,, 10 เมษายน 2553 (อุเอโนะ / Ueno / 上野)
หลังจากที่เสียเวลาต่อสู้กับเจ้าตู้รับฝากกระเป๋า (เรียกหรูๆหน่อยก็ลอกเกอร์ = =’)
จนสุดท้ายสู้มันไม่ได้ จนต้องแบกกระเป๋าอ้อมกลับไปไว้ที่โรงแรมก่อนแล้วนั้น
อีกชั่วโมงกว่าๆถัดมา เราก็กลับมายืนที่เดิม ณ สถานีอุเอโนะค่ะ
เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ลูลิก็มาเหยียบอุเอโนะพาร์คมาแล้วครั้งนึง
ครั้งนั้นเดิมชมสวน (ที่แทบไม่เหลือซากุระเท่าไหร่แระ) แล้วก็เข้าไปดูสวนสัตว์อุเอโนะด้วย
เจ้าแพนด้าของเค้า ก็หน้าตาไม่เห็นต่างจากหลินฮุ่ยของเราเท่าไหร่ = =’
มันนอนนิ่งๆเหมือนกัน แล้วคนก็แห่ไปดูกันเต็มไปหมดเหมือนกัน (ไม่รู้ดูอะไร มันนอนอยู่ในบ่อโผล่มาแต่หัว -*-)
ครั้งนี้เพื่อไม่ให้ซ้ำของเดิม ก็เลยขอเส้นทางที่แตกต่างจากครั้งที่แล้วซะหน่อย
ครั้งนี้ไม่เข้าสวนสัตว์แล้วค่ะ (แม้ว่าในสวนสัตว์จะมีเต็กน่ารักๆๆของลูลิเยอะแยะก็ตามที T^T)
จะเดินดูรอบๆสวน แล้วก็เข้าวัดวาอารามศาลเจ้าที่มีอยู่ตลอดทางด้วยค่ะ
อากาศในวันนี้ ครึ่งๆกลางๆ ใส่แต่แจกเกตก็หนาวไป พอใส่เสื้อโค้ทก็เหงื่อซึมนิดๆ -*-
แต่เพื่อการไปต่อถึงกลางคืนได้อย่างไม่หนาวตาย เลยต้องล่อเสื้อโค้ทอย่างที่เห็นล่ะค่ะ แหะแหะ
มาสรุปเส้นทางในวันนี้กันก่อนซักนิด
เริ่มต้นจากสถานี JR อุเอโนะ → ศาลเจ้าโทโชคุ → ศาลเจ้าโกโจ เทนจิน → เบนเทนโดะ → สถานี JR อุเอโนะ
ดูแล้วแวะไม่ดี่ที่ แต่ก็กินเวลาไปหลายชั่วโมงเลยล่ะค่ะ (ดื่มด่ำกับธรรมชาติซะเพลิน อิอิ)

.
.
ออกจากสถานีก็ตรงดิ่งเข้ามาตามทางเข้าหลัก ถ้าหากว่าใครกลัวหลง ไม่ต้องกลั๊วววว (ขึ้นเสียงสูงด้วย)
เพราะคนเยอะม๊ากกกก (เสียงสูงกว่าเดิม) เดินตามฝูงชนไป รับรองได้ว่าไม่มีหลง!!
ยิ่งวันนี้เป็นวันเสาร์แล้วด้วย ทั้งเพื่อนฝูง ครอบครัว ญาติมิตร พากันออกมาดื่มด่ำกับเทศกาลฮานามิกันจนแน่นเลยล่ะค่ะ
ทางเข้าด้านหน้า ซึ่งผ่านพิพิธภัณฑ์ ก็ยังหน้าตาเหมือนเดิม และให้ความรู้สึกไม่ต่างจากที่มาครั้งก่อน
แต่พอเดินมาถึง 4 แยกเท่านั้นล่ะค่ะ
โอ้!!!!!! นี่มัน มัน มัน ซากุระของช๊านนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน
อย่างที่บอกว่ามาคราวก่อนฝนตกหนัก ซากุระเลยมีใบเขียวๆขึ้นมาซะเต็มต้นไปหมด
ครั้งนั้นเลยมาดูต้นซากุระ แทนที่จะเป็นมาดูดอกซากุระ T^T
ครั้งนี้แหละ!! ถึงแม้ว่าใบเขียวจะเริ่มแซมขึ้นมาบ้างแล้ว
แต่ภาพรวมก็ยังเป็นต้นไม้สีชมพูอย่างที่ใจอยากจะเห็นอยู่ >//////<

ช่อซากุระแรก ที่ได้เจอกัน ณ อุเอโนะพาร์ค

ถนนสายซากุระ ผู้คนพลุกพล่านสุดๆ ทั้งนักท่องเที่ยว แล้วก็ชาวญี่ปุ่นที่ออกมาเฉลิมฉลองใต้ต้นไม้สีชมพูนี้

ชาวญี่ปุ่นออกมานั่งก๊ง กินอาหาร กินเหล้า(อันนี้เห็นเยอะกว่า ><)

มีทุกเพศทุกวัยจริงๆ แต่แถวๆนี้เห็นทีจะเป็นนักศึกษามหาลัยค่อยข้างเยอะ (ของชอบเลย 555)

แม้แต่คุณม้าก็มาฮานามิ!!!!!!!
คนแวะถ่ายรูปคุณม้าเยอะเชียวล่ะ เป็นดาราประจำโซน 555+

คุณพ่อเอาคุณลูกใส่ตะกร้ามาฮานามิเหมือนกัน

เวลาลมพัดที กลีมซากุระก็จะปลิวมากับสายลมสวยมากๆ
ลุงขา.. หนูขออนุญาตถ่ายรูปคุณลุงมาลงนะคะ เห็นคุณลุงถ่ายเอ็มวีอยู่แบบนี้ หนูประทับใจ ><

และแม้แต่น้องหมา ก็ยังตื่นเต้นกับกลีบซากุระที่ปลิวว่อน ^^
.
.
เดินเลยแยกเข้ามานิดเดียว ทางขวามือก็จะเห็นโทริอิหินสีทึมๆตั้งตระหง่านอยู่
อูยยยย หินๆ ครึ้มๆนี่ล่ะของชอบเลย ว่าแล้วก็เลยต้องแวะเข้าไปดูซะหน่อย!!
ศาลเจ้านี้ ก็คือ ศาลเจ้าโทโชคุ (Toshogu shrine) ค่ะ อย่าเพิ่งงงว่าทำไมชื่อเหมือนกันกับที่นิกโก้เลย
ยังค่ะยัง เรายังไปไม่ถึงนิกโก้นะคะ ^^
ศาลเจ้าโทโชคุแห่งสวนอุเอโนะแห่งนี้ เรียกได้ว่าเป็นของเดิมแต่โบราณมาเลยทีเดียว
ศาลเจ้าแห่งนี้สร้างมาตั้งแต่ปี 1627 โดยขุนศึกผู้ยิ่งใหญ่ชื่อ โทโด ทาคาโทระ (Todo Takatora)
เพื่อเป็นเกียรติแด่ โทคุกาวะ อิเอยาสุ (Tokugawa Ieyasu) โชกุนคนแรกของราชวงศ์โทคุกาวะ
ซึ่งศาลเจ้านี้ก็ได้รอดพ้นจากการทิ้งบอมบ์ รอดพ้นจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่
และตั้งตระหง่านอย่างสง่างามมาได้จนถึงทุกวันนี้ (ชาวญี่ปุ่นเองก็ยังสงสัย เอ๊ะ รอดมาได้ไง -*-)
คำว่า “โทโชคุ” นั้น แปลเป็นไทยได้ว่า “แสงจากทิศตะวันออก”
ซึ่งไม่ต้องแปลกใจเลยค่ะ ถ้าไปเที่ยวที่จังหวัดไหนๆแล้วก็จะเจอแต่ศาลเจ้าโทโชคุเต็มไปหมด
ทั่วประเทศญี่ปุ่น ศาลเจ้าโทโชคุมีมากถึง 200 กว่าแห่งเชียวล่ะค่ะ
ซึ่งแต่ละที่ถึงแม้หน้าตา และสถาปัตยกรรมอาจจะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละพื้นที่
แต่จุดประสงค์ในการสร้างขึ้นก็เป็นหนึ่งเดียวค่ะ ซึ่งก็คือ “การบูชาอิเอยาสุดุจดั่งเทพเจ้า”
ศาลเจ้าโทโชคุ
ค่าเข้าชม :: ฟรี
เปิด-ปิด :: ไม่มีเขียนบอกไว้ (หรือไม่ก็อ่านไม่ออกเอง)
แต่ใกล้ๆทางเข้าจะมีชมสวนญี่ปุ่นซึ่งเสียเงินค่าเข้าค่ะ ชะโงกหน้าเข้าไปดูแล้วไม่มีอะไร
เลยไม่ได้เข้าไป แล้วก็จำไม่ได้ด้วยว่ากี่ตัง 400-500 เยน ราวๆนี้ค่ะ

โทริอิหิน ที่เห็นแล้วอยากจะวิ่งเข้าใส่จริงจรี๊งงงงง

ด้านหลังโทริอิ ก็จะเป็นแนวโคมหินเรียงกันแบบนี้ สวยมว๊ากกกกกก

ผ่านซุ้มประตูทางเข้าเข้ามาค่ะ เห็นเค้าเอาแผ่นไม้มาเรียงต่อๆกันแปลกตาดี
เหมือนป้ายดวงวิญญาณที่เห็นในการ์ตูยังไงไม่รู้ -*-

ทางเดินเชื่อมไปยังตัวศาลเจ้าหลัก ก็ยังร่มครึ้มไปด้วยกิ่งก้านสาขาของซากุระ ><

ดูสิคะ 2 ข้างทางประดับไปด้วยโคมหิน ของชอบของลูลิเล้ยยยยยยย

ทางขวามือ มองไปก็จะเห็นเจดีย์ 5 ชั้น ของวัดคาเนจิ (Kaneji Temple)
คนหยุดยืนถ่ายรูปซากุระกับเจดีย์กันอย่างตรึม!! แต่ลูลิก็วิ่งหามุมถ่ายได้ไม่แคร์สื่อเช่นเคย 555

พอผ่านซุ้มประตูเข้ามาอีกลอค ก็จะเปลี่ยนเป็นโคมสัมฤทธิ์แทน ก็ยังสวยเหมือนเดิม ><
อ่านเจอมาเหมือนกับว่าโคมไม่ได้มีเอาไว้เพื่อให้แสงสว่าง แต่เป็นสัญลักษณ์ “แสง” ของคำว่า “โทโชคุ” ตะหากล่ะค่ะ

เหมือนกับศาลเจ้าทั่วๆไปค่ะ ที่จะมีเซียมซี แล้วก็ถ้าได้ใบไม่ดี ก็จะเอามาผูกไว้กับกิ่งไม้ หรือราวที่เตรียมไว้ให้
เพื่อให้ความโชคไม่ดีนั้นไม่ติดตัวกลับไปที่บ้านด้วย
ได้ข่าวมาว่าศาลเจ้าโทโชคุที่อุเอโนะนั้นเกิดจากฝีไม้ลายมือของศิลปินชื่อดังแห่งเอโดะ
แถมยังมีสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานความเป็นจีนเข้าไป มีการประดับด้วยมังกร
ซึ่งให้ความหมายถึงการลงมา และกลับสู่สวรรค์
แต่!!!!
มันปิด!!!!!!!!!
T^T
(จ๋อยจนพูดไม่ออก ฮือออออออออออออออออ)
เลยได้แต่ถ่ายรูป Sculpture แถวๆนั้นแล้วจากมาอย่างอาลัยอาวรณ์ กระซิกๆ T^T
หน้าตาศาลเจ้าโทโชคุ (ถ้าเปิด)จะเห็นหน้าตาเป็นแบบนี้ค่ะ credit : travelpod

แต่ว่าถูกบังด้วยผ้าใบสกรีนลายเอาไว้ ชิชะ… เหลือแต่คุณสิงโตตัวนี้เอาไว้ให้ดูต่างหน้า
ถ่ายแต่สิงโตกะด้ายยยยยยยยยยยยยยยยยยย!!!

แม้แต่คุณสิงโตก็ยังเชิดใส่ T^T
.
.
เดินกลับผ่านทางเดิม (แต่ก็ยังไม่หยุดถ่ายรูป ><) เดินออกมาดูซากุระด้านหน้าอีกนิดหน่อย
ก็จะเจอโทริอิสีแดง เรียงกันอยู่จำนวนนึงทางด้านขวามือ
ด้วยความอดใจรอให้ถึง “ฟูชิมิอินาริ” หรือที่รู้จักกันในนาม “ศาลเจ้าโทริอิหมื่นอัน” ไม่ไหว
เลยขอแว่บเข้าไปดูซะหน่อย
เดินลงเขา(เตี้ยๆ) ลอดซุ้มโทริอิที่เรียงรายลงไป ก็จะเจอกับศาลเจ้าเล็กๆ
สร้างด้วยไม้ แบบสถาปัตยกรรมแบบญี่ปุ่นเด๊ะๆ
พร้อมกับซุ้มน้ำล้างมือ และรูปปั้นเทพเจ้าจิ้งจอกประปราย
ศาลเจ้าโกโจเทนจิน (Gojo Tenjin Shrine)
เป็นศาลเจ้าที่สร้างขึ้นเพื่อถวายแด่เทพอินาริ ซึ่งเป็นเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์
ชาวญี่ปุ่นค่อนข้างให้ความนับถือเทพอินาริกันมากพอตัว
จะเห็นได้จากทั่วประเทศจะมีศาลเจ้าที่สร้างถวายเทพอินาริมากมาย
ที่เด่นๆเลย ก็เห็นจะเป็น “ฟูชิมิ อินาริ” ที่กำลังจะได้เจอกันอีกใน 3-4 วันข้างหน้านี่ล่ะค่ะ
เคยมีคนบอกเอาไว้ว่า หากเห็นโทริอิแล้วล่ะก็ รับรู้เอาไว้เลยว่านั่นน่ะ “ศาลเจ้า” มิใช่ “วัด”
แล้วเวลาที่เห็นโทริอิ สิ่งที่มักจะเห็นควบคู่กันไปด้วยเสมอเลย ก็คือรูปปั้นจิ้งจอก
.. จะว่าไปคุยมาถึงตรงนี้แระ ขอเล่าเรื่องของเทพอินาริซักหน่อยดีกว่า
(เพราะเด๋วเราคงจะเจอกับเทพอินาริอีกตลอดทริป ^^)
เทพอินาริ (Inari / 稲荷) เป็นเทพแห่งการเก็บเกี่ยวและความอุดมสมบูรณ์ค่ะ
ไม่รู้ว่าเทพอินารินั้นเป็นหญิงหรือเป็นชาย เพราะว่ามีเรื่องเล่าออกมาเยอะแยะจนสับสนไปหมด -*-
แต่รู้แค่ว่าเวลาที่เทพอินาริไปไหน ก็จะมีจิ้งจอกสีขาวเดินตามหลังไปด้วยเสมอเท่านั้นล่ะ
ชาวญี่ปุ่นถือว่า เทพจิ้งจอก หรือที่รู้จักกันดีในนาม “คิทสึเนะ” (Kitsune / 狐) นั่นเป็นผู้เดินสารของเทพอินาริ
ถือเป็นสื่อกลางระหว่างเทพกับมนุษย์นั่นเอง ^^
และเมื่อเป็นหนึ่งในเทพเจ้าที่ชาวญี่ปุ่นให้ความเคารพ สวดขอพรให้ธุรกิจประสบผลสำเร็จ เจริญรุ่งเรือง
ทำให้เกิดศาลเจ้าที่สร้างอุทิศเพื่อบูชาจิ้งจอกอยู่มากมายทั่วประเทศญี่ปุ่น
ผู้คนมักจะถวาย ข้าว เหล้าสาเก หรืออาหารอื่นๆที่เกี่ยวกับข้าวไว้ที่ศาลเจ้าเหล่านี้ค่ะ
เวลาที่เห็นโทริอิ สิ่งที่จะเห็นคู่กันเสมอๆนั่นก็คือรูปปั้นจิ้งจอก แถมยังเป็นจิ้งจอกใส่ผ้ากันเปื้อนอีก
เคยสงสัยกันมั๊ยคะว่าใส่ทำไม? ใส่ให้น่ารัก? ใส่เล่น? หรือใส่เพราะมีความหมายอะไร?
นี่ตั้งประโยคคำถามขึ้นมาก็ยังไม่มีคำตอบ นะเนี่ย ใครมีคำตอบบอกลูลิที (แฮ่ๆ)
ศาลเจ้าโกโจเทนจิน
ค่าเข้าชม :: ฟรี
เปิด-ปิด :: เปิดตลอด (เพราะไม่เห็นมีประตู ^^)

โทริอิเรียงกันตรงทางเข้าฝั่งสวนอุเอโนะ

รูปปั้นจิ้งจอกใส่ผ้ากันเปื้อน จะยืนอยู่ข้างๆศาลเสมอ

ขอพรจ้ะ ขอให้รวย ขอให้รวยยยยย ^^

ชาวญี่ปุ่นเองก็มาขอพรกันเป็นประปราย

เงาสะท้อน (ลงทำไมหนิรูปนี้ 555+)
.
.
เดินลงมาด้านหลังของศาลเจ้า ก็จะเจอฟุตบาทเลียบทางภูเขา มีถนน 2 เลนวิ่งคู่ไปด้วย
ทำคอยืดยาวมองไปฝั่งตรงกันข้าม เฮ๊ยยย ทะเลสาป!!!
มองเลยไปอีก เฮ๊ยยย งานวัดดดดดดดดดดดดดดด!!!!
พอเห็นงานวัดเท่านั้นล่ะ วิญญาณเด็กเข้าสิงในทันที ><
วิ่งโร่ อยากไปงานวัดกะเค้า จนเกือบจะลืมไปว่า ที่ญี่ปุ่นเค้าข้ามถนนตามสัญญาณไฟนะตะเอง =3=
ฟู่ววว เกือบเป็นตัวประหลาดแล้วมั๊ยล่ะเรา -*-
พอข้ามถนนไป ก็เข้าสู่บรรยากาศของงานวัดทันทีค่ะ
ทุกคนแลดูรื่นเริง ไอ้เราก็ตื่นเต้นไปด้วย
2 ข้างทางมีร้านขายขนม ขายน้ำ ขายอาหารไปตลอดทาง
ราคาไม่แพงค่ะ ไส้กรอก 400เยนงี๊ ทาโกะยากิ 500เยนงี๊ (กัดฟันกรอดดดดดด)
ตรงปลายทางของถนนที่ถูกขนาดข้างด้วยร้านค้าจนมองไม่เห็นอะไรแล้วนั้น
คือ Bentendo (弁天堂) ค่ะ เป็นตำหนักที่สร้างขึ้นถวาย Benzaiten (弁才天, 弁財天)
หรือพระอุมาเทวีนั่นเอง (กว่าจะเดาได้ว่าเป็นองค์ไหน นั่งเทียบรูปแทบแย่ T^T)
พระอุมาเทวี ตามตำราอินเดียนั้น เป็นเทพีแห่งอำนาจอันยิ่งใหญ่
ซึ่งทางญี่ปุ่นได้รับมาในชื่อของ Benzaiten ซึ่งรูปปั้นต่างๆก็หน้าตาเปลี่ยนแปลงไปจากของอินเดีย
กลายเป็นเทพีแห่งการเรียนรู้ กาพย์กลอน ดนตรี ศิลปะ เทพีแห่งสายน้ำ และเทพีผู้คุ้มครองประเทศชาติ
(ตรงนี้ถ้าไม่ถูกขออภัยค่ะ เซิชหาแล้วเค้าว่ามางี๊ = =’)
Bentendo นี้ก็เหมือนกับศาลเจ้าโทโชคุค่ะ คือมีคนสร้างศาลแบบนี้ถวายทั่วประเทศ
ถ้าไปเที่ยวในจังหวัดอื่นๆแล้วเจอ Bentendo เหมือนกัน ก็ไม่ต้องแปลกใจไปค่ะ
ด้วยความที่ตอนนั้นไม่รู้ว่านี่คือศาลอะไรหว่า?!? ก็ได้แต่ยกมือไหว้แล้วก็เดินผ่านไป
(ใจจดจ่อกับงานวัดมากกว่าสิ่งอื่นใด แหะแหะ ><)
แต่พอมาเซิชดูรูปอาคารทีหลัง อุเคี๊ยก!! สวย!!
แงงงงงงงงง ทำไมตอนน้นไม่ตั้งใจดูล่าาาาาาาาาาาาาาาาาา T^T
หน้าตาเป็นแบบนี้ credit :: panoramio


ทางเดินเข้า หลังคาเขียวๆนั่นล่ะค่ะ Bentendo ล่ะ

เห็นด้านหน้าแล้ว คนเบียดกันขึ้นไปไหว้มากมาย ลูลิเลยขอเดินส่องอาหารข้างทางดีก่า (ตะกละได้โล่ห์ -*-)

โชว์บรรยากาศงานวัดจ้ะ

ครอบครัวก็มา หนุ่มสาว(ครอบครัวในอนาคต)ก็มา ,, เห็นละคิดถึงปะม๊า มะม๊านะหนิ ><

เด็กๆมีความสุขที่ได้ออกมาเที่ยว (ลูลิก็มีความสุข แอบถ่ายรูปเด็กๆ แฮ่~~~)

น่าร๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก เด็กญี่ปุ่นเป็นเด็กที่น่ารักที่สุดในโลกกกกกก

ไปซื้อของกินเองก็ได้ด้วย (ขอบอกว่าเด็กคนนี้หล่อมาก แต่กลัวแม่เค้าด่าเลยได้แต่แอบถ่ายไกลๆ -*-)

อันนี้ซื้อกินกันเอง น้ำไม่มีฉลากหน้าตาแปลกๆ
มันตลกตรงรูปทรงมัน (เหมือนอะไรไม่รู้ว = =’) แถมยังต้องมีท่ากินแปลกๆอีก
ก่อนอื่นเราต้องจ่ายตังเค้าไปก่อน 300เยน (ร้อยก่าบาท T^T)
เค้าก็จะเอาอะไรซักอย่างตบลงที่ปากขวด โป๊ะ!! ลูกแก้วที่อุดปากขวดก็จะตกลงไปในขวด
ทีนี้เราก็ยกขึ้นดื่ม ต้องให้ลูกแก้วมันมาคาตรงรอยบุ๋มที่คอขวด น้ำถึงจะไหลเข้าปากเรา
ถ้าหมุนผิดด้าน ลูกแก้วก็จะกลับมาอุดที่เดิม ต้องให้แม้ค้าโป๊ะให้ใหม่ 5555+
รสชาดเหมือน มิรินด้าน้ำเขียวที่ไม่ใส่สีเขียวอ่ะ ร้อยก่าบาท เอาน่า ซื้อประสบการณ์ ><
(กินเสร็จต้องคืนขวดด้วยอะ T^T 300เยนนี่ขอขวดด้วยก็ไม่ให้เหรอ)

ลูกชิ้นปิ้ง ไม่กล้าถามราคา กลัวต้องกิน = =’

อันนี้เหมือนโดโรยากิป่ะ แต่แค่หน้าตาแป้งมันเป็นรูปการ์ตูน จำราคาได้แระ แต่จำได้ว่าแพงจนถอยครูดออกมาอ่ะ 55

อันนี้เข้าใจว่าเป็นมันนะ

โอโคโนมิยากิฮะ หน้าตาเหมือนไข่ดาวมากๆ = =’
เคยกินแบบนี้ที่ถนนอะเมะยะโยโกะ อร่อยมากกกกกกกนะ แต่ตั้ง 800เยน คราวนี้เลยขอบาย แหะแหะ
.
.
พอพ้นจากโซนงานวัดออกมาด้านหลังของ Bentendo ก็จะเจอ ทะเลสาปชิโนบาซุ (Shinobazu pond)
เค้าว่ากันว่าเมื่อก่อนเคยเป็นบ่อน้ำรกร้าง แต่ตอนนี้กลายเป็นบ่อบัวที่สวยติดอันดับของโตเกียวไปแล้วล่ะค่ะ ริมฝั่งของทะเลสาปจะเห็นต้นซากุระปลูกล้อมไว้เป็นแนว น้ำที่สะท้อนสีฟ้าของท้องฟ้า รับกันกับสีชมพูของดอกซากุระ และสีเขียวของต้นไม้ สวยยยยยยยยยมากมาย

ตรงนี้กับในเมือง หยั่งกับอยู่กันคนละประเทศ

ซากุระบานเต็มไปหมดเลย >///////<

ถ่ายรูปกับหิน(?) ไม่จิ ถ่ายกับซากุระข้างหลังตะหากเล๊าาาาาา

ในทะเลสาปมีเป็ดเต็มเลย ว่ายโฉบมาแบบ “ถ่ายชั้นหนน่อยๆ” เลยแชะเข้าให้
เป็นหน้าตาดุม๊ากมาก ตาสีเหลืองด้วยนะ เห็นป่าวววว

ชมพู-ฟ้า = ซากุระที่อุเอโนะ (ไม่ใช่สวนกุหลาบนะ 555+)
เดินตามถนนเลียบเขามาเรื่อยๆ ก็จะมาเจ๊อะกับสถานี JR อุเอโนะพอดี
ถ้ามองตามแผนที่ ก็คือเราเดินอ้อมรอบเขาด้านล้างเอา
ก่อนที่จะข้ามไป JR อุเอโนะ ทางขวามือก็คือถนน อะเมะยะโยโกะ (Ameyayoko)
ที่เป็นเหมือนถนนชอปปิ้ง สไตล์ตลาดๆนิดหน่อย (ไม่ใช่แบรนด์เนม)
มีตั้งแต่ของสด (สับหัวปลากันเห็นๆ) ผลไม้ เสื้อผ้า ของใช้ ไปจนถึงเครื่องสำอางค์
แต่ดูจากเวลาแล้ว เราต้องไปต่อกันที่ฮาราจุกุ ก่อนที่พวกคอสเพลย์จะกลับบ้านกัน
เพราะฉะนัน อะเมะยะโยโกะ เอาไว้โอกาสหน้าละกันนะจ๊ะ
พยายามคิดว่าคราวก่อนเดินมาแล้ว ไม่เป็นไรหรอกน่า
แต่ก็ยังเสียดายโอโคโนมิยากิกับคนขายสุดหล่อคนนั้น (ยังคิดว่าจะอยู่ 5555+)

ทางเข้า Ameyayokocho ,, เงยหน้ามองข้างบนหน่อย รถไฟ JR กำลังวิ่งผ่านด้วยน๊า

กลับมาถึงแล้ว JR อุเอโนะ (คนละประตูกับตอนที่เราลงเพื่อเข้าสวนอุเอโนะ)
เอาล่ะ.. เดี๋ยวเราจะไปต่อกันที่ Harajuku นะคะ
แต่ดูท่าทางเพื่อนร่วมทางจะไม่ไหวแระ งั้นให้โอกาสพักหายใจ (ตอนนั่งรถไฟ) นิดนึง
แล้วค่อยไปกันต่อโนะ ^^

หญิงอึดย่ะ ไม่ใช่หญิงถึก =3=
To be continue…








Recent Comments