี้ ต้องแต่งตัวดีๆมาน๊า ไม่งั้นล่ะขายขี้หน้าเค้าไม่รู้ด้วยล่ะ ^^


Kiddy land สวรรค์ของเด็กๆ

เพราะว่าคนมาเดินในย่านนี้กันเยอะ การโฆษณาก็เลยอาจจะเกิดขึ้นเยอะหน่อย
แต่ละร้านก็จะมีวิธีโปรโมทแตกต่างกันออกไป
อย่างเช่นการโฆษณาแบบนี้!! ลูลิไปเจอมาเมื่อ 2 ปีที่แล้วค่ะ
เป็นโฆษณาเปิดร้านอะไรซักอย่าง (อ่านไม่ออก = =’)

นั่งกินแฮมเบอร์เกอร์อยู่ตรงร้าน Lotteria (ร้านเบอร์เกอร์สัญาชาติญี่ปุ่น อร่อยมากกกกกก)
อยู่ๆคุณตัวแดงกลุ่มนี้วิ่งเข้ามาใส่วิ่งล้อมวงโหวกเหวกไปตามกระสา
พอเห็นเราตั้งกล้องจะถ่าย เลยรีบแอ๊กท่าให้ถ่ายซะงั้น
รูปนี้นี่คัดมาแล้วนะคะ เพราะดึงเสื้อมาบัง ที่เหลือไม่ผ่านกบว. ติดเรท!!!!!!


ผ่างงงงงงงงง


ไม่ใช่แค่นักท่องเที่ยวที่รุมถ่ายรูปราวกับเห็นของแปลก คนญี่ปุ่นเองก็ว่าแปลก ควักมือถือมาถ่ายรูปเหมือนกั๊น
(จริงๆไม่ได้ตั้งใจถ่ายคนดู แต่เห็นว่าน่ารักดี ก็เลย……. 555+)

.


.

เดินกลับมาตามทาง (หรือเลี้ยวซ้ายที่สี่แยกมะกี๊) ก็จะวนกลับมาถึงสถานีฮาราจุกุค่ะ
แต่ว่าท้องร้องแล้วอ่า… แวะกินราเมงกันหน่อยดีกว่ามั๊ย?

ร้านนี้ลูลิเจอเข้าโดยบังเอิญเมื่อสองปีก่อน แต่ติดใจจนปีนี้ก็ต้องมากินอีกให้ได้!!
ร้านชื่อ “คิวชูจังกะระ ค่ะ
อยู่ใกล้ๆกับสถานีฮาราจุกุ ข้ามถนนแล้วเลี้ยวขวามาทางศาลเจ้าเมจิ แล้วก็เลี้ยวซ้ายตามถนนลงไป
ตอนแรกเลือกร้านนี้ เพราะว่าเจอเข้าโดยบังเอิญ หลังจากดั้นด้นมาเดินหาร้าน shop ของ Johnny’s Junior ค่ะ
พอดีเห็นว่ามีชื่อภาษาไทยด้วยก็เลยลองเข้าไปชิม (ปีนี้เค้าแอดวานซ์มีเมนูภาษาไทยแล้วนะ ><)
ตอนกลับมาถึงได้ค้นพบว่าร้านนี้มันดังม๊ากกกกมากกกก

จริงๆแล้วเป็นร้านเล็กๆ มีที่นั่งแค่ไม่ถึง 15 ที่…. แคบสุดๆ!!
ถ้าหากว่ามาหลายคนก็จะต้องรอโต๊ะนาน เพราะว่าโอกาสที่จะลุกติดกันเป็นแผงเนี่ย แทบไม่มีเลย = =’
เค้าจะให้สั่ง + จ่ายเงินตรงประตูทางเข้าค่ะ แล้วก็จะได้รับแผ่นป้ายหมายเลขมา
เอาไปยื่นที่เคาเตอร์ตอนที่เราได้ที่นั่งแล้ว แล้วอาหารก็จะมาเอง ^^

อร่อยมากกกกกกค่ะ ขอให้กินอันที่ฮิตที่สุดของร้าน อร่อยสุดแล้วล่ะ ^^
ไม่เสียดาย 1000 เยน ที่เสียไปเลยจริงๆนะ ปลื้มม~
โอย…. คิดถึงแล้วก็หิวเป็นจริงเป็นจังงงงงงงง~


หน้าร้านค่ะ เป็นชั้นสองของร้านรายเสื้อผ้า (ตอนนี้วง NewS เป็นพรีเซนเตอร์ เลยดึงดูดเข้าไป 55+)


ป้ายชื่อร้าน มีภาษาไทยด้วยยยยยยยยย!!


บรรยากาศภายในร้านค่ะ (พนักงานน่ารัก ><)


น่ากินใช่มั๊ยล่า~
เห็นขนาดชามแล้วจะอึ้งนิดหน่อย มันเยอะมากค่ะ อิ่มไป 3 วัน
(แต่คนญี่ปุ่นกินเยอะมากอ่ะ ผู้หญิงคนข้างๆสั่งเพิ่มเส้น ชอค =[]=)


บ๊ายบายฮาราจุกุจ้า


ข้างในสถานีฮาราจุกุค่ะ เรากำลังจะไปชิบุยะกัน ลงบันไดมาแล้วเลือกชานชลาทางขวาค่ะ (ฝั่งที่ติดกับทาเคชิตะ)

.

.
เพียงแค่สถานีเดียว (2นาที) ยังไม่ทันหายเมื่อยเลย ก็มาถึง ชิบุยะ ซะแล้ว!!
ชิบุยะ / Shibuya / 渋谷区 เป็นศูนย์รวมแฟชั่นของญี่ปุ่นอีกแห่งนึงเลยค่ะ
ที่นี่จะเต็มไปด้วยศูนย์การค้าที่รวมร้านนำแฟชั่นต่างๆเอาไว้มากมาย
ซึ่งความเป็นผู้นำด้านแฟชั่นของย่านนี้ ก็เริ่มมาตั้งแต่เมื่อ 30 ปีที่แล้วแล้วล่ะค่ะ
Shibuya 109 ที่หลายคนคงเคยได้ยินมาบ้างแล้ว ก็เป็น 1 ในห้างสรรพสินค้าหลักของย่านนี้ด้วย
(ไปอ่านประวัติมาเลยเพิ่งรู้ว่าจริงๆ 109 เพี้ยนมาจากคำว่า Tokyo =[]=)

สถานีชิบุยะเป็นสถานีใหญ่มากค่ะ เพราะว่ามีรถไฟใต้ดินมาจอยด้วยค่ะ
เวลาออกจากสถานีชิบุยะให้เลือกออกทางออก Hachiko exit นะคะ
ออกมาก็จะเจอรูปปั้นน้องหมาฮะจิโคนั่งคอยอยู่

หลายคนคงเคยฟังเรื่องเล่าของเจ้าหมาน้อยฮะจิโคกันมาแล้วละมั๊ง ลูลิเล่าให้ฟังแบบย่อๆละกันเนอะ…
Hachikō
(ハチ公, November 10, 1923–March 8, 1935)
เจ้าหมาน้อยตัวนี้จะตามมาส่งและมารับเจ้านายจากการทำงานที่สถานีนี้ทุกวัน
จนวันนึง เจ้านายประสบอุบัติเหตุตายไปซะก่อน ก็เลยไม่ได้กลับมาอีก
ฮะจิโค ก็ยังคงมารอรับเจ้านายอยู่ตรงนี้ทุกวันๆ จนมันนอนตายอยู่ตรงนั้น
คนมาเห็นเข้าก็ซึ้งในความซื่อสัตย์จนสร้างอนุเสาวรีย์ให้ (ปาดน้ำตา กระซิกๆ T^T)

เคยมีคนบอกว่าคนที่นี่คงโดนคำสาปของฮะจิโคเข้าไป ตรงนี้ก็เลยเต็มไปด้วยบรรยากาศของการ “รอ”
ถึงจะไม่ได้รอเก้อแบบฮะจิโค แต่ทุกคนตรงนี้ก็ล้วนแล้วแต่กำลังรอทั้งนั้น ^^


รูปปั้นหมาน้อยผู้ซื่อสัตย์ “ฮะจิโค”

จริงๆแล้วชิบุยะมีที่ให้เดินเยอะมากๆค่ะ เดินเป็น loop ได้ไกลมากๆ
แต่ก็อีกแหละนักท่องเที่ยวส่วนมาก มาชิบุยะก็จะมาเยี่ยมเจ้าฮะจิโค เดินข้ามถนน 5 แยก
แล้วก็เข้าไปมุดเข้ามุดออกตึกรอบๆแยกเท่านั้นเอง
ลูลิก็เหมือนกันค่ะ มาครั้งนี้ ลูลิได้มีโอกาสแค่ เดินดูคนแถวๆรูปปั้นฮะจิโค
แล้วก็เดินดูของตึก 109 และ 109-2 เท่านั้นเอง
(ก็แบบว่านั่งเครื่องมายังไม่ได้พัก เลยหมดแรง T^T แรงจะยกกล้องมาถ่ายรูปยังไม่มีเลยค่ะ 555+)

ย่านนี้ไม่มีอะไรจะเล่าค่ะ นอกจากไม่ว่าจะมากลางวัน หรือกลางคืนคนก็เยอะมากกกกกกกเสมอ
ก็หลายทุ่มแล้ว ฝนก็โปรยนิดๆ แต่คนก็ยังออกมาเดินท้าลมท้าฝนกันไม่หวาดไม่ไหวเลยค่ะ


ออกจากสถานีด้านทางออกฮะจิโค ก็จะเจอ 5 แยกที่เห็นในหนังบ่อยๆ
เห็นเขียวๆตรงชั้น 2 ตึกข้างหน้ามั๊ยคะ เค้าไปนั่งชมวิวกันตรงนั้นแหละค่ะ


ครั้งก่อนขึ้นไปนั่งชมวิวมาแว้ว ^^ จิบกาแฟเคล้าน้ำตา (ก็มันแพงอ่าาาา ฮือออออ)


เวลาคนข้ามเยอะๆ สนุกดีค่ะ  รู้สึกเหมือนกำลังนั่งดูหนังอยู่
ตึกสถานีด้านหลังก็เป็นที่แปะป้ายโฆษณาชั้นดี (ใครก็ต้องมองนี่นะ)
ปีนั้น (2008) โกคุเซน3 กำลังจะฉาย เลยขึ้นป้ายเบ้อเริ่มเลย ^^


ส่วนของปีนี้ (2010) มีละครโอจัง แล้วก็รายการใหม่ของอาราชิขึ้นแท่น อิอิ ^^


มองไปทางแยกฝั่ง Shibuya109 ค่ะ  (แต่ภาพคาเมะเอวต่ำเตะตากว่าชิมิ ^^)


มองมาอีกแยกนึง ไม่ว่าแยกไหนก็คนเยอะทั้งนั้นนนนน


ส่วนอันนี้ก็อีกแยกค่ะ ด้านซ้ายสุดคือ Shibuya109-2

ข้างใน Shibuya109 เป็นยังไง ขอโทษที่ไม่ได้ถ่ายรูปมาให้ดูนะคะ (หมดแรงแล้วจริงๆ)
ถ้าจะให้เทียบ ก็คล้ายๆกับโบนันซ่าล่ะค่ะ แต่ว่าร้านเค้าเป็นสัดเป็นส่วนมากกว่า (ห้องใหญ่ราวๆใต้ลิโด้)
ชั้นนึงก็ไม่กว้างเท่าไหร่ เดินวนรอบบันไดเลื่อนก็หมดชั้นแล้ว แต่มีเป็นสิบชั้นค่ะ
ส่วน Shibuya109-2 เล็กกว่าคนน้อยกว่า ขายของไม่ฟู่ฟ่าเท่า 109 ค่ะ ^^

โอยเอาเป็นว่าวันนี้ขอกลับโรงแรมชาร์ตพลังก่อนก็แล้วกัน
พรุ่งนี้จะได้เริ่มวันใหม่ซะที วัยรุ่นหมดแรง >< เอาไว้แก้ตัวใหม่เอนทรี่หน้านะจ๊ะ

พรุ่งนี้จะไปอาซากุสะ ไปอากิฮาบาระ แล้วก็ชินจุกุ (ยังคงเหนื่อยไม่ใช่เล่นเหมือนเคย)
วันนี้ลาก่อนละค่า ,, มินนะซัง ซาโยนาระ~~

To be contunue..

ปล.แวะมาดูแล้วทิ้งคอมเม้นให้เค้าด้วยเซ่!! (จะได้ไปจิกคนที่ยังไม่อ่านได้ถูกคน 555+)

 

► Nippon’10 Day02-3 :: กาลครั้งหนึ่งที่ศาลเจ้าเมจิ กับพิธีแต่งงานในฝัน April 28, 2010

,, 10 เมษายน 2553 (ศาลเจ้าเมจิ / Meiji Jingu Shrine / 明治神宮)

หลังจากที่เดินขึ้นเขาลงเนินชมซากุระกันที่สวนอุเอโนะจนอิ่มหนำแล้ว
ก็หันมาเอาใจลูกทัวร์วัยรุ่นของลูลิกันบ้าง ด้วยการเข้าเมืองแหล่งวัยรุ๊นวัยรุ่นอย่างฮาราจุกุ
แต่จุดประสงค์หลักของสองคนนี้อาจจะแปลกๆนิดหน่อย
ไม่ได้อยากจะมาชอปปิ้ง ไม่ได้อยากมาดูวัยรุ่นหนุ่มสาวบ้านเค้า แต่อยากมาดูนารูโตะ!!
ไม่ค่ะ ไม่ใช่นารูโตะไม่ดี.. แต่เพราะไม่เคยมีทีท่าว่าสนใจคอสเพลย์มาก่อน (หรือว่าแอบ =[]=)
น้องสาวนี่พอเข้าใจเพราะบ้าคอสมาแต่ไหนแต่ไร แต่คุณน้องชายนี่..อยู่ๆมาไม้ไหนอยากเจอนารูโตะเนี่ย = =?

วันนี้เป็นวันเสาร์ และฝนไม่ตก ☼ เพราะฉะนั้นเหมาะเป็นอย่างยิ่งที่หนุ่มสาววัยรุ่นจะออกมาแต่งตัวอวดโฉมกัน
หลังจากที่ชาร์ตพลังมาเต็มที่ระหว่างนั่งรถไฟมา (ชาร์ตพลัง=หลับค่ะ ใกล้แค่ไหนก็จะหลับ 555+)
พอรถจอดที่สถานีฮาราจุกุ ทั้ง 3 คนก็พุ่งพรวดออกมาหน้าสถานี แล้วก็ตรงดิ่งไปที่สะพานคอสเพลย์ทันที!!

อ๊ะ..แต่ก่อนอื่น มาดูแผนการเที่ยวย่านนี้ก่อนนิดนึงดีกว่า
JR station → คอสเพลย์ → Meiji shrine → Takeshita dori → Omotesando
→ Kiddy land → ร้านราเมง → JR Station

Photobucket

.

.

เมื่อครั้งที่แล้วที่มา มัวแต่นั่งจิบสตาร์บัคสบายใจเฉิบอยู่ที่ชิบุยะ
พอมาถึงฮาราจุกุก็มัวแต่หลงระเริงอยู่ในทาเคชิตะโดริ ชอปปิ้งจนหมดตัว
พอหลุดออกมาถึงสะพานคอสเพลย์ (ตั้งชื่อเอง แหะแหะ) หนุ่มสาวชาวคอสก็เก็บของกลับบ้านกันหมดแล้ว
ทำเอาน้ำตาไหลท่วม ฮืออออออออออออออ…..

ครั้งนี้ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะแก้มือจากครั้งก่อน
พอออกจากสถานีได้ ก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงดรงดิ่งไปที่สะพานคอสเพลย์ก่อนทันที
หลายคนอ่านแล้วอาจจะงง สะพานคอสเพลย์คืออะไร?? (ทำท่าแอ๊บงงแบบสาวญี่ปุ่นประกอบ อา-เร๊?)
จริงๆแล้วเรียกแบบชาวบ้านปกติก็คือสะพานที่ข้ามไปยังทางเข้าศาลเจ้าเมจินั่นล่ะค่ะ
เห็นน้องสาว(ผู้บ้าคอสเพลย์)บอกมาว่า ชาวคอสจะมาอวดโฉมกันตรงนี้
คราวนี้ล่ะ มาแต่หัววัน ไม่มีพลาดอยู่แล้ว!!

แต่…!!

ไหนอ่ะ = =’

ก้มมองเวลาที่ข้อมืออีกที สี่โมง.. มันก็ยังไม่เย็นนี่นา
มองฟ้า.. อากาศก็แจ่มใสขนาดนี้
แต่ทำไมล่ะ คอสเพลย์หายไปไหน =[]=
เลิ่กลั่กกันอยู่ซักพัก ก็ไม่เห็นจะมีคอสเพลย์ที่ไหนผ่านมา
จนกระทั่ง… เจอสาวคอสฝรั่งร่างใหญ่กลุ่มนึงเดินผ่านมา
ลูลิสะกิดน้องสาวจึ๊กๆ “แกเข้าไปขอเค้าถ่ายดิ!!” ว่าแล้วก็คว้ากล้องขึ้นมาเตรียมตัว
แต่แล้วคุณน้องสาวก็สะบัดหน้าไม่ใยดี “ไม่ชอบฝรั่ง”
เฮอะ… คนญี่ปุ่นก็ไม่ใช่ ยังจะชาตินิยมอีกน้องตู !!!!
ไม่ถ่ายก็ช่าง เอาเป็นว่าศาลเจ้าเมจิอยู่ตรงหน้าเข้าไปเดินเล่นในนั้นเลยละกัน (ถอนหายใจเฮือก ==3)

ก้าวมาถึงหน้าโทริอิไม้อันโต อารมณ์ก็ดีขึ้นมาทันที
นอกจากโทริอิที่ใหญ่โตขนาดที่จะต้องเงยหน้ามองแล้ว
ต้องอมยิ้มให้กับกลุ่มต้นซีดาร์สูงชะลูด ที่สูงกว่าโทริอิอีกเป็นเท่าตัว
กับทางเดินโล่งๆที่เหมือนแหวกเข้าไปในป่าข้างหน้า
คอสเพลย์อาจจะไม่เหมาะกับอายุ แต่เดินชมป่านี่ล่ะใช่เลย ฮี่ๆๆๆๆ ^^

ลูลิจะเล่าไปเรื่อยๆ แต่กลัวคนอ่านจะงง เลยทำแผนที่่มาประกอบให้นะคะ
อาจจะมั่วไปบ้างเพราะไม่แตกฉานด้านภาษาค่ะ 5555+

ศาลเจ้าเมจิ
การเดินทาง :: สถานีฮาราจุกุ เจอาร์ยามาโนเตะ
เปิด-ปิด :: ศาลเจ้า – 9am-4pm ทุกวัน (เดือนมีนา-ตุลาเปิดถึง 4.30pm)
Treasure museum – 9am-4pm เฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุด
Nai-en garden – แล้วแต่อารมณ์ (ไม่ได้ล้อเล่นนะหนิ)

.

.

อันที่จริงแล้ว ศาลเจ้าเมจิ มีทางเข้าได้หลายทางเลยค่ะ
ทุกทางต่างก็เป็นทางลัดเลาะกลุ่มต้นซีดาร์เข้ามาทั้งนั้น (แอบเดาเอาจากแผนที่ทางภูมิศาสตร์ ;p)
นอกจากทางที่มาจากสถานีฮาราจุกุที่นักท่องเที่ยวอย่างเราๆคุ้นเคยกันดี
ก็ยังมีทางเข้าหลักอีก 2 ทางค่ะ (อธิบายไม่ถูก ตามแผนที่ละกันโนะ ^^)
แล้วก็ยังแอบมีทางสำหรับจักรพรรดิเวลาท่านมาที่นี่ทางรถไฟอีกด้วยค่ะ


โทริอิอันใหญ่ ประตูรั้วของศาลเจ้าเมจิ


มุมนี้สวยดี เลยหานางแบบ-นายแบบซะหน่อย


สัญลักษณ์ดอกไม้ที่อยู่บนโทริอิ เป็นสัญลักษณ์ของราชวงศ์เมจิค่ะ


เทียบขนาดเสาให้ดูเห็นๆ


ทางเดินกรวดอัด กว้าง สะอาด แต่เดินยาก+มีฝุ่นนี๊ดๆ (ให้ความรู้สึกเข้าวัดดี ^^)


ทางเข้า Nai-en garden ที่บอกว่าเปิดตามอารมณ์ค่ะ
วันที่ลูลิไปก็ปิดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

Nai-en garden เป็นสวนที่จักรพรรดิเมจิทรงออกแบบด้วยตัวเอง เพื่อมอบให้จักรพรรดินีของพระองค์ค่ะ
ด้านในก็จะมีศาลาจิบน้ำชาอยู่ใกล้ๆกับบ่อน้ำ แหมมม..โรแมนติกจริงจรี๊งง >///<
น่าเสียดายที่กว่าจะเดินมาถึงตรงนี้ สวนก็ปิดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เลยไม่มีโอกาสเข้าไปสัมผัสเลยว่า โรแมนติกแค่ไหนกัน~
(จะว่าไป ค่าเข้าชม 500เยนนี่ ลูลิจะเข้าจริงเหรอ 555+)

เลยขึ้นไปทางเหนือของ Nai-en garden ก็จะมีทางเดินเชื่อมไป Minami-ike Shobuda
หรือแปลออกมาเป็นไทยได้ว่า “สวนไอริส”
เค้าว่ากันว่าจะออกดอกสพรั่งในช่วงเดือนมิถุนายน ใครได้แวะไปอย่าลืมเก็บภาพมาฝากนะคะ ^^

ตรงข้ามกับทางเข้าของ Nai-en garden ก็จะเป็นกลุ่มอาคารสมัยใหม่
ประกอบไปด้วยร้านอาหาร แล้วก็พิพิธภัณฑ์ต่างๆ
ส่วนมากก็จะเป็นอาคารชั้นเดียว ซุกอยู่ตามสุมทุมพุ่มไม้ เพื่อไม่ให้เด่นเกินพระเอกอย่างโทริอิค่ะ

ถัดมาไม่ไกล ก็จะเจอกับถังสาเกเรียงกันเป็นแพ…
ตอนแรกมองมาไกลๆ นึกว่าประกวดโคมซะอีก
ลวดลายแต่ละถังให้อารมณ์ของความเป็นญี่ปุ่นมากเลย
เห็นนักท่องเที่ยวหลายคน หยุดยืนถ่ายรูปถังสาเกกันใหญ่
ลูลิก็เลยคว้ากล้องมาถ่ายบ้าง (เดี๋ยวเค้าไม่รู้ว่าเราก็เป็นนักท่องเที่ยวเหมือนกั๊นนน >/////<)
แต่เอ๊ะ.. ไม่รู้ว่าเอาสาเกมาถวายนี่ จะเพราะว่ามีเทพอินาริเหมือนกับศาลเจ้าก่อนๆรึเปล่านะ?!?


ถังสาเกเรียงกันเยอะมากกกกกกกกกกกกกก


เจอทางแยก เลี้ยวขวาเจอต้นไม้ เลี้ยวซ้ายเจอโทริอิ


ผ่านเข้ามาเจอโทริอิอีกอันตั้งตระหง่านตรงทางแยกพอดี
เหมือนจะบอกให้รู้ว่า “ทางนี้นะจ๊ะ”


ห้องน้ำค่ะ ซุกอยู่ในพุ่มไม้ ไม่สกปรกมาก แต่กลิ่นนี่สูสีกับปั๊มน้ำมันบ้านเราเลยล่ะ  >~<*

.

.

เดินต่อมาอีกหน่อย ก็จะเจอโทริอิอันที่ 3 นั่นก็แปลว่า มาถึงศาลเจ้าเมจิแล้วล่ะค่ะ
ด้านหลังของโทริอิ(ที่ดูเหมือนจะเล็กที่สุด)อันนี้ มีประตูทางเข้าศาลเจ้าอยู่
มีชื่อว่า Minami Shimon ค่ะ

ทางซ้ายมือของ Minami Shimon จะเป็นศาลาที่มีบ่อน้ำเล็กๆ
ให้คนทั่วไปได้ตักน้ำมาล้างมือ ล้างหน้า บ้วนปาก ชำระจิตใจ
ก่อนที่จะเข้าไปในศาลเจ้าเหมือนกับศาลเจ้าอื่นๆทู๊กกกกกกกกประการ

ส่วนทางขวามือเป็นศาลาสำหรับจำหน่ายของมงคลทั้งหลาย ทั้งเครื่องราง ป้ายไม้ ตุ๊กตา
มีไมโกะสาววัยรุ่นนั่งเป็นพนักงานขายอยู่ด้วย
ที่กะบะของเครื่องรางแต่ละแบบ ก็จะมีเขียนภาษาอังกฤษแปะเอาไว้ให้ค่ะ
อันนี้ทำอะไร อันนี้ทำอะไร ก็สะดวกแก่นักท่องเที่ยวดีเหมือนกัน
ส่วนลูลิก็เหมือนเดิมค่ะ ด้อมๆมองๆ แล้วก็เดินจากไป 5555+


ถึงแว้วววว เดินซะเหงื่อแตก -*-


ประตู Minami Shimon


ล้างไม้ล้างมือ บ้วนปาก ชำระล้างจิตใจก่อนจะเข้าศาลเจ้า


ไมโกะก้มหน้าก้มตาทำของมงคล


มาถึงนี่ ใครๆเค้าก็หาซื้อเครื่องรางกัน (อย่างน้องก็ได้เป็นของฝากชิมิล่า)


ตุ๊กตานี่ก็เป็นหนึ่งในเครื่องรางของเค้า มีอธิบายว่าใช้ทำอะไรเป็นภาษาญี่ปุ่น
แต่ว่าไม่ได้อธิบายเป็นภาษาอังกฤษไว้ค่ะ


Minami Shimon จะเข้าไปละน๊าาาาาาาาา~~

.

.

ก้าวข้าม Minami Shimon มา ก็จะเจอกับคอร์ทขนาดใหญ่ ปูด้วยหินอย่างเรียบร้อย
ซ้ายขวาหน้าหลัง ก็ถูกโอบล้อมด้วยรั้ว และประตูที่หน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกัน
ทำให้จุดสนใจเลยต้องตกไปอยู่ที่ต้นไม้ต้นนึงค่ะ
ต้นไม้นี่ก็ใหญ่โตมโหฬารเหมือนกัน ด้านล่างถูกล้อมเอาไว้ด้วยป้ายขอพรเต็มเอี้ยด!!
เดินเข้าไปดูใกล้ๆ มีของคนไทยเยอะแยะเต็มไปหมด (เป็นหลักฐานว่าชาวไทยมาเสียดุลที่นี่เยอะจริงๆ ><)
ยืนอ่านคำอวยพรของคนอื่นก็สนุกดี หลายคนเขียนชื่อนามสกุลอายุเอาไว้หมดเลยด้วย

พอเห็นคนอื่นเค้าฝากรอยจารึก(แบบถูกกฎหมายไว้) ไอ้เราก็เลยนึกอยากจะเขียนบ้าง
มองซ้าย มองขวา… อ่า ประตูขวานั่นไง มีร้านขายอยู่ตรงนั้น
จ่ายไป 500 เยน แล้วก็ได้ป้ายไม้มา 1 อัน
จัดการเขียนลงไปซะ 3 คนเลย (ประหยัด ><)


ต้นไม้ต้นนี้ ฟอร์มสวยมากๆ ดูแล้วสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก


ซูมเข้าไปดูใต้ต้นไม้หน่อยซิ มีอะไรอยู่หนอ?


แต่ละชั้นเกี่ยวกันจนล้นบวมขึ้นมาแบบนี้ ดูแล้วก็อาร์ตไปอีกแบบเนอะ
(จริงๆแล้วถ่ายป้ายภาษาไทยมาเยอะเลย เขียนน่ารักดี แต่ไม่ออกอากาศละกันเนอะ เด๋วเจ้าของมาเจอ 555+)


ส่วนนี่ของเรา 3 คนค่ะ ,, เหมือนได้มีส่วนร่วม มีความสุขจัง ><


Minami Shimon จากใต้ต้นไม้


จากศาลเจ้าหลัก มองกลับไปที่ Minami Shimon

.

.

ศาลเจ้าเมจิ ถือว่าเป็นศาลเจ้าชินโตที่สำคัญที่สุดในโตเกียวเลยค่ะ
ในช่วงปีใหม่ จะมีผู้คนเดินทางมาขอพรที่่นี่มากกว่า 3ล้านคนเชียวนะคะ
ลองนึกภาพตาม ไอ้ลานโล่งๆที่เห็นนี่ ยัดเข้าไป 3 ล้านคน คงอัดแน่นเป็นปลากระป๋องแน่ๆ -*-

ศาลเจ้าเมจิสร้างขึ้นในปี 1920 ค่ะ ถึงแม้ว่าในปี 1945 ของเดิมจะถูกทำลายไปจากการทิ้งบอมบ์ของฝ่ายพันธมิตร
แต่ก็ได้สร้างใหม่ขึ้นมาทดแทนด้วยเงินส่วนพระองค์ในปี 1958 ค่ะ
สถาปัตยกรรมของศาลเจ้าเมจิ จะเป็นอาคารทำจากไม้สีน้ำตาลเข้ม
หลังคาทรงโค้งทำจากสังกะสี (Copper) ที่ถูกออกซิไดซ์จนกลายเป็นสีเขียวสวยงาม ><
เป็นสถาปัตยกรรมที่ใช้ในการออกแบบศาลเจ้าหลวงของชินโตเท่านั้น
เรียกกันว่า.. Shimmei

จากคอร์ทที่มีต้นไม้กับป้ายอวยพร
ถ้ามองตรงไปจาก Minami Shimon ก็จะเจอกับ Gehaiden ซึ่งเป็นประตูหลักอีกหลัง
ทำหน้าที่เชื่อมต่อไปยังศาลเจ้าหลัก..
ศาลเจ้าหลักกับ Gehaiden อยู่ติดกันมากๆค่ะ เค้าก็เลยใช้ Gehaiden เป็นที่ยืนไหว้ซะเลย
มองลึกเข้าไปในศาลเจ้าไม่ค่อยเห็นอะไร (เพราะมืด) เลยรู้สึกว่ายืนไหว้อาคารศาลเจ้าแทนซะงั้น 5555+


ไหว้พระแบบญี่ปุ่น ต้องตบมือเปาะแปะด้วย


ซ้ายและขวา เป็นซุ้มเชื่อมต่อไปยังพื้นที่จัดพิธี

.

.

ไหว้เจ้าแล้ว ก็มาเดินทัวร์กันต่อ..
เห็นทางซ้ายขวา มีซุ้มประตูให้เข้า ก็เลยเข้าไปเดินดูเล่น
พอเดินเข้ามา ต้องตกละลึงอยากจะร้องกรี๊ดขึ้นมาทันทีทันใด!!

นั่น นั่น นั่น…. เจ้าสาว นี่!!

พิธีแต่งงานแบบญี่ปุ่นโบราณ ที่เค้าว่ากันว่านิยามมาจัดที่ศาลเจ้าเมจิกัน
ได้เห็นของจริงโดยไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า โชคดีจังเลย (ลืมเรื่องคอสเพลย์ไปในบัดดล ><)
ทุกคนแต่งตัวดูย้อนยุคมากๆ ออกมาตั้งขบวนให้ช่างภาพ(ของเค้า)ถ่าย
แต่ไม่รู้เป็นไงมาไง ลูลิก็วิ่งไปขอถ่ายกับเค้าด้วยคน
ยืนซะตรงกลางราวกับว่าเป็นกล้อง Official !!
เจ้าบ่าว-เจ้าสาวมองกล้องด้วย คงจะงงว่า “เอ๊ะ..ใครจ้างตากล้องมาเพิ่มให้เหรอเนี่ย” 5555


คุณลุง คุณป้า (หรือพ่อแม่บ่าวสาว = =’) ออกมาตั้งแถวต้อนรับก่อน
แอบสารภาพว่า ตอนแรกนึกว่างานศพ เพราะทุกคนใส่ชุดดำง่ะ T^T


บ่าว-สาว มาโพสท่าถ่ายรูปหน้าเรื่อนพิธี
มุมล่างซ้ายนี่ล่ะกล้อง Official ของเค้าค่ะ แต่เหตุไฉนลูลิยังอยู่กลางกว่าอีก 55555+
นักท่องเที่ยวคนอื่นๆแหวกที่ให้ลูลิเข้าไปถ่ายเป็นวงเลย คิดว่าเราเป็นตากล้องจริงๆเหรอนั่น – -


ถ่ายรูปเสร็จก็เดินขบวนไปประกอบพิธีฝั่งนู้น


ดูเป็นงานแห่อะไรซักอย่าง นักท่องเที่ยวมาเข้าคิวดูหยั่งกับรอดูถ่ายหนังเลย


คนนี้ไม่ใช่เจ้าสาว… แค่อยากโชว์ว่าตรงนี้มีตรายางให้ปั๊มเล่นด้วย!!


นี่ก็ไม่ใช่ญาติของบ่าว-สาว คู่มะกี๊ แต่มีพิธีอะไรซักอย่างเหมือนกันค่ะ
น้องสาวบอกว่าใส่ฟุริโซเดะ เหมือนกับพิธีบรรลุนิติภาวะเลย (แต่ดูจากหน้าแล้ว ไม่น่าจะเพิ่ง 20 ละนะ -*-)


ก่อนจะกลับ ก็โชคดีจริงๆ ได้เจอพิธีอีกคู่นึง
กำลังเดินขบวนย้ายจากเรือนพิธีทางซ้ายมาทางขวา (คู่เมื่อกี๊เดินจากขวาไปซ้าย)


คู่นี้น่ารักม๊ากกกกกกกกก (เจ้าบ่าวอะนะ >//////<)
เจ้าบ่าวแลดูเป็นห่วงเจ้าสาวมาก เวลาเดินก็จะคอยประคองเอวแล้วก็มองด้วยสายตาอ่อนโยน
จริงๆน๊า ไม่ได้จิ้นไปเองจริงจรี๊งงงงงง~~~


ยังไม่ค่อยเข้าใจของการผูกเชื่อกแบบนี้ แต่เห็นแล้วให้ความรู้สึกว่าญี่ปุ๊น ญี่ปุ่นเนอะ ♥

เดินดูจนรอบแล้ว ซอกเล็กมุมน้อยก็มุดเข้าไปหมด
เอาเป็นว่า Stage clear!! (รู้สึกเหมือนว่ากำลังเล่นเกม -*-)
พระอาทิตย์ใกล้ลับของฟ้าแล้ว เรารีบไปเดินเล่น Takeshita dori ก่อนที่จะมืดจนถ่ายรูปไม่เห็นดีกว่า
(แต่เดินกลับอีกครึ่งชั่วโมง สงสัยตะวันลับฟ้าพอดี T^T)


แชะสุดท้ายกับ Minami Shimon

To be continue…

 

 
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 626 other followers