Follow my soul ,, ♥

เขียนไปเท่าที่ใจอยาก

► Nippon’10 Day03-1 :: ซากุระบาน ที่ย่านโคมแดง ,, ASAKUSA* May 23, 2010

,, 11 เมษายน 2553 (อาซากุสะ / Asakusa / 浅草 )

หลังจากที่นอนพักเอาแรงไปซะ 1 คืนเต็มๆแล้ว เช้าวันนี้ก็มีแรงออกเที่ยวต่อแล้วค่ะ
สำหรับวันนี้ ถ้าหากว่าไม่ได้มีเหตุการณ์ฉุกเฉินให้เวลาของเราดีเลย์ไปเหมือนอย่างเมื่อวานแล้วล่ะก็
วันนี้ก็จะได้เดินเที่ยว ย่านอาซากุสะ ที่ประกอบไปด้วย ตึกอาซาฮี / แม่น้ำซุมิดะ / วัดเซนโซจิ
แล้วก็สวนสนุกเอโดะ (ตั้งชื่อเอง555+ จริงๆชื่อ สวนสนุกฮานายาชิกิ / Hanayashiki amusementpark ค่ะ)
แล้วก็จะไปต่อกันที่อากิฮาบาระ แหล่งรวมโอตาคุ เอ๊ย ย่านไอทีแห่งโตเกียว (ฟู่วว เกือบไป -*-)
แล้วก็ไปสนุกกันที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ / ชมตะวันตกดินที่เรนโบว์บริจด์ ที่โอไดบะนู่น
แล้วก็ไปเริงร่าท้าราตรีกันที่โตเกียวทาวเวอร์~

หลายคนอ่านแล้วคงกุมขมับ “จะไปหมดได้ยังง๊ายยยยยยยย!!!”
ถูกค่ะ… ก็ไปไม่หมดจริงๆ 55555+
สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้ไปโอไดบะ เพราะมองจากเวลาแล้วมันไกลเกินไป คงไม่ทันพระอาทิตย์ตกดิน
เลยเปลี่ยนใจไปชมมุมสูงของโตเกียวฟรีๆ กันที่ชินจุกุแทนค่ะ
เอาไว้เดี๋ยวค่อยเล่าให้ฟังเนอะ เอนทรี่นี้ มาพาเที่ยวอาซากุสะกันดีกว่า ^^

สำหรับอาซากุสะ หลายๆคนคงรู้จักกันดีในนามของ “โลโก้ของโตเกียว”
เพราะเจ้าโคมแดงอันโตที่แขวนเอาไว้ ที่หน้าทางเข้าประตูวัดเซนโซจิ (ที่เรียกกันติดปากว่าวัดอาซากุสะ) นี่ล่ะ
ที่เราคุ้นหน้าคุ้นตามันเป็นอย่างดี สามารถพบเห็นได้ทั่วไปตามชั้นวางหนังสือ ^^
มันถึงได้เกิดเป็นธรรมเนียมปฎิบัติขึ้นมา “ไม่ได้มาอาซากุสะ เหมือนไม่ได้มาโตเกียว” เค้าว่ากันงั้น ><
แต่…. อันที่จริงแล้ว อาซากุสะ ยังมีอะไรอีกเยอะแยะ มากกว่าแค่ถ่ายรูปหน้าโคมแดง
นมัสการเจ้าแม่กวนอิม แล้วก็ชอปปิ้งที่ถนนนามิคาเซะ

Asakusa station (subway) → Sumida river → Asahi building → Kaminarimon
→ Namikase dori → Sensoji temple → Hanayashiki amusementpark
→ Asakusa shrine → Umamichi dori → Asakusa station (subway)

เยอะแฮะ =[]=

อาซากุสะ / Asakusa / 浅草
ในช่วงศควรรษที่ 20 ที่ผ่านมา อาซากุสะ ถือเป็นย่านบังเทิงทีมีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งของโตเกียวเลยทีเดียว
แต่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น ย่านนี้ได้โดนระเบิดพังราบเป็นหน้ากลอง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์ทิ้งระเบิดในเดือนมีนาคม 1945 อาซากุสะแทบไม่เหลือซาก
หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง ย่านอาซากุสะก็ถูกฟิ้นฟูขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
แต่การฟื้นตัวกลับมาอีกครั้ง ก็โดน ชินจุกุ มามืดแซงหน้าไปไม่ทิ้งฝุ่น
อาซากุสะ ก็เลยหมดหน้าที่ในการเป็นย่านเอ็นเตอร์เทนเมนท์
แต่ก็ยังโชคดีที่ได้รับหน้าที่สำคัญทางประวัติศาสตร์แทน ก็อย่างที่เห็นกันในปัจจุบันล่ะค่ะ ^^

การเดินทางมาย่านนี้ ง่ายแสนง่ายค่ะ
ถึงแม้ว่าจะอยู่หลุดออกมาจากเส้นทางเดินรถของ JR Yamanote line
แต่ว่าก็สามารถเดินทางมาที่นี่ได้ด้วยรถไฟใต้ดินทั้ง 2 บริษัทเลยค่ะ (Tokyo และ Toei)
ทั้ง Ginza line (Tokyo metro) และ Asakusa line (Toei) ก็ลงที่สถานที Asakusa ทั้งคู่
ลงจากรถใต้ดิน ก็เดินตามป้าย “Sensoji exit” มาเลยค่ะ
แล้วก็เลือกขึ้นทางออกที่………… อืมมมม………………….. 3 / 4 /5 ซักอัน!!
เอาเป็นว่าโผล่ขึ้นมาก่อน ว่ากันทีหลังละกันค่ะ 555+

.

.

.

โผล่ขึ้นมาบนดินแล้ว ให้เดินไปทางแม้น้ำ เพราะว่าเราจะไปดูตึกอาซาฮีกันก่อน
ในฐานะที่เป็นสถาปนิก ก็ต้องแสดงความสนใจกับสถาปัตยกรรมบ้างอะไรบ้างนะ 555+
ตั้งแต่แรกก็คือตั้งใจจะไปดูตึกนั้น มากี่ทีก็ต้องไปค่ะ เพราะว่ามีเรื่องคาใจกับมันมากมาย


ตึกอาซาฮิ (Asahi Bīru Kabushiki Gaisha)

ตึกอาซาฮี นี้ เค้าว่ากันว่าเป็น Landmark ของอาซากุสะเลยค่ะ
พอขึ้นมาจากรถไฟใต้ดิน มองไปทางแม่น้ำซุมิดะ (Sumida) ยังไง๊ยังไงก็ต้องมองเห็น
เจ้าตึกหน้าตาประหล๊าดดดดดประหลาด 2 ตึกนี้
ลูลิเคยอ่านเจอในหนังสือซักเล่ม ว่าตึกนี้เป็นตึกที่ได้สถาปนิกชื่อก้องโลกมาออกแบบให้
ซึ่งคอนเซปต์ก็จะสื่อถึงแก้วเบียร์
หนังสือหลายเล่ม เวปหลายเวป ลงภาพเอาไว้ว่าตึกที่โด่งดัง นั่นก็คือตึกที่เตี้ยกว่า
ที่เหมือนแก้วกาแฟ ที่มีควันอุ่นๆลอยขึ้นมานั่นล่ะค่ะ (มองอย่าสุนทรีย์สุดๆละนะ มีแต่คนเรียกว่าอุนจิ -*-)
ลูลิมายืนมองตรงนี้ 3 หนถ้วน!! ก็ยังมองไม่เห็นว่ามันจะเป็นแก้วเบียร์ตรงไหน = =*
ถ้าหากบอกว่าเป็นตึกเอสเพรสโซ่ ก็ยังพอแถไปต่อได้
แต่นี่….มองยังไงไอ้ตึกสูงก็เหมือนแก้วเบียร์กว่าอยู่ดี
ทั้งสีทองตลอดตึกที่เหมือนสีของเบียร์ แถมยังขยุกๆข้างบนนั่น ดูยังไงก็ฟองเบียร์ชัดๆ…
แต่เอาเถ๊อะ ก็ไม่รู้จะเถียงกับใครเหมือนกัน เอาเป็นว่าเวลาถ่าย ก็ถ่ายมาทั้ง 2 ตึกนะคะ
เวลาเอามาคุย จะได้ไม่หน้าแตก >////<

เอาล่ะค่ะ ได้มายืนสร้างความขัดแย้งในใจกับตึกอาซาฮีสมใจอยากแล้ว
แต่ว่าสิ่งที่เหนือความคาดหมาย ก็อาจจะเป็นเพราะว่าอยากจะลองมองในมุมอื่นๆบ้างนี่ล่ะค่ะ
ก็เลยหาเรื่องเดินไปตามแม่น้ำซุมิดะ..
แล้วก็ไปเจอเข้ากับสวนสาธารณะริมน้ำนี่ ที่ต้นซากุระบานสะพรั่งเต็มไปหมด
อ๊ากกกกกกกก งามกว่าอุเอโนะ สิบเท่า ร้อยเท่า ><
ด้วยความที่ซากุระตรงนี้เป็นคนละพันธ์กับที่อุเอโนะค่ะ เวลาโรยก็เลยต่างกันนี๊ดหน่อย โชคดีจริงๆ ^^


ซากุระริมน้ำค่ะ ถ่ายรูปไม่สวยเท่าไหร่ แต่อยากให้เห็นว่าบานเย๊อะะะะะะ จริงๆ

ตรงต้นสวนสาธารณะ จะเป็นท่าเรือ water bus (ตรงที่เห็นคนเข้าคิวกันเยอะๆนั่นล๊ะ)
สามารถลงเรือตรงนี้ ล่องชมวิวไปได้ถึงอ่าวโอไดบะนุ้นนนเลย เสียดายไม่มีโอกาสนั่งซักที T^T


ข้างหลังเป็นถนนเลียบสวนสาธารณะค่ะ ก็มีแนวซากุระ เรียงไปตลอดเส้นเลย
แล้วก็นั่น รถลากค่ะ เอาไว้นั่งชมวิว ><


พื้นสวนสาธารณะเป็นพื้นกรวดอัดธรรมด๊าธรรมดา แต่ก็ดูสะอาดเรียบร้อยสุดๆ


ช่วงวันหยุด คนก็จะมาฮานามิกันที่นี่เหมือนกัน ก็จะเห็นร้านค้าขายของกินอยู่ประปราย


ถนนด้านล่าง ที่ขนานกับสวนสาธารณะ


กำลังจะข้ามถนนกลับไปที่วัดเซนโซจิ แล้วก็เจอกับกลุ่มลูกเสือตัวน้อย
เดินจับมือกันมาเป็นแถวยาวเลย น่าร๊ากกกกกก


หน้าตาบ๊องแบ๊วน่าร๊ากกกกกกกกกก ♥


จูงมือกันแน่นเลย รับรองไม่มีหลง ^^

.

.

.

เดินมาอีกนิดเดียว ก็ถึงโลโก้ของโตเกียวที่บอกไว้แล้วล่ะค่ะ
นั่นก็คือ ประตูสายฟ้า หรือ Kaminarimon นั่นเอง!!

ประตูสายฟ้า / Kaminarimon / 雷門 เป็นซุ้มประตูทางเข้าสู่วัดเซนโซจิค่ะ
ที่กลางประตูจะมีโคมแดงอันเบ้อเริ่มแขวนเอาไว้ เห็นเหมือนโคมกระดาษแบบนี้ หนักตั้ง 670 กิโล เชียวนะคะ
ไปยืนแอกชั่นข้างใต้ ก็เสียวๆมันจะหล่นโครมลงมาเหมือนกันนะนั่น ><

Kaminarimon เป็นสถาปัตยกรรมที่เก่าแก่มากค่ะ สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 942
แต่ว่าที่เห็นอยู่นี้ ไม่ได้เก่าแก่ขนาดนั้นหรอกค่ะ (1068 ปี หูววววว)
Kaminarimon หลังนี้ได้สร้างขึ้นมาใหม่ และย้ายมาจากที่ตั้งเดิมในปี 1635
ซึ่งรูปปั้นเทพฟูจิน และเทพไรจิน (เทพสายฟ้า และเทพวายุ) ก็ได้ถูกอัญเชิญมาไว้ที่ประตูตั้งแต่นั้นมา
แต่.. ประตูนี้ก็มีอันที่จะต้องถูกทำลายลงหลายครั้ง แต่ก็สร้างใหม่ขึ้นมาทุกครั้งไป
จนครั้งล่าสุดในปี 1649 โทคุกาว่า อิเอมิตสุ (Tokugawa Iemitsu) ก็ได้สร้างขึ้นมาใหม่ และคงอยู่ถึงปัจุบัน

ส่วนรูปปั้นฟูจิน-ไรจิน เคยอ่านจากที่ไหนไม่รู้ว่าก็โดนไหม้ไปพร้อมๆกันประตูนั่นล่ะค่ะ
ที่เห็นในปัจจุบัน เป็นหัวเดิมตัวใหม่ ไม่ก็ตัวเดิมหัวใหม่ … ซักอย่างนี่แล ><


รับรองว่าทุกคนมาต้องมีรูปมุมนี้
(ได้ยินภาษาไทยเจี๊ยวจ๊าวสุดๆเลยค่ะ)


ส่วนลูลิต้องขอภาพนี้ทุกครั้ง (กะว่าอีกหน่อยจะเอามารวมเป็นคอเลกชั่น)

.

.

.

ลอดประตูชะแว๊บบบบบ มา ก็ต้องหูตาลายไปกับร้านคานับร้อย!!
เชื่อได้เลย วิญญาณนักชอป จะต้องเริ่มสำแดงฤิทธิ์เดชแน่นอน ><
ใช่แล้วค่า.. ตรงนี้ก็คือ Namikase dori (ถนนนามิคาเซะ) ถนนสายชอปปิ้งของอาซากุสะ

จะเห็นว่าคนเยอะมั่กๆ…
แล้วเชื่อมั๊ยคะว่า เดินชนคน 10 คน ขอโทษเป็นภาษาไทยซัก 4 คน – -;
คนไทยเยอะจริงๆค่ะ ไม่มีที่ไหนอีกแล้วที่จะเดินชนคนไทยได้เยอะขนาดนี้!!!

ตรงกลางๆถนนจะมีร้านขายไอศครีมอยู่ อร่อยเชียวล่ะ
มากินครั้งที่แล้วโดยบังเอิญ ครั้งนี้น้องสาวก็เลยขอบุคเอาไว้ในลิส ‘MUST GO’ อีก 1 รายการ
ครั้งก่อน ซื้อแล้วก็ออกมาเดินกินตามทางนี่ล่ะค่ะ แล้วก็ไปพ่นไอติมใส่หัวชาวบ้านเค้า
(แบบว่าเกิดเส้นตื้นกระทันหันหรืออะไรไม่รู้ อ๊ายอาย ><)
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุการณ์นั้นรึเปล่า คราวนี้เจ้าของร้านเค้าไม่ให้ออกมาเดินกินข้างนอกเลยค่ะ -*-
เค้าบอกว่า คนเยอะให้กินให้เสร็จก่อนแล้วค่อยออกไปเดิน
หื๊อออออออออ นี่ซื้อกินนะ ยังมาบังคับลูกค้าอีก!!!!
ร้านเล็กๆมากๆๆๆ แต่ยัดเข้าไปในนั้น 5-6 คน อึดอัดน่า T^T

ด้วยเวลาที่มีจำกัดอย่างพวกลูลิ ทำให้สถานการณ์บังคับค่ะ คือ ยัด!!!
สุดท้าย ไม่ได้ลิ้มรสความอร่อยของไอติมเลย แบบว่าทำเวลาจัด ยัดลูกเดียว ><
(ตอนออกมาถึงได้รู้ว่า ข้างในร้านนั่น คนไทยล้วนแหละ!!)


นามิคาเซะโดริ ยาวววววววว สุดลูกหูลูกตา


มีร้านขายของทุกแบบค่ะ ตั้งแต่ของกิน ของใช้ ของฝาก รูปดารา เสื้อผ้าซามูไร บลาๆๆๆๆ


คุณป้าขายดังโงะค่ะ  (ข้างๆร้านไอติม) อยากลองชิมเหมือนกัน แต่ 2ลูก 300 เยนนี่มันก็ -*-


ขายของฝากแบบญี่ปุ่น
หาได้ทั่วไปแทบจะทุกย่านเลยค่ะ  ราคาไม่ต่างกัน
แต่ก็อาจจะมีบางอย่างที่มีเฉพาะย่าน อย่างไดฟุกุ ก็จะมีห่อตามแบบแต่ละย่านต่างกันออกไป


คุณลุงขายขนมเซมเบ้ (ข้าวเกรียบทอด)
ก็อร่อยดีนะคะ แต่ว่าราคาแพงมั่กๆอ่า.. กลับมากินชินมัยบ้านเราดีก่า (เหมือนกันตรงไหน -*-)


พวงกุญแจ ของฝากสุดฮิตค่ะ ราคาประมาณ 500-800 เยน แล้วแต่แบบ ,, ตาตีได้ตาร้ายเสีย อิอิ


ใกล้ถึงทางเข้าวัดแล้ว ซ้ายมือจะเป็นโรงเรียนอนุบาล
ถ้ามาตอนช่วงเลิกเรียน จะเห็นคุณแม่มารับเด็กๆเต้มไปหมดเลยค่ะ น่ารักมากกกกกกกกก
(บรรยายไม่ได้เกี่ยวกับรูปซักนิด 555)


อ๊ะ ประตู Hazo-mon อยู่ตรงหน้าแล้วค่ะ แสดงว่ามาถึงวัดแล้วค่ะ


Hazo-mon (ฮะโซมง) มีโคมเหมือน Kamimarimon เลยค่ะ
แต่มากี่ทีก็ไม่เห็นเคยเอาโคมลง พับอยู่งั้นตลอดเลยอ่ะ -*-

.

.

.ด

วัดเซนโซจิ / Sensō-ji / 浅草寺 เป็นที่ประดิษฐานของเจ้าแม่กวนอิมที่มีชื่อเสียงมากที่สุดอีกแห่งหนึ่ง
เริ่มต้นมาจาก วันที่ 18 มีนาคม ปี 628 (ถึงขนาดรู้วันที่ -*-) ชาวประมง 2 คนได้ทอดแหจับปลาอยู่ที่แม่น้ำซุมิดะ
แล้วตอนที่ลากแหขึ้นมานั้น ก็ได้มีรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมขนาดประมาณ 5 นิ้วติดแหขึ้นมาด้วย
ไม่ว่าจะทิ้งกลับลงน้ำซักกี่ครั้ง ทุกครั้งที่ทอดแห รูปปั้นก็จะติดขึ้นมาทุกครั้ง
หัวหน้าในหมู่บ้าน (ผู้ใหญ่บ้านละมั๊ง = =’) ก็ได้ตระหนักถึงความศักดิ์สิทธิ์ขององค์เจ้าแม่กวนอิม
ก็เลยดัดแปลงบ้านของตัวเองในอาซากุสะให้เป็นวัดเล็กๆ เพื่อให้รูปปั้นเจ้าแม่ได้ประดิษฐาน
หลังจากนั้นพอเรื่องราวโดนพูดต่อกันปากต่อปาก ทำให้ผู้คนพากันเดินทางมาสักการะกันจากทั่วทุกทิศ
ต่อมาในปี 645 ก็ได้สร้างวัดจริงๆขึ้นมา ซึ่งนั่นก็ถือเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่นเลยล่ะค่ะ

วัดเซนโซจิมีพื้นที่ค่อนข้างใหญ่นะคะ เหมือนเห็นแว๊บๆว่าใหญ่ติดอันดับเลยล่ะ
นอกเหนือจาก Main Hall ที่เป็นที่ประดิษฐานเจ้าแม่กวนอิมแล้ว
ก็ยังมีศาลเจ้า/วิหารเล็กๆอยู่รอบๆอีกเยอะแยะเลยค่ะ
ยังไงนมัสการเจ้าแม่กวนอิมแล้ว ก็อย่าลืมเดิมชมรอบๆด้วยนะคะ

เอาล่ะ มาชำแหละกันหน่อยดีกว่า ว่ามีอะไรให้ไหว้บ้าง
เวลาไปถึงจะได้ไหว้ถูกที่ถูกทาง ไม่มั่วเหมือนใครบางคนแถวนี้ ฮุฮุ ^^

ก่อนที่จะผ่าน Hozo-mon มา ทางซ้ายมือ คือ Nade botokesan budda
เป็นรูปปั้นที่คนจะมาขอพรเพื่อให้โชคดี แล้วก็ช่วยให้หายจากโรคร้ายทั้งหมดทั้งปวง

ผ่าน Hoza-mon มา ทางซ้ายมือก็จะเห็นเจดีย์ 5 ชั้น (five-stories pegoda)
ของเก่าพังเรียบไปแล้วเช่นกัน ที่เห็นอยู่นี่ก็เป็นเจดีย์ที่สร้างขึ้นใหม่ในปี 1973 ค่ะ
แต่ถึงจะเป็นของใหม่ที่สร้างขึ้นไม่กี่สิบปีมานี้
แต่ก็ต้องบอกว่าคงลักษณะของสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นไว้ทุกกระเบียดนิ้วนะคะ ^^


เจดีย์ 5 ชั้นจ้า

มองตรงไปข้างหน้าค่ะ จะเห็น Main Hall ที่ประดิษฐานของเจ้าแม่กวนอิม
แต่ว่าก่อนที่จะเข้าไปในวิหารนั่น ตามประเพณีคือจะต้องล้างหน้าบ้วนปากก่อนนะคะ
ศาลาที่เป็นจุดล้างไม้ล้างมือของที่นี่ โออ่าเวอร์กว่าที่อื่นๆมากค่ะ
บางวัดก็จะเป็นแค่อ่างหิน รางไม้ไผ่.. แต่ดูของที่นี่ รูปปั้นไฮโซวววววว..

ลูลิมาที่นี่พร้อมทัวร์ลงพอดีค่ะ คนเยอะมั่กๆ -*-
ตามมารยาทชาวไทยที่ดี ก็ยืนยิ้มหวานเข้าคิวค่ะ (ทำไมต้องยิ้ม 555+)
ยืนรอซักพัก แถวก็ขยับไปเรื่อยๆ จนใกล้ถึงแล้วค่ะ
เดี๋ยวเจ๊คนข้างหน้าเสร็จก็ตาเราละ
แต่… พอเจ๊จะปล่อยมือ อาม่ามาจากไหนไม่รู้ค่ะ คว้ากระบวยไปเลย =[]=’
ในใจก็คิดว่า ไม่เปนไรๆ ให้อาม่าแกไปก่อน คนเดียวเอง ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร…
พออาม่าบ้วนปากเสร็จ แทนที่จะส่งต่อให้คนข้างหลัง อาม่ากวักมือเรียกอาแปะ!!!
อาแปะมาจากไหนไม่รู้ โฉบกระบวยไปอีก!!!!!!!!
ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร อาแปะอีกคน ไม่เป็นไร (กัดฟันกรอดดดดดด)
พออาแปะบ้วนปากเสร็จ กวักมือเรียกอาเจ๊อีก!!
กรี๊ดดดดดดดดด ไม่ไหวละว๊อยยยยยยยย
เลยสบถออกมาแบบไม่ได้ตั้งใจ “วันนี้กูจะได้ล้างมั๊ยวะ!!”
อาเจ๊สะดุ้ง รีบวางกระบวยแล้วออกไปเลย….
ลูลิก็ตกใจ ก็นึกว่าคนจีนนะ แค่สบถคนเดียว (แต่ดัง) ไม่ได้ตั้งใจจะด่าใครนะ  555+

การล้างมือก่อนเข้าวัดหรือศาลเจ้าเป็นประเพณีของญี่ปุ่นค่ะ
หมายถึงการชำระล้างสิ่งสกปรกทั้งกายและจิตใจก่อนที่จะเข้าวัด
วิธีการก็คือใช้กระบวยที่เตรียมไว้ให้รองน้ำจากน้ำพุ/น้ำตก
ล้างมือซ้าย ล้างมือขวา แล้วก็รองน้ำใส่มือมาบ้วนปาก เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จพิธี ^^


รูปปั้นที่อยู่ในศาลาล้างมือ


น้ำไหลออกมาจากปากมังกร ไฮโซวววได้โล่ห์


หลังจากตะเพิดอาเจ๊(แบบไม่ได้ตั้งใจ)ไป ลูลิก็ได้ล้างมือซะที หุหุหุ

.

.

.

ชำระจิตใจเรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะขึ้น Main hall ก็จะเจอกับกระถางกำยานขนาดใหญ่ตั้งขวางอยู่
อันนี้ก็เป็นความเชื่อของชาวญี่ปุ่นเหมือนกัน เค้าเชื่อว่ากำยานจะช่วยรักษาอาการเจ็บป่วยได้ค่ะ
วิธีก็คือไปซื้อกำยานมาจากศาลาข้างๆ
กระจุกละ 500 เยนนะ ถ้าจำไม่ผิด — รู้สึกป่วยตั้งแต่เห็นราคาเลยค่ะ -*-
ด้วยความจน เลยมองๆไปที่กระถาง อะหืออออควันขโมงเลยง่ะ
คนจุดคงกวักไม่หมดหรอกน่า ไปขอแชร์ด้วยละกัน เพื่อน(มนุษย์)กัน ต้องแบ่งกันซี่ ><
ว่าแล้วก็เดินดุ่มๆเข้าไปกวักควันเข้าหาตัว
เค้าว่าป่วยตรงไหน เจ็บตรงไหน ก็ให้กวักควันเข้าตรงนั้นค่ะ ไม่ใช่ไปเอามือไปอังนะจ๊ะ
ลูลิก็กวักควันเข้าหน้าพลั่กๆ ขอให้สวย ขอให้รวย 55555+  (สัญญาว่าถ้ารวยจะมาจุดของตัวเองน๊า ><)


กระถางกำยาน ควันโขมง

กวักควันกำยานเข้าตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็เข้าไปนมัสการเจ้าแม่กวนอิมกันด้านในค่ะ
แต่ด้านใน Main hall เค้าติดป้ายห้ามถ่ายรูป ลูลิก็เลยไม่ได้ถ่ายมานะคะ
ข้างใน Mail hall ก็จะมีกระถางรับบริจาค ที่ฝาจะมีร่องๆค่ะ เราโยนเงินลงไปก็จะมีเสียงกรุ๊งกริ๊งๆ
โยนเยอะโยนน้อยแค่ไหนรู้หมดเลยอ้ะ >///<
แล้วก็จะมีเซียมซี กับที่ให้บูชาเครื่องรางด้วย
แต่เนื่องจากอ่านไม่ออกซักตัวค่ะ ออฟชั่นนี้เลยเป็นอันต้องเมินไปอย่างช่วยไม่ได้ ^^”

ใครที่เข้าไปด้านในแล้ว อย่ามัวแต่ขอพรจนลืมมองรอบๆตัวนะคะ
บนฝ้าเพดานด้านใน จะมีรูปวาดนางฟ้ากับดอกบัว
ซึ่งเป็นงานของจิตกรชื่อดัง โดโมโตะ อินโช (Domoto Insho) ที่วาดเอาไว้ในศตวรรษที่ 20 ด้วยค่ะ

.

.

.

ออกมาทางด้านข้าง (ด้านซ้าย) ของ Main hall ก็จะเจอสวนสวยๆขนาดย่อม
ซึ่งอันที่จริงแล้ว ก็เป็นสวนที่เป็นทางเชื่อมระหว่างศาลเจ้า/วิหารเล็กๆอื่นๆค่ะ
ที่หน้าศาลแต่ละที่ จะมีป้าย(เหมือนในเรื่องอิกคิวซัง)ปักเอาไว้อธิบายถึงความเป็นมาของศาลนั้นๆ
แต่.. ทั้งหมดเป็นภาษาญี่ปุ่นค่ะ -*-  ถ้าไม่พึ่งคู่มือนี่ก็ไม่มีทางรู้เลยว่าอะไรคืออะไร!!


สวนญี่ปุ่นด้านข้าง Main hall ,, ซากุระต้นใหญ่ บานสวยเชียว


ขนาดรั้วที่กั้น ก็ยังเป็นรั้วไม้ไผ่แบบญี่ปุ่น แบบว่าเข้าบรรยากาศสุดๆ ><


สิ่งก่อสร้างทุกๆชิ้น จะมีป้ายอิกคิวซังแบบนี้ปักไว้ค่ะ ,, จะดีมาก ถ้ามีภาษาอังกฤษด้วยนะ -*-


Hexagonal temple  วัด 6 เหลี่ยม เป็นของเก่าตั้งแต่ ศตวรรษที่ 15 หรือ 16


ไม่แน่ใจว่าอะไรแฮะ แต่เข้าใจว่าเป็นเหมือนศาลเจ้าที่ของ Yougouho hall


Awashima hall ศาลเจ้าที่สร้างขึ้นบูชาเทพที่ปกปักษ์ดูแลสตรี


ทางออกด้านข้างของวัด เป็นชุมชน ร้านค้าขายของ
ตาม walking sightseeing ของทาง Yosoko Japan!  เค้าแนะนำให้เดินออกทางนี้
แล้วไปทะลุออกถนนข้างหน้านุ้นนนนนน ไกลม๊ากมาก ><

.

.

.

เดินออกมานอกเขตวัดซักพัก ก็จะเจอกับสวนสนุก ที่หน้าตาไม่เหมือนสวนสนุกเท่าไหร่นัก
คือมีของเล่นหวาดเสียวเหมือนกับสวนสนุกทั่วไป
แต่อาคารบ้านเรือน รวมทั้งพนักงาน แต่งตัวราวกับอยู่ในยุคเอโดะยังไงยังงั้น ><
นับว่าเป็นสวนสนุกที่คิด theme ได้เจ๋งทีเดียวเชียวล่ะ!!

Hanayashiki / Asakusa hanayashiki / 浅草花やしき เป็นสวนสนุกที่เก่าที่สุดในญี่ปุ่นค่ะ
สร้างมาตั้งแต่ปี 1853 เชียว (157 ปี =[]=)
ค่าเข้า 900 เยน บัตรรวมเครื่องเล่น 2,200 เยน
ข้างในมีเครื่องเล่นทั้งหมด 20 ชนิดค่ะ แต่ละอย่างก็ไม่ใช่เบบี๋นะคะ หวาดเสียวพอตัวเลยล่ะ
รายละเอียดอื่นๆ เผื่อสนใจแวะไปดูที่เวปไซต์ได้ค่ะ ==> http://www.hanayashiki.net/e/index.html

คงอาจจะเพราะว่าหน้าตารั้วของสวนสนุกนี้ ทำออกมาเป็นรูปบ้านเรือนสมัยโบราณ
ก็เลยไม่น่าแปลกใจอะไรที่จะมีคนมาใช้เป็น Background ถ่ายรูปกัน
แต่ที่น่าประหลาดใจและน่าตื่นเต้นที่สุด ก็คือ..
คอสเพลย์ ที่เมื่อวานเราไม่ได้เจอกัน กลับมาเจอกันที่นี่!!!!
ตรงด้านหน้าของสวนสนุก มีเด็กๆแต่งตัวไม่กลัวหนาวกันออกมาถ่ายรูปกันเป็นกลุ่มๆ
ก็เลยขอเข้าไปถ่ายรูปซะให้หายอยาก ซึ่งก็ดูเค้าจะเต็มใจให้ถ่ายซะเหลือเกิน ^^


ด้านหน้าของสวนสนุก ข้างบนนั่นจะเรียกว่าอะไรดี ชิงช้าสวรรค์ทางราบ???


อันนี้เข้าใจว่าเป็นที่ซื้อบัตร หรือไม่ก็ขายของที่ระลึก


เด็กๆมาแอกท่าถ่ายรูปกันเป็นหย่อมๆ


ไม่รู้ว่าคอสเรื่องอะไรค่ะ แต่ก็เข้าไปขอถ่ายรูปทันที ฮ่าๆๆ


2 คนนี้น่ารักมาก แต่งตัวไม่กลัวหนาวเลย


ส่วนน้องคนนี้แอบถ่ายอยู่เงียบๆ แต่พอเค้าเห็นกล้องเท่านั้นล่ะ รีบหันมาชูสองนิ้วให้เลย ^^

.

.

.

หลังจากที่เปรมกับน้องๆคอสเพลย์ซะเต็มที่แล้ว ก็รีบเดินกลับทางเดิม
กลัวเข้าวัดเซนโซจิตามทางที่เดินออกมาค่ะ .. ก็ยังเดินไม่ทั่วเลยนี่เนอะ


วนเข้าทางด้านหลังของ Main hall เป็นลานที่จอดรถของรถบัส จะมีสวยเล็กๆอยู่ริมรั้ว


ตรงนั้นมีต้นซากุระต้นนึง บานเต็มที่เลย สวยม๊ากมาก


ชายไทยกับชาวเกาหลี แลกกันถ่ายรูป ฮี่ๆๆๆ


ซากุระที่กำลังจะโรย แต่ก็ยังสวยอยู่ดี ^^


พนักงานศาลเจ้าที่เดินผ่านมา ,, อ๊ายยย เค้าแค่เห็นกางเกงฟ้าสวยดี ไม่ได้คิดอะไร๊ ><

.

.

.

อ้อมหลัง Main hall มาทางด้านขวา ที่อยู่ตรงกันกับ Main hall เป๊ะๆ
ก็คือ Asakusa shrine (ศาลเจ้าอาซากุสะ) ซึ่งเป็นศาลเจ้าที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติให้กับ
2 พี่น้องชาวประมง ที่เป็นผู้ค้นพบองค์เจ้าแม่กวนอิมองค์นี้


บ่อล้างมือของ Asakusa shrine


กระดาษตัดๆ กับเชือก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของศาลเจ้า


ชาวญี่ปุ่นเองก็มาไหว้ที่ศาลเจ้านี้เหมือนกั (ถ่ายรูปเบี้ยวตลอด สงสัยจะสายตาเอียงแฮะเรา = =’)


รถลากค่ะ พาชมเมืองรอบๆ ,, บางทีเห็นขนาดคนนั่งละก็สงสารคนเข็นยังไงไม่รู้เนอะ

ขอแนะนำว่าด้านหน้าวัด คนลากจะหล่อค่ะ ฮ่าๆๆๆๆ


ด้านหลัง Asakusa shrine จะมีโรงเก็บเกี้ยว (เรียกถูกใช่มั๊ย?) ที่ใช้ในเทศกาลแห่ต่างๆอยู่


สิงโตหินที่เฝ้าหน้าศาลเจ้า

ด้านหน้าของ Asakusa shrine จะมีลานกว้างๆค่ะ
ก็จะมีคนมาเปิดการแสดงโชว์ลิงอยู่
ลิงแสนรู้มาก แล้วก็หน้าตาน่ารักด้วย ประทับใจ ><


สั่งให้น้องลิงเดินเอามือไขว้หลัง ก็ทำตามได้ด้วย


ตอนพักโชว์ ก็แอบพาไปแต่งตัวหลังกล่อง(?) น่ารักมากๆๆๆๆ ><


Niten-mon ประตูทางเข้าวัดอีกฝั่งค่ะ
ตอนลูลิมาครั้งแรก ทัวร์ก็พาเข้าทางนี้ ด้วยเหตุผลว่าให้เดินดูวัดก่อน
ถ้าเข้าทาง kaminarimon จะชอปจนหมดเวลา แล้วจะไม่ได้เข้ามาในวัด
ซึ่งก็จริงอย่างเค้าว่า ขนาดชอปทีหลังยังมาเลทกันกระจาย ><

เดินเลยมาอีกหน่อย ก็จะเจอลานโล่ง ที่ครั้งนี้ไม่โล่ง!!
เพราะเต็มไปด้วยร้านค้าขายอาหาร หรือที่ลูลิชอบเรียกว่า “งานวัด” นั่นล่ะค่ะ
มีของขายเยอะแยะไปหมดเลย ดีนะเนี่ยที่ยังเช้าอยู่ ไม่งั้นคงกินซะพุงกางไปต่อไม่ไหวแน่ล่ะ ><
ของขายเยอะ แต่พระเอกของงานคงหนีไม่พ้น “ทาโกะยากิ” เพราะว่ามีร้านขายแข่งกันเยอะไปหมด


ร้านนี้สีสันดูแล้วชวนเข้าไปซื้อสุดๆ จี๊ดจ๊าดได้ใจ


แต่ลูลิอยากซื้อร้านนี้มากกว่า ><
,, อยากลองเดามั๊ยคะว่าเพราะอะไร


แท่นแท๊นนนน คำตอบค่ะ
เพราะว่าคุณพ่อ-คุณลูกช่วยกันทำมาหากินน่ะสิคะ แหมมม น่าประทับใจออกใช่ม๊าาาาา
(ไม่ได้เกี่ยวกับหน้าตาลูกชายค่ะ ไม่เกี่ยวจริงจรี๊งงงงง)

.

.

.


เดินเลยลานงานวัดออกมา ก็เกือบจะออกจากบริเวณวัดแล้วล่ะค่ะ
แต่ว่าหูดันดีเกินไป ได้ยินเสียงเหมือนมีขบวนแห่อะไรซักอย่าง มาจากทางถนนเมน
ด้วยสัญชาตญาณ(อยากรู้อยากเห็น)ก็เลยพุ่งไปที่เกิดเหตุ(?) ก่อนจะมีใครท้วงได้ทัน!!
ใช่แล้ววว งานขบวนแห่จริงๆด้วยค่ะ
ตอนแรกก็นึกว่าเป็น  Sanja Matsuri / 三社祭 ซึ่งเป็นพิธีหนึ่งในสามของพิธีการใหญ่ของนิกายชินโต
ซึ่งเป็นการจัดขึ้นเพื่อเป็นเกียรติให้กับ 3 ท่านที่เป็นผู้ก่อตั้งวัดเซนโซจิ (2พี่น้องชาวประมง + หัวหน้าหมู่บ้าน)
แต่พิธีแห่นี้จะมีขึ้นทุกๆปี ในสุดสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพฤษภาคม ที่เราไปมันเดือนเมษานี่นา งั้นก็ไม่ใช่ละ
แต่หาเท่าไหร่ก็ไม่อาจรู้ได้ว่าเค้าแห่อะไรกัน เอาเป็นว่าไปยืนดูเค้าแห่นกกระเรียนสวยๆเฉยๆละกันเนอะ ><


มีเหมือนวงดนตรีเคลื่อนที่ นั่งเกี้ยวมาด้วย ^^ ,, แอบสงสารคนลาก ลากกันตาเหลือก = =


คนเต็มเอี้ยด 2 ข้างทาง ,, ลิบๆนู่น เห็นหัวนกกระเรียนกันมั๊ยคะ ^^

.

.

.

พอขบวนแห่จบ คนก็แตกฮือ ทางใครทางมัน
ลูลิก็เดินกลับมาหาน้องๆที่ยืนทำหน้าเซ็งรออยู่ ><


องค์พระที่ได้รับมาจากพ่อค้าผู้ร่ำรวยสมัยเอโดะ


Benten-yama shoro กับหอระฆัง ที่ในสมัยเอโดะจะตีทุกๆชั่วโมง


เป็นกลุ่มของวัดอีกกลุ่มหนึ่ง แต่ว่าไม่ได้เปิดให้เข้าไปสักการะ

.

.

.

จาก Benten-yama shoro เดินตรงมาก็จะเจอกันถนนที่คู่ขนานกับ Namikase dori
ชื่อว่า Umamichi dori ซึ่งสองข้างทางก็จะเป็นร้านขายของ และร้านอาหารคล้ายๆกัน
แต่ดูจะเงียบเหงากว่า แล้วก็ดูมีระดับกว่า (อาจจะเพราะว่าคนไม่มุงกันหน้าร้านมั๊ง ^^”)


ร้านสวย ^^ แต่ไม่กล้าเข้า เพราะไม่รู้ว่าร้านอะไร 555


หน้าตาเหมือนร้านขายพริก ^^

ระหว่างทางตรงถนน Umamichi dori ก็บังเอิญเหลือบไปเห็นสนามเด็กเล่น
ซึ่งเด็กๆกำลังเล่นของเล่นกันอย่างสนุกสนาน
เลยอดไม่ได้ที่จะถ่ายรูปความน่ารักของน้องๆมาเก็บไว้
ไม่ใช่แค่ลูลิเท่านั้นนะคะ ที่ยืนถ่ายรูปอยู่นานสองนาน
หนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นที่เดินผ่านไปผ่านมา ก็อดไม่ได้ที่ควักกล้องขึ้นมาถ่ายรูปเหมือนกันค่ะ ^^


อยากเล่นนะ แต่ก็กลัว 555+


อ่าว แล้วทำไมหนูไม่มีคู่ล่ะ -*-


ขอไปเล่นฟากนั้นด้วยคนได้ม่าาาา


ป๋มก็อยากเล่นด้วยนะ


กระเป๋าน่ารักได้อี๊กกกกกก


เบื่อไม้ลื่นละ ขอปีนสะพานดีกว่าค่ะ

ยืนถ่ายรูปน้องๆจนกินเวลาไปโข (นานกว่ากินไอติม = =’)
ไม่ได้การละ ต้องรีบไปอากิฮาบาระก่อนจะเที่ยงซะด้วยสิ
เดินออกจากถนนนี้ไปเลี้ยวซ้ายนิดเดียวก็จะเจอสถานีรถไฟใต้ดินแล้วค่ะ
แต่ระวังหนุ่มลากรถหล่อๆจะมาชวนไปนั่งรถเล่นหน่อยะคะ ><

To be continue…

 

5 Responses to “► Nippon’10 Day03-1 :: ซากุระบาน ที่ย่านโคมแดง ,, ASAKUSA*”

  1. bEauno Says:

    กว่าจะอัพ………..เลยมาเป็นเดือนแล้วเจ๊

  2. Itory Says:

    กร๊าซซซซซซ
    เซตนี้รวมไปด้วยหน้าตา (ชาวญี่ปุ่น 55)
    น่ารักที่ซู๊ดดดด

    ได้เหนซากุระบานจิงๆสักทีนะ นึกว่าจะพลาดซะแล้วว

    ปอลู,, ลืมซากุระตากแห้งของเค้าอ่ะ -3-

  3. berserk_va@hotmail.com Says:

    น่ารักมากครับมาหาข้อมูลจะไปเที่ยวเดือนหน้าแว้วครับ น่าเที่ยววว จิงครับ

  4. Fun land ja Says:

    Thank you อ่านแล้วละเอียดมากจ้า

  5. Sai Says:

    รูปสุดท้าย น้องเค้าแนวมากรองเท้าคนละข้างอ่ะ น่ารักจังเลยเด็กๆๆๆ


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s