Follow my soul ,, ♥

เขียนไปเท่าที่ใจอยาก

► ยื่นเรื่องเข้ามหาลัย,, ทำไม(คนส่วนใหญ่)ต้องใช้เอเจนท์? July 20, 2010

,, เคยไปอ่านกระทู้ที่เค้าถกกันในพันทิพย์ ว่าจำเป็นแค่ไหนกับการใช้เอเจนท์
บางคนก็บอกว่า เราจะไปเรียนเมืองนอกทั้งที หัดติดต่อเองบ้างอะไรบ้างก็จะดี
บางคนก็บอกว่า ในเมื่อเค้าดำเนินการให้ฟรี แล้วมีเหตุผลอะไรที่จะไม่ใช้
บางคนก็บอกว่า การพึ่งแต่คนอื่นมากเกินไป จะทำให้เราพลาดโอกาสบางอย่างไป
บางคนก็บอกว่า การทำทุกอย่างด้วยตัวเองทั้งหมด ก็ไม่ใช่สิ่งพิสูจน์ว่าเราเก่งจริง

เถียงกันไปนั่น… ต่างคนก็ต่างมีเหตุผลของตัวเอง
ซึ่งไม่มีใครถูก ไม่มีใครผิดหรอกค่ะ.. มันก็แค่มองกันคนละมุมเท่านั้น
ส่วนตัวลูลิ.. ลูลิก็เป็นคนนึงที่เลือกใช้บริการของเอเจนท์
อาจจะด้วยว่า “ลูลิไม่รู้อะไรเลย” แล้วก็ “ขี้เกียจจะไขว่คว้า”
อย่างที่บอกว่าลูลิเริ่มต้นช้ามาก ทำให้เหมือนทุกอย่างต้องลงตัวในระยะเวลาที่ค่อนข้างจำกัด
การที่จะเริ่มต้นค้นคว้าทุกอย่างตั้งแต่ 0  มันก็แลดูหนทางยาวไกลจนท้อ..
ทางเลือกนึงที่เหมาะสมในตอนนั้น ก็คือ “เอเจนท์”

ลูลิเข้าไปปรึกษาเอเจนท์หลายที่มากๆ เพราะอยากได้ข้อมูลมาตัดสินใจ
ข้อดีของการปรึกษาเอเจนท์คือ ที่นั่นมีเจ้าหน้าที่ที่รู้มากกว่าเราอยู่
เพราะฉะนั้น เราก็สามารถที่จะถามรายละเอียดต่างๆได้
เอกสารต่างๆเค้าก็สามารถหาให้เราได้
และที่เวิร์คมากคือ เค้าจัดการเรื่องเอกสารให้เราฟรีๆด้วยซ้ำ
ถ้าสมัครเอง อย่างนึงที่ต้องเสียแน่นอน ก็คือค่าส่งเอกสารไปยังมหาวิทยาลัย
โอเค.. มันไม่กี่ตังหรอก แต่ได้ฟรี แถมมีคนทำให้มันก็สบายดี ^^

แต่.. เอเจนท์ก็ไม่ได้ดีไปซะหมดทุกที่ ทุกเรื่องหรอกค่ะ
ข้อเสียของการปรึษาเอเจนท์ในขณะที่เรายังไม่รู้อะไรเลย
ก็คือ เราจะโดนชักจูงได้ง่าย!!
น่าแปลกที่เอเจนท์ในไทย จะพยายามบิ๊วให้เราไปออสเตรเลียให้ได้
ไม่ใช่ว่าออสไม่ดี แต่ลูลิจะไปอเมกา.. ในเมืองมีเป้าหมายที่อเมริกา จะมานำเสนอออสเพื่อ??!?
6 ใน 10 ที่ เป็นอย่างนั้น.. ซึ่งขอบอกตรงๆว่า เซ็ง!!!

เพราะฉะนั้นก่อนที่จะ walk เข้าไปคุยกับเอเจนท์ที่ไหน
ลองแอบดูเวปเค้าซะหน่อยว่าเค้าเมนประเทศอะไร จะได้ไม่เอะอะก็ “ไปออสสิ” แบบที่ลูลิเจอ ^^

ลูลิเลือกติดต่อกับเอเจนท์ที่มีสำนักงานย่านสยามสแควร์
แรกเริ่มเดิมทีก็เพราะว่าเรียน Wall street ที่นั่น ก็เลยแวะลงไปซะหน่อย
แต่พอไปบ่อยๆ ก็เลยรู้สึกว่า เออ.. ที่นี่ก็พูดจาเป็นเรื่องเป็นราวกว่าที่อื่นล่ะเนอะ
(ที่สำคัญคือ พยายามหามหาลัยในอเมริกาให้ ไม่บิ๊วให้ไปออส!!)
สุดท้ายเลยตกร่องปล่องชิ้นกับที่นี่ซะงั้น ^^

ตอนแรกเลยลูลิก็อยากเข้ามหาวิทยาลัย TOP เหมือนกับทุกคนนั่นแหละ
แต่ด้วยคะแนน TOEFL สะบะกึ๊ย ที่ทำเท่าไหร่ก็ ไม่กระเตื้องซักที..ทำเอาหมดกำลังใจ
ก็เลยปรึษาทางเอเจนท์ว่า “มีมหาลัยไหน waive TOEFLได้มั่งมั๊ยคะพี่”
แล้วคุณพี่ก็จัดให้..  ลองมหาลัยนี้มั๊ย คนไทยไม่เยอะ แคมปัสสวย อยู่ในโซนคนขาว เป็นเขตอาชญากรรมต่ำ
เออฟังดูดีเนอะ….  ชักน่าสนใจ
“เดี๋ยวอาทิตย์หน้า professor เค้าจะเข้ามา ลองมาคุยกับเค้าสิ” พี่เค้าว่างั้น
ไม่ได้บังคับ แต่เป็นการเสนอทางเลือกให้หนึ่งทาง

ซึ่งหลังจากนั้นลูลิก็มาพบ professor ตามที่นัดไว้นั่นแหละ
เอา Resume กับ Transcript ให้เค้าดู เค้าก็บอกว่า เกรดระดับนี้สามารถ waive G-MAT ได้
ส่วน TOEFL ก็ให้เรียนภาษากับทาง ELS (โรงเรียนภาษาที่ co กัน) ถึงระดับสูงสุดก็ waive ได้เหมือนกัน
อะหือ… ฟังแล้วมีความหวังขึ้นมาในบัดดล!!!
ก็เลยตั้งเป้าเอาไว้ว่า เดี๋ยวจะลองสมัครไอ้มหาลัยที่อยากได้ก่อน แล้วถ้าไม่ได้ก็อันนี้ล่ะวะ!!!

พอตัดสินใจแบบนั้นได้ ก็ถือว่าเริ่มเดินหน้าได้ซะที  เน๊าะ^^

.

.

การที่จะทำวีซ่านักเรียนของอเมริกานั้น จะต้องมีใบรับรองจากสถาบันที่เรียกว่า I-20 ก่อนค่ะ
แต่เพราะมหาลัยยังไม่ได้รับลูลิอ่ะ ก็เลยไม่สามารถออก I-20 ให้ได้
ก็ต้องตกเป็นหน้าที่ของโรงเรียนภาษาล่ะ

เริ่มต้นเลย ก็คือการติดต่อสมัครเข้าโรงเรียนสอนภาษา
เคสของลูลิยุ่งยากนิดหน่อย เพราะว่าจะไปอยู่กับอาเดือนนึงก่อน แล้วย้ายไป ELS
ทำให้ทั้งหมดทั้งปวง ลูลิต้องย้ายโรงเรียนตั้ง 3 ที่แหน่ะ *=3=

ที่แรกที่จะสมัครคือโรงเรียนสอนภาษาใกล้บ้านอา
ตั้งอยู่ในเขตมหาวิทยาลัยของ Whittier University
ขับรถไปจากบ้านอาใช้เวลา 17 นาที (แต่นั่งรถเมล์ 1ชั่วโมงครึ่ง -*-)
ทางเอเจนท์ก็ให้ลูลิกรอกใบสมัคร (มีเจ้าหน้าที่นั่งประกบตอนกรอกด้วย กันโง่ 555+)
แล้วก็เอาใบรับรองทางการเงินของพ่อ (Bank letter) / Transcript แล้วก็สำเนาพาสปอร์ตส่งไป

สำหรับงานนี้ เสียค่าสมัคร(ให้โรงเรียนสอนภาษา)ไป 50$
ที่อเมริกา ไม่ว่าเราจะสมัครอะไร มันก็คิดตังเราหมดอ่ะค่ะ
จริงๆแค่สมัคร ไมต้องแพงขนาดนี้ด้วย T^T .. คิดในแง่ดีก็เป็นค่าส่งเอกสารกลับมาให้เราละกัน -*-
จากนั้นก็รอ… ร๊อออ… รอ ประมาณ 2 อาทิตย์กว่าๆ
โรงเรียนสอนภาษาก็ส่งใบ I-20 มาถึง (นานดี -*-)

หลังจากนั้นลูลิก็หอบเอกสารทั้งหมดไปที่เอเจนท์อีกที เพื่อทำการสมัครเข้ามหาวิทยาลัย
1. ใบสมัครมหาวิทยาลัย
2. Transcript
3. ใบรับรองวุฒิ / ใบจบ
4. Recommend letter 3 ฉบับ
5. Statement of Purpose
6. Bank letter (เอกสารรับรองทางด้านการเงิน)
7. Passport
8. TOEFL (ถ้ามี)
9. GMAT (ถ้ามี)

ขั้นตอนก็ไม่แตกต่างกันเท่าไหร่ ก็คือนั่งกรอกใบสมัคร (ที่มีพี่พนักงานมานั่งประกบกันโง่อะเกน)
แล้วทางเอเจนท์ก็จะเอาเอกสารไปซีรอกซ์ สแกน เอง
สุดท้ายก็จะมานั่งจัดชุดให้เรา ว่าเอกสารชุดไหน จะใช้ทำอะไรตอนไหน

มาส่งเอกสารอย่างเดียวก็เปลืองค่าน้ำมันแย่
ก็เลยให้ทางเอเจนท์ช่วยแนะนำเรื่องการขอวีซ่าไปด้วยซะเลย
(อันนี้วุ่นวายมาก ว่ากันในเอนทรี่หน้าละกันเนอะ =3=)

.

.

ในช่วงที่รอ ระหว่างการรอผลตอบรับจากทางมหาวิทยาลัย
ทางเอเจนท์จะ fww เมลล์มาให้อ่านอยู่เรื่อยๆ ว่าเค้าคุยกับทางมหาลัยว่ายังไงบ้าง
บางทีไม่รุ้ส่งมาทำไมหรอก แต่ก็รู้สึกอุ่นใจว่าเค้าตามเรื่องให้เราอยู่นะ อะไรอย่างนั้น

สรุปว่าจนส่งเอกสารเรียบร้อย ลูลิก็ยังไม่หายเอ๋อ..
เอ่อ.. เรียบร้อยแล้วเหรอ เหมือนว่ายังไม่ได้ทำอะไรเลยง่ะ -*-
นี่แหละมั๊ง ที่คนในพันทิพย์เค้าถึงบอกว่า “ทำให้พลาดโอกาสอะไรหลายๆอย่างไป”
แต่สำหรับลูลิ โอกาสเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องสำคัญ
เพราะในอนาคตข้างหน้า ลูลิยังมีโอกาสที่จะได้สมัครอะไรด้วยตัวเองอีกเยอะแยะ
ถ้ามันสำคัญจริงๆ โอกาสหน้าค่อยลองก็ยังไม่สายหรอกเนอะ ^^

ยังไงซะก็ไม่ต้องเชื่อเอเจนท์ทุกอย่างหรอกนะคะ
คิดซะว่า พวกเค้าคือที่ปรึกษา แต่ว่าไม่จำเป็นต้องเชื่อ
เก็บข้อมูลเอาไว้ มันมีประโยชน์!! ล้วที่เหลือเราจะทำยังไงต่อไป มันอยู่ที่ตัวเรา

เอาเป็นว่าขอให้เจอเอเจนท์ที่ดีๆกันทุกคนเด้อ ♥

End.

.

.

ปล.ขอบคุณพี่หลิน Prointered ค่ะ ^^

 

► TOEFL iBT ,, เตรียมตัวเตรียมใจ เตรียมเท่าไหร่ก็ไม่พอ!! May 22, 2010

,, 22 พฤษภาคม 2010

ไปสอบ TOEFL มา(อีกแล้ว~~~~~)ค่ะ
ครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่ 3 แหล่ว (1 pBT / 2 iBT) แลดูมีเงินเหลือใช้เนอะ 5555+

ครั้งแรกไปสอบมาที่ศูนย์สอบ “เกษมบัณฑิต”
เท่าที่อ่านในรีวิวตามเวป/บลอค ที่นี่น่าจะเป็นศูนย์สอบที่ดีที่สุดแล้วล่ะนะ
แล้วก็จากประสบการณ์ตรง ที่นี่ก็เวิร์คจริงๆนั่นแหละ
ติดที่ไกลไปนี๊ดดดดดดดด แต่ถนนชานเมือง ก็โล่งๆ ขับปรื๋อๆ ไม่ต้องห่วงรถติด (จริงๆก็ดีออกเนอะ ><)

ขอเล่นท้าวความถึงห้องสอบที่เกษมบัณฑิตก่อน
แบบว่าประทับใจมาก~~~~~ (แต่ตอนนั้นยังไม่มีบลอคให้ระบาย 555+)
เริ่มจาก ในห้องจะมีโต๊ะวงกลมทั้งหมด 4 ตัว แต่ละตัววางคนละมุมห้อง มีพาร์ทิชั่นกั้นระหว่างกัน
ใน 1 โต๊ะกลมๆ ก็มีพาร์ทิชั่นกั้นเป็นกากบาท ด้วยองศาที่นั่งหันเข้าหาเซนเตอร์เหมือนกัน
เพราะฉะนั้นจะมองไม่เห็นกันเด็ดๆ… สภาพห้องสอบแบบนี้ ทำให้มีสมาธิดีมั่กๆเลยค่ะ
ให้ A++ สำหรับศุนย์สอบนี้!!
.

.

.

พอมาวันนี้… จริงๆก็ทำใจแล้วล่ะ ว่าคงไม่เริ่ดหรูอลังการงานสร้างเหมือนที่เกษมบัณฑิต
ถึงแม้จะเลือกที่เวิร์คที่สุดเท่าที่่มีชอยส์ให้เลือกแล้วก็ตาม
(วันที่อยากสอบ ศูนย์เกษมบัณฑิตไม่เปิดค่ะ เลยต้องจำใจเลือกอันอื่นไป T^T)

ศูนย์ที่เลือกในครั้งนี้คือ

Test Center Name: THE ENTERPRISE RESOURCE TRAIN
Test Center Address
Charn Issara Tower II, 3rd Fl,
2922/135-136 Room  331-332 New Petchburi Rd. Huaykwang BANGKOK


Reporting Time: 08:30 AM
Start Time: 09:00 AM
Test Date: May 22, 2010

อยู่ที่ ตึกชาญอิสระ 2 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่นั่นเอง

ตอนแรกก็งง ตึกนี้มันอยู่ตรงไหน?? เคยได้ยินแหละ แต่พิกัดจุดไม่ได้
แผนที่ที่หามาได้ ก็ดูไม่รู้เรื่อง
ถนนหนทางก็ปิดบ้างเปิดบ้าง เพราะเหตุจราจล -*-
โอ๊ ลูลิเครียดดดดดด กลัวหลงสุดๆ (ประเด็นคือเสียดายเงินถ้าไปสอบไม่ทัน = =)

แล้วก็มีน้องที่น่ารักส่งแผนที่มาให้ 555+
เอามาอวดซะเลย เผื่อมีคนไปไม่เป็นเหมือนกัน ^^


น่ารักใช่ปะล่า 555+

นั่นล่ะค่ะ ลงทางด่วนพระราม 9 มา แล้วเลี้ยวขวา จะผ่านทางรถไฟ แล้วทะลุออกถ.เพชรบุรีตัดใหม่
เลี้ยวซ้ายออก ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ (จากซอกนั้น) แล้วก็ตรงไปเรื่อยๆเล้ย~~
ไม่นาน ก็จะเห็นตึกประจักษ์ต่อสายตา สามารถรับรู้ได้ทันทีแม้ไม่เคยไปมาก่อน ><

Photobucket
เห็นป้าย SIEMENS มั๊ยคะ ตึกฟ้าๆนั่นเลยค่ะ  ไม่ต้องมองหา เพราะเด่นเด้งอยู่ตึกเดียว ><

ขับเลยตึกไปแล้วก็กลับรถ.. เลี้ยวเข้าด้านหน้าตึก แล้วเอารถขึ้นไปจอดด้านหลังได้เลยค่ะ
อย่าลืมให้ที่ศูนย์ประทับตราจอดรถให้นะคะ (ค่าจอด 30บาท)
ศูนย์สอบอยู่ชั้น 3 ก็เอารถไปจอด ชั้น 3 เลย ,, แบบว่าตึกมันยังไม่เปิด จอดแล้วเดินก็น่ากลัวอยู่ -*-

เข้าไปในตึกถึงกับอึ้งกิมกี่ ไปต่อไม่ถูกเลย เพราะมืดไปหมด = ='
ชักหวั่นใจว่ามาผิดที่ผ่าวแว๊ >< ก็เดินวนๆท่ามกลางความมืดสลัวนั่น
แล้วก็จะเจอป้ายแดงๆนี่!!!! โอ้ ในที่สุดก็มาถึง!!!

Photobucket

Photobucket

Photobucket
ตอนนั้นยังไม่ 8 โมงเลย (ไปถึงคนที่ 2 เชียวนะ) ร้านอื่นๆไม่มีเปิดซักร้าน เหมือนตึกร้างเลย น่ากัว T^T
ถ่ายจากมือถือ ภาพเลยห่วยไม่มีชิ้นดี ขออภัย = ='

ศูนย์สอบที่นี่ไม่เข้มงวดเท่ากับที่ เกษมบัณฑิต นะคะ
ตอนไปสอบที่เกษมบัณฑิตรู้สึกเกร็งไปหมดเลย มีตรวจพาสปอร์ต ตรวจใบ Order
เซ็นชื่อกันทีละคนต่อหน้าเจ้าหน้าที่ แถมเจ้าหน้าที่ไม่ยอมพูดภาษาไทยด้วยอีก
กระเป๋าก็ใส่ลอกเกอร์ ปากกาก็ไม่ให้เอาเข้าไป อ่อก.... เครียด -*-

ส่วนที่ Enterprise นี่ สบายบรื๋ออออออออ
เจ้าหน้าที่ยิ้มแย้มด้วยตลอด วันนี้เด็กญี่ปุ่นมาสอบเพียบเลย
คนไหนหน้าตาไม่ค่อยบ่งบอกว่าไทย พี่เจ้าหน้าที่ก็จะพูดอิ้งด้วย แต่พอรู้ว่าเป็นคนไทยก็หัวเราะเสียงดังเชียว ^^
กระเป๋าเอาไปวางไว้ใต้ขาได้ ปากกาเอาเข้าไปเองได้ ตรวจพาสปอร์ตรอบเดียว
ตอนเซ็นใบ ก็ให้เอาไปนั่งเขียนของใครของมัน แล้วเอามาส่งตอนเข้าห้องสอบ
ชิวดีแท้~~

แต่....
บนความชิวนั้น นรกกำลังรออยู่!!
ห้องสอบที่นี่ เหมือนห้องบรรยายเล็กๆ ห้องนึงนั่ง 12 คน (หน้ากระดาน 3 ลึกลงไป 4)
แต่ละโต๊ะไม่มีพาร์ทิชั่นใดๆทั้งสิ้นนนนนนนน (ตอนเห็นห้อง กลืนน้ำลายเอื๊อก = =')
อุปกรณ์ก็ใช้ได้แหละค่ะ หูฟังครอบหูแล้วก็ลดเสียงรบกวนได้ระดับนึง
แต่.... ระยะห่างแค่นั้น แล้วไม่มีอะไรบลอคเสียงเลย เสียงก็เข้ามาเต็มๆ (นรกจริงๆ)
แล้วซวยซ้ำซ้อน นั่งหน้าประตู!!! โอ้...ฟ้าจ๋าฟ้า รังแกเค้าทำมายยยยยยยย T^T
แทบเสียสติ ตอนคนเดินเข้าเดินออก
เข้าใจนะว่าสมาธิเราอาจจะไม่มากพอ มันผิดที่เราแหละ แต่ถ้าเลือกได้ ขอนั่งข้างในเหอะ -*-

.

.

.

สำหรับตัวข้อสอบ iBT TOEFL จะแบ่งออกเป็นทั้งหมด 4 พาร์ทนะคะ
Reading   ▬ 3-5 ชุด
Listening ▬ 6-9 ชุด
พัก 10 นาที
Speaking  ▬ 6 ข้อ
Writing     ▬ 2 ข้อ

วันนี้ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้ายเหมือนกัน ได้ Reading (ซึ่งเกลียดที่สุด) แค่ 3 เรื่อง (คราวที่แล้วได้ 5 บ้าไปเลย)
แต่เพราะ Reading น้อยก็เลยทำให้ Listening (ที่ได้คะแนนน้อยสุด) มีเยอะถึง 9 เรื่อง
ข้อหลังๆเริ่มฟังไม่รู้เรื่องแระ ไม่รู้ว่ายาก หรือว่าจิตหลุดเองเหมือนกัน T^T


Reading

หลายคนอาจจะไม่รู้ ว่ามันมีกับดัก -*-
3 ข้อที่ว่านี่จะแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือข้อแรก 15 นาที และข้อ 2-3 อีก 40 นาที
แต่ละช่วงจะไม่สามารถกลับไปกลับมาหากันได้

ซึ่งแน่นอนว่า ลูลิทำไม่ทันหรอกค่ะ T^T
ตื่นเต้น + คนเดินเข้าเดินออก + เสียงก่อกๆแก่กๆ + โง่ = ทำได้ 5 ข้อถ้วน = ='
ใน passage แรก พยายามมาก ตั้งใจมากๆที่จะมีสมาธิ
ถึงมันจะค่อนข้างทรมาน เพราะว่าสติหลุดง่ายมากๆก็ตาม
เหมือนว่าจะอ่านรู้เรื่องหมดแหละ เขียนลงกระดาษทดได้เป็นเรื่องเป็นราว
แต่... พออิเวลามันเหลืออีกแค่ 5 นาที นาฬิกาตรงมุมจอมันจะเริ่มกระพริบ
ณ วินาทีนั้น.. เริ่มลน!! เพราะหันไปมองตัวเลขคำถาม นี่ยังไม่ได้ทำอีกเป็น 10 ข้อ =[]=
กรี๊ดดดดดดด ลน ลน ลน ลน ข้อละ 30 วิ งั้นเร๊าะ... แค่อ่านโจทย์ยังไม่ทันเลย
เลยต้องใช้วิธี scan ขั้นเทพ (แปลว่ามั่วนั่นเอง) ชอยส์ไหนคุ้น จิ้มแม่มเลย!!!
ถิอคติที่ว่า "ตอบผิดยังดีกว่าไม่ได้ตอบ" T^T
เฮ่อ ==3  ถอนหายใจหนักๆ แล้ว passage ใหม่มันก็ไม่รอช้า เด้งขึ้นมาในทันทีทันใด (ใจคอจะไม่ให้พัก -*-)

2 passage หลังนี่เหมือนจะง่ายกว่าอันแรก แถมเวลาเยอะกว่าอีก (เฉลี่ยแล้วได้ passage ละ 20 นาที)
แต่ก็เข้าอิหรอบเดิม = =' ทำไม่ทัน อะเกน ฮือออออออออออออ
คราวนี้ไม่โทษใครแล้วค่ะ เพราะว่าไม่มีใครรบกวน (ยกเว้นคนที่เครื่องเสีย) โทษตัวเองได้อย่างเดียว
รู้สึกว่าศัพท์กับเรื่องราวมันใกล้ตัวกว่า passage แรก แต่อ่านรู้เรื่องน้อยกว่า -*-
ฮาราคีรี~~~~

.

.

Listening

พาร์ทนี้หวั่นใจมากที่สุด เพราะว่ารู้ตัวดีว่า สมาธิสั้น แล้วก็ยังหูไม่ดี
แถมผลสอบครั้งที่แล้ว ก็ยังมาตอกย้ำซ้ำเติมให้เข้าใจแจ่มแจ้งว่า "Listening แกห่วยระดับโลก!!"
แต่ที่ผ่านมาก็พยายามฝึกฟังมาตลอด เปิดให้มันได้ยินเป็นชีวิตประจำวัน
มันก็น่าจะดีขึ้นบ้าง ซักนิดล่ะน่า~

ครั้งนี้ก็เหมือนครั้งที่แล้ว
ฟังออกหมด จดได้เป็นเรื่องเป็นราว (หลุดบ้างนี๊ดโหน่ย~)
แต่ก็รู้สึกว่าลังเลตอนเลือกชอยส์
คล้ายๆกับชอยส์ถูกมี 2 อันยังไงยังงั้นล่ะ = ='
คล้ายๆกับที่ A.OB1 เคยบอก ภาพใหญ่-ภาพเล็ก ให้ตอบภาพที่ใหญ่กว่า
ก็เข้าใจนะ แต่ถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจ ทำไมถึงได้เลือกข้อที่ไม่ถูกตลอด ฮ่วย!!!

Listening จะแบ่งออกเป็นเซตๆค่ะ
1 เซตจะประกอบไปด้วย 1 conversation กับ 2 lecture ให้เวลาตอบ
ไม่นับเวลาฟังกับอ่านคำถาม 10 นาทีถ้วน!!
แต่ใครจะได้ 2เซต หรือ 3 เซต ก็ขึ้นอยู่กับว่า Reading เยอะแค่ไหน

.

.

Speaking

นรกของจริงกำลังเริ่มขึ้นค่ะ เมื่อคนเริ่มทะยอยเดินกลับเข้ามาจากพัก
(พวกที่ยัง listening ไม่เสร็จก็ประสาทเสียกันไป - -;)
ที่ listening เสร็จก่อน ก็จะกลับเข้ามาก่อน แล้วก็จะต้องเริ่มต้น speaking ก่อน
โชคดีที่ลูลิไหวตัวทัน พยายามอู้(ทำเต็มเวลา) ตอน Listening = ='
ก็ไม่อยากจะสปีคคนเดียวในห้องนี่นา

Speaking จะแบ่งออกเป็น 6 ข้อ
ข้อ1. ให้พูดเรื่องใกล้ๆตัว → มัวแต่ตกใจอยู่เลยตอบแบบโง่ๆเลย
ของลูลิถามว่าเพื่อนสมัยเด็กสำคัญยังไง อะไรทำนองนี้
แบบภาษาไทยยังรู้สึกซับซ้อนมากกับเรื่องนี้ เลยตอบไม่ถูกเลย T^T

ข้อ2. ให้ชอยส์มาว่า agree หรือ disagree
จำไม่ได้ว่าถามว่าอะไร แต่จำได้ว่าตอบไปอย่างเต็มแม๊ก ราวกับมีความรู้เยอะเลย 555+

ข้อ3. อ่าน passage แล้วก็ฟัง คน 2 คน discus กัน อธิบาย แล้วก็พูดสรุปว่าเค้าว่ายังไง
อันนี้ฟังไม่ค่อยทัน เพราะเจ๊พูดเร็วมาก เหมือนจะเกี่ยวกับรถขายอาหารซักอย่าง
ไม่รู้ล่ะว่าเค้าพูดว่าไง (ก็ฟังไม่เข้าใจ) เลยเอาแค่ที่ฟังทันโซโล่ไปเลย กร๊ากกกกก สงสารคนตรวจข้อสอบจริงจรี๊ง

ข้อ4. อ่าน passage แล้วก็ฟัง prof. อธิบายในชั้นเรียน
ปกติลูลิจะไม่เก่งเวลาเป็น Lecture แต่อันนี้ฟังได้หมดเลยล่ะ ฮ่าๆๆ
เป็นเรื่องเกี่ยวกับแมงมุมปล่อยฟีโรโมนของตัวอะไรซักอย่างได้ ล่อให้ตัวผู้มาติดกับละก็กิน ง่ำๆๆๆ

ข้อ5. ฟังคนคุยกันแล้วก็อธิบาย ว่าเค้ามีปัญหาอะไร แล้วก็มีวิธีแก้ยังไง
ครั้งนี้เป็นเรื่องของผญ.ที่ต้องแบกจักรยานขึ้นชั้น 4  _ _:
จริงๆข้อนี้มันจะมี pattern ในการตอบอยู่ แต่ว่าไม่ได้เตรียมตัวเรื่อง Speaking ไปเลย
ก็เลยลืมไปว่ามันจะ มี 1 ปัญหา 2 ทางแก้ แล้วก็เลือก 1 ทางเสมอ
พาร์ทนี้ค่อนข้างง่ายในความคิดของลูลิ แต่วันนี้ตอบมั่วมาก เซ็งเป็ด T^T

ข้อ6. ฟัง Lecture แล้วสรุปใจความมาพูด
อันนี้ก็ฟังรู้เรื่องหมด ตอบได้ด้วยฮ่าๆๆ แต่พูดไม่ค่อยทัน แบบว่ารู้เรื่องเยอะเกินไป เวลาไม่พอ กร๊ากกกกกกก
เป็นเรื่องของประโยชน์ของการปลูก weed (เท่าที่แอบฟัง เหมือนทุกคนตอบข้อนี้ได้หมดเลยอ่ะ)

ประเด็นสำคัญของการ speaking คือ หน้าทนเข้าว่า!!!
พึงระลึกเอาไว้เสมอว่า ไม่มีใครรู้จักเรา (ถึงจะเห็นหน้าเราก็เหอะ = =' เด๋วก็ลืม)
แล้วทุกคนก็สนใจที่จะตอบของตัวเอง ไม่มีเวลามาเงี่ยหูฟังเราหรอก!!
concentrate กับข้อสอบของตัวเอง ไม่ต้องแคร์สื่อ !!!!

แต่..

เวลาพูดไม่ต้องตะโกนนะคะ ไมค์เค้าดี พูดเบาๆก็ได้ เกรงใจคนอื่นเค้ามั่ง = ='
วันนี้ลูลิไปสอบ ช่วงที่ลูลิอ่าน Reading ของพาร์ท Writing  อยู่ ก็ยังมีคนที่ยัง Speaking ไม่เสร็จ
อะหือออ.. แบบว่า จะเน้นเป็นคำๆชัดไปไหน เหลืออยู่คนเดียวในห้องแต่เซล์ฟสุดยอด!!
ทำเอาอ่าน Reading ไม่รู้เรื่องเลย T^T

ก็ไม่แปลกหรอกค่ะ เข้าใจว่าแต่ละคนอยากทำในส่วนของตัวเองให้ดีที่สุด
ถ้าจะผิด ก็คงผิดตรงไม่มีพาร์ทิชั่นนี่ล่ะ ฮือออออออออออ

.

.

Writing

พาร์ทนี้เป็นพาร์ที่ค่อนข้างมั่นใจมากที่สุด
เพราะว่าเป็นคนชอบเขียน (ถึงจะเขียนเป็นภาษาไทยก็เหอะ)
เอาเป็นว่าไม่มีปัญหาในการปั้นน้ำเป็นตัว เอ้ย เป็นเรื่อง ก็แล้วกันค่ะ ^^

ข้อสอบจะมีทั้งหมด 2 ข้อ
ข้อแรก ให้อ่านแล้วฟัง แล้วก็ให้เขียนอธิบายสิ่งที่เค้าพูดถึง พร้อมยกตัวอย่างดีเทลยิบย่อยตามเค้า
ปัญหาของข้อนี้คือ ต้องอ่านอย่างรวดเร็ว เพื่อจับใจความให้ได้ว่าเค้าจะพูดถึง passage ในแง่ไหน
passage จะหายไปตอน Listening แต่จะโผล่มาอีกทีตอนเขียนค่ะ ไม่ต้องห่วงถ้าอ่านไม่ทัน
หลังจากอ่าน(ไม่ทัน)จบ ก็จะเริ่ม Lecture ทันที (ใส่หูฟังรอไว้เลยค่ะ)
อันนี้ลูลิก็เขียนไม่ค่อยได้เรื่อง เพราะว่าอ่านไม่รู้เรื่อง (ไม่ทันอะ ยาวเกิ๊น = =')
ที่ prof. พูดก็ฟังออกบ้างไม่ออกบ้าง

เอามานั่ง mix กันอยู่นาน จนสุดท้ายเหลือเวลาไม่ถึง 10 นาที
เริ่มลนอีกแล้วครับท่าน!!!!
ก็เลยต้องใช้วิธีเขียน keyword ของแต่ละ paragraph เอาไว้
ประมาณว่า ถ้าเวลาหมด (มันจะตัดทันที) ก็ยังอ่านเข้าใจได้ ถึงจะไม่สวยงามก็เหอะ
จัดไปเลย..
- introduction เวิ่นเว้อที่มาที่ไป
- ตัวอย่าง1
- ตัวอย่าง2
- ตัวอย่าง3
- conclusion จบตัดตอน

ไม่รู้จะได้คะแนนเท่าไหร่ เพราะลอก passage มาเยอะอยู่ (ก็มันไม่รู้เรื่องเน่ !!!! -*-)
เอามาเปลี่ยนๆภาษาให้เป็นภาษาเรา แต่ก็ไม่รุ้ว่าเค้าจะอ่านรู้เรื่องป่าว T^T
อ่อ... สำหรับข้อนี้ ไม่ต้องแสดงความเห็นของเราลงไปนะคะ เค้าให้เล่าเรื่องที่ได้ยินมาเท่านั้น!!

ข้อสอง ให้ statement มาอันนึง แล้วถามว่าเห็นด้วยมั๊ย ให้แสดงความเห็น
คำถามจะเป็นประมาณว่าเอาเงินไปลงทะเบียนกับระบบ Internet หรือ ระบบขนส่งดีกว่ากัน
อ่านคำถามแล้วลังเลเนอะ... จริงๆใจคิดว่าขนส่งล่ะ
แต่ว่ามันไม่สามารถคิดเหตุผล support ออกมาได้ ก็เลยเอาเป็น Internet ก็ละกัน -*-
จัดไป..
- introduction → เวิ่นเว้อว่าเมื่อก่อนนี้เคยฟังมาถึงข้อดีของเน็ตก็เลยเห็นว่าเน็ตสำคัญ
- เหตุผล1 → ย่อโลก
- เหตุผล2 → หาความรู้ง่าย
- เหตุผล3 → ประหยัดกระดาษ ลดโลกร้อน (แถ -*-)
- conclusion → ยังไงดิชั้นก็เห็นว่า Internet สำคัญกว่าค่ะ

ครั้งนี้เขียนแนวคล้ายๆครั้งก่อน ก็ได้แต่หวังว่าจะได้คะแนนบ้างล่ะเนอะ + +"

.

.

.

พอหน้าจอตัดไป ก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่!! พ้นนรกซักที
ท้องก็ร้องโครกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกแทรกขึ้นมาทันที หิวมากกกกกก
ทั้งๆที่ตอนเช้าก็พยายามกินอะไรมาแล้วนะ
แต่มันก็บ่ายโมงกว่า คงได้เวลากินแล้วล่ะนะ
รีบไปหาไรกิน ก่อนกระเพาะมันจะย่อยตัวเองดีกว่า ><

Photobucket

ผลของอาหารมื้อนี้ ท้องอืดใหญ่บะเริ่ม _ _:
โอย ทรมานนนนนนนนนนนนน T^T

End.

 

 
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 626 other followers