Follow my soul ,, ♥

► Let’s go Canada,, กระเหรี่ยง F1 จะขอวีซ่าแคนนาดา ที่สถานฑูตในแอลเอ December 14, 2011

,, “เราไปแคนนาดากันดีกว่า”… อยู่ๆ คุณคู่หูก็โพล่งขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
หลังจากที่นั่งมองปฎิทินสลับกับค่าตั๋วเครื่องบินไปฟอริด้ากันอยู่นานสองนาน

เพราะว่าปิดเทอมที่นี่มันแสนสั้นค่ะ… พูดกันง่ายๆก็หยุด 1 อาทิตย์ ทุกๆ 3 เดือน
พอใกล้ปิดเทอม ทุกคนก็เลยจะกระเสือกกระสนหาที่เที่ยวกันเป็นการใหญ่
เข้าตำรา “เติมความชุ่มฉ่ำให้ชีวิต” ยังไงยังงั้น!!
สำหรับปิดเทอมที่กำลังจะถึงนี้ ลูลิมีแพลนเย้อออออออะไปหมด
จะไปนิวยอร์ค จะไปวอชิงตันดีซี จะไปบอสตัน……..
แต่ ประเทศไทยน้ำมันท่วมง่ะ ……. เลยกินแห้วไปยกทริป T^T
สุดท้ายก็มาลังเลๆ อยู่ที่ฟอริด้า — ไปดี ไม่ไปดี

เพราะมัวแต่ลังเล เวลาก็ใกล้เข้ามาแบบไม่เกรงอกเกรงใจกัน
ไม่ได้ห่วงอะไรหรอกค่ะ แค่ถ้าซื้อตั๋วใกล้ๆ มันจะแพงหูฉี่เท่านั้นเอง
สุดท้าย…. ค่าตั๋วอันอลังการงานสร้างก็ทำให้ต้องถอดใจ (yωy*)

แต่ถือว่าโชคยังเข้าข้างค่ะ….
เพราะว่าสิ้นปีแบบนี้ นอกจากมี vacation break ระหว่างเทอมแล้ว
ก็ยังมี Christmas break อีก 2 อาทิตย์
ยืดเวลาออกไปอีกหน่อย เลยลองกันใหม่อีกซักตั้ง!!

พอตัดสินใจดูรายละเอียดของฟอริด้าอีกที ก็….”เราไปแคนนาดากันดีกว่า”
คุณคู่หูเค้าว่างั้น พร้อมยกเหตุผลที่ยากจะปฎิเสธเข้ามาล่อ
ค่าตั๋วไป Vancouver, Canada ที่ถูกกว่าไปฟอริด้าเกือบครึ่ง!!
แถมยังมีข้อเสนอสุดพิเศษ “ที่พักฟรี!!”
ยะฮู๊วววววววววว ไปแคนนาดากันดีกว่าาาาาาาาาา (ใจง่าย 555+)

เราสองคนกดจองตั๋วเครื่องบินไปทางอินเตอร์เนต $387 ถ้วน
ถือว่าราคากลางๆไม่ถูกไม่แพงค่ะ เพราะบินแค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้นเอง
พอเรามีตั๋วเครื่องบินอยู่ในมือ มีที่พักอยู่ใน(กำ)มือ
เราก็เริ่มต้นรวบรวมเอกสาร สำหรับขอวีซ่ากันค่ะ

.

.

แรกๆ ก็มองหน้ากันไปมองหน้ากันมา จับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน
อย่างที่ลูลิเคยบอกว่า ไม่หวั่นแม้จะเป็นสถานฑูตใดๆ (โม้อีก)
แต่บอกตามตรงว่า รอบนี้ก็แอบตื่นเต้นอยู่เหมือนกัน
เพราะว่ามันต่างบ้านต่างเมือง เงินก็มีกระจิ๊ดริ๊ด เอกสารก็ไม่แน่นเหมือนตอนอยู่เมืองไทย
ร้ายถ่ายรูปติดบัตรก็ไม่มีอี๊กกกกกกกกก เจ้าประคุณทูนหัว ทำไมมันแลดูลำบากอย่างนี้หนอ!!

เริ่มแรกก็เลยต้องไปขอความรู้จากอากู๋(เกิ้ล)ซะหน่อย พอเป็นไอเดีย
ก็เลยเจอเวปของสถานฑูตแคนนาดาค่ะ
ในนั้นก็เหมือนเวปสถาฑูตอเมริกานั่นแหละค่ะ… บอกทุกอย่าง แต่ทำตามไม่ได้ = =’
(ไม่รู้ว่าเราไม่ค่อยฉลาดเอง หรือว่ามันทำไม่ได้เรื่องเหมือนกันเน๊าะ :P )
เวปไซต์: http://www.cic.gc.ca/english/index.asp

ลูลิอ่านข้างใจอย่างละเอียด ตะบี้ตะบันอ่านมันทุกหน้า
จนได้ใจความออกมาว่า
1.โหลดเอกสารไปกรอก
2.ส่งเอกสาร+เงินมาที่สถานฑูต (วอชิงตัน หรือ แอลเอ)
3.จะได้วีซ่าใน 30 วัน

อ่านมาถึงข้อสุดท้าย แทบกรี๊ด
วีซ่าบ้าอะไรใช้เวลาออกตั้ง 30 วัน… ลุ้นจนตัวเหี่ยวพอดี!!!
ไม่ไหวๆ ลองถามอากู๋(เกิ้ล) อีกที เผื่อมีทางอื่น
เรื่องขอวีซ่าในอเมริกานี่หายากมากกกกกกกกก
คงเป็นเพราะว่าคนอเมริกันเค้าไม่ต้องของวีซ่ากันมั้งคะ เพราะฉะนั้นก็เลยไม่มีใครเค้าคุยกันเรื่องนี้
อ่านไปอ่านมา ก็เลยเจอในบลอคคนไทยอยู่คนนึงค่ะ (ขออภัยที่จำ URL ไม่ได้ T^T)
เค้าบอกว่า ไปทำตอนเช้า ตอนเที่ยงรับคืนเลย
บร๊ะแล้ว!! นี่แหละที่ต้องการ

ลูลิพยายามหาข้อมูลเรื่อง walk in ในเวปสถานฑูต แต่ไม่ยักกะเจอ = =
ก็เลยตัดสินใจ…. ลุย!! (นายแน่มาก 555)

.

.

แต่ก่อนจะลุยได้ เรามาเตรียมเอกสารกันก่อนดีกว่าค่ะ
เอกสารครั้งนี้ แปลกประหลาดกว่าที่เคยขอวีซ่ามาทั้งหมดเลยค่ะ
เพราะว่าทุกอย่างเป็นของตัวเองล้วนๆ แล้วก็ปริ๊นเอามาจากเนตทั้งนั้น
รายการเอกสารที่จำเป็น จะมีในใบ check list ดาวโหลดได้ในเวปสถานฑูตเลยค่ะ
*สามารถดาวโหลดแบบฟอร์มทั้งหมดได้ที่ http://www.cic.gc.ca/english/information/applications/visa.asp#applications

เอกสารที่ใช้:
1. Application for a temporary resident visa made outside of Canada (IMM5257) – กรอกในไฟล์ที๋โหลดมา แล้วกด
2. Family information (IMM5645) – กรอกในไฟล์หรือเขียนก็ได้ค่ะ
3. Fee payment – $75 (single) หรือ $150 (Multiple)
เป็น money order / cashier cheque เท่านั้น (ไม่รับเงินสด และ personal cheque)
4. รูปติดบัตร 2 ใบ – ต้องเป๊ะตามข้อกำหนดในเวปไซต์
5. สำเนา I-20 , I-94 , F1 visa
6. Transcript และ ใบลงทะเบียนเรียนเทอมหน้า
7. สำเนาตั๋วเครื่องบินไป-กลับ
8. Statement – ปริ๊นออกมาจากเวปได้เลยค่ะ
ถ้าขอแบบ single ต้องมีเงินอย่างต่ำ $500 ส่วน Multiple อย่างต่ำ $1,000 ค่ะ
9. Passport ตัวจริง เอาไว้ติดวีซ่าไงคะ :)
10. Document checklist (IMM5484)
11. เอกสารอื่นๆที่อยากยื่น เช่นเอกสารเชิญจากเพื่อน (จริงๆไม่ต้องมีหรอกค่ะ)

ที่อยู่:
Consulate General of Canada, Immigration Section
550 South Hope Street, 9th Floor
Los Angeles, California
90071, USA

เวลาทำการ: 8:30 – 10:30am

.

.

เช้าตรู่วันจันทร์.. ลูลิกับคุณคู่หูก็ขับรถเข้าไปใน downtown LA กัน
ขนาดว่าถ่างตาตื่น ออกกันตั้งแต่ 6 โมงครึ่งแล้วนะ แต่รถก็ยังติด!!
แหม่… เห็นรถติดตั้งแต่ไก่โห่แบบนี้ คิดถึงกรุงเทพบ้านเฮาจังน๊อ ><

ระยะทางก็ไม่ไกลมาก แต่รถเยอะค่ะ ก็เลยถึงเกือบๆจะ 8 โมงครึ่ง
เอารถเข้าไปจอด ค่าจอดรถแพงมากกกกกกกกกกกกกกกก 12นาที $4.50… ฆ่ากันเลยดีมั้ย = =’
พอขึ้นไปถึงชั้น 9 ,, ออกจากลิฟท์ก็จะมีคนกวักมือเรียกเองค่ะ
คุณพี่ซิเคียวริตี้ท่าทางกวนติง ยืนเฝ้าหน้าเครื่องแสกนกระเป๋าอยู่
“มีอะไรจะถามมั้ย” … คุณพี่เค้าว่างั้น
ระหว่างที่ประมวลผล มือมันก็หยิบกระเป๋าวางบนสายพานโดยอัตโนมัติ
คุณพี่ซิเคียวรีบขึ้นเสียง “ถามคำถามมาก่อน!!”
โดนดุ ( -`д´-)

ลูลิก็อ้อมแอ้มบอกไป “เอ่อ อ่า…. คือว่า คือ…. จะมาทำวีซ่าค่ะ”
คุณพี่ซิเคียวก็ย้ำคำเดิมอีก “question?”
เอออออ!!… ตูรู้แล้วววว ถามก็ได้ว๊อยยยยยยยยย
“ที่นี่รับเงินสดมั้ยค๊าาาาาาา”
สิ้นคำถาม ระบบทำงานอัตโนมัติก็ทำงานทันที (เอ๊ะหรือคุณพี่จะเป็นหุ่นยนต์)
“ที่นี่ไม่รับเงินสด จะต้องเป็น money order หรือว่า cashier cheque เท่านั้น
จำนวนเงินคือ 75 US dollar,, ถ้าหากว่าจะแลกเป็น money order ก็เดินลงไปข้ามถนนไป 7th street
มันจะมีไปรษณีย์อยู่ตรงนั้น แต่ถ้าหากว่ามีบัญชีของ wells fargo bank ล่ะก็
ลงไป ข้ามถนน แล้วก็จะอยู่ขวามือนะ รีบไปรีบมาล่ะ”

แทบช๊อค = =’
ระบบอัตโนมัติพูดเร็วมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ไม่รีบ เข้าใจมั้ยว่าไม่รีบ!
แต่เพื่อไม่ให้หน้าแตก ก็เลยพนักหน้ารับ แล้วก็เดินเชิดสวยๆกลับทางเก่า ヽ( ´ー`)ノ

พอลงมาถึงข้างล่าง ก็สะกิดคุณคู่หู… มะกี๊มันว่าอะไรนะ = =’

.

.

เนื่องจากคุณคู่หูไม่ได้หูบอดเหมือนอย่างลูลิ ก็เลยรอดตาย 5555+
เราสองคนเดินหาไปรษณีย์กันค่ะ ได้ยินแว่วๆอยู่ว่า 7th street
แต่ไอ้ 7th street มันอยู่ตรงไหนล่ะ แล้วไอ้ที่ยืนอยู่นี่มันคือถนนอะไร (;ノ゚Д゚)ノ (゚ロ゚;)
ท่ามกลางความโกลาหล ถือว่ายังโชคดีที่โลกนี้มี google map 555555+
กว่าจะลากสังขารมาถึงไปรษณีย์ก็ปาไปเกือบครึ่งชั่วโมง แล้วพอมาเห็นแถวในไปรณีย์อีก ลบแทบจับ!!
(คือว่าห่วงค่าจอดรถอ่ะค่ะ 555555+)

รอคิวอีกร่วมครึ่งชั่วโมง จนได้ money order มาสมใจอยาก
Money order ก็จะคล้ายๆกับตั๋วแลกเงิน หรือธณาณัตินั่นแหละค่ะ
จ่ายเงินไป $150 + ค่าธรรมเนียมใบละ $1.50 ,, ก็เดินตัวปลิวออกมา พร้อมกระดาษ 2 ใบ φ(.. )

ตรงดิ่งกลับมาถึงชั้น 9
คุณพี่ซิเคียวก็ยิ้มรับมาแต่ไกล แล้วก็บอกว่า โอเค (ทำนองว่าเชิญแสกนกระเป๋าได้ เห็นหล่อนอยากจะแสกนนัก)
หลังจากที่ปิดมือถือ ก็เดินผ่านเครื่องแสกนเข้าไปด้านใน,,

.

.

ด้านในก็เหมือนสถานฑูตทั่วไป มีตู้ๆอยู่ด้านหน้า (ประมาณ 6 ตู้กับ 2 ห้องกระจก…. แต่ขอโทษ เปิดตู้เดียว = =)
แล้วก็มีเก้าอี้เยอะๆให้นั่งรอหน้าตู้ค่ะ
สังเกตุการณ์คร่าวๆด้วยสายตาอันเฉียบแหลม นับจำนวนประชากรได้ 9 คนถ้วน
ล้วนแล้วแต่เป็นกระเหรี่ยงทั้งสิ้น … กระเหรี่ยงไทย กระเหรี่ยงจีน กระเหรี่ยงอาหรับ
ในนั้นเงียบมาก จะคุยกันต้องกระซิบๆ อึดอัดชะมัดยาด!!
นั่งรอจนไฟหน้าตู้โชว์เลขบัตรคิวของเรา ก็เป็นถึงเวลาลุยค่ะ

คนที่มาด้วยกัน เค้าให้ไปยื่นพร้อมกันเลย (ไม่ต้องเป็น family ก็ได้)
พอไปถึง คุณป้าในตู้ก็จะถามก่อนเลยว่า “เธอ 2 คนเป็นอะไรกัน”
แอร๊….  ทำไมคุณป้าต้องอยากรู้เรื่องส่วนตัวของหนูด้วยล่ะค่ะ ><

“We’re friend”
ประโยคคำตอบแบบไม่มีลังเลก็ดังขึ้นขัดสภาวะฟุ้งซ่านของลูลิซะอย่างงั้น
หันไปค้อนให้คนข้างๆควั่บนึง.. ขอชั้นเพ้อเจ้อซัก 2 วิก่อนก็ไม่ได้ ชริส์~

นั่นล่ะค่ะ เอาเป็นว่า.. คุณป้าคงอ่านใจลูลิได้ เลยส่งกระแสจิตตอบมา
ว่า “ชั้นไม่ได้อยากรู้เรื่องของหล่อน แค่อยากรู้ว่าต้องพิจารณาวีซ่าแยกกันรึเปล่าเท่านั้นแหละย่ะ”
ลูลิพยักหน้าหงึกหงักเข้าใจอยู่คนเดียว ในขณะที่คุณป้าง่วนอยู่กับการตรวจเชคเอกสารกองโตตรงหน้า
เอกสารที่ถูกจัดเรียงมาอย่างดี โดนจับย้ายที่ใหม่หมด (แล้วหลอกให้หนูเรียงทำไมคะป้า!!)
รูปใบที่ 1 โดนแม๊กซ์แสกหน้าเข้ากับ application form  อีกใบโดนหนีบไว้กับพาสปอร์ต
เอกสารอื่นๆก็ค่อยๆถูกซ้อนๆเข้าหากันอย่างลวกๆ
เรา 2 คนก็ยืนลุ้น แทบไม่ได้กลืนน้ำลาย (กลัวเสียงดัง 5555)

หลักจากที่เรียงเอกสาร คุณป้าก็เงยหน้าขึ้นมาถาม
“พวกเธอ ไม่มีใบละทะเบียนเรียนเทอมหน้าเหรอ มันต้องมีหลักฐานของเทอมหน้าด้วยนะ”
อ่าว.. ก็ในเวปบอกว่าใช้แต่ทรานสคริปต์นี่คะป้าาาาาาา!!
ตอนแรกก็ทำท่าเหมือนจะไม่ได้ แต่เห็นแววตาใสซื่อของลูลิละมั้ง
ก็เลยบอกว่าจะรับเรื่องไว้ แต่ต้องให้เจ้าหน้าที่พิจารณาอีกทีนะ ไม่รับประกันว่าจะได้

แต่โถ่ถังกาละมังแตก โชคดีม๊ากมาก ที่ลูลิเหลือบไปเห็นว่า
ทรานสคริปต์ที่ปริ๊นมาจากเวปมหาลัย มันมีบอกไว้แล้วว่าเทอมหน้าเราจะลงอะไรบ้าง
ก็เลยจัดการชี้ให้คุณป้าดู.. นี่ค่ะๆ  คุณป้าก็คว้าปากกาแดงมาวงเอาไว้ให้
แล้วก็เป็นอันเสร็จพิธี

ออกจากสถาฑูตพร้อมกับกระดาษเล็กๆสีส้ม 1 ใบ
ที่บอกว่า 1:30 – 2:30pm ของวันมะรืน ให้กลับมาเอาพาสปอร์ตคืนด้วย

.

.

.

.

2 วันให้หลัง
กลับมายืนที่เดิมมมมมมมมมม ที่ที่เคยคุ้นตาาาาาาาาา~♪
คุณพี่ซีเคียวคนเดิม ยืนยิ้มแฉ่งต้อนรับอยู่หน้าประตูเหมือนเดิม
วันนี้ดูอารมณ์ดีม๊ากมาก “Welcome back” พี่แกว่างั้น…

วันนี้ไม่ต้องตรวจกระเป๋า ไม่ต้องแสกนตัวค่ะ
เข้าไปนั่งรอคิวตามลำดับ(มา)ก่อนหลัง ที่เก้าอี้ด้านในเลย
วันนี้มีคนซัก 20 คนได้ (โดยประมาณ)
เค้าก็จะเรียกให้ไปเข้าคิวหน้าตู้ทีละ 5 คน แล้วก็เอาใบส้มที่ได้มานั่น แลกกับพาสปอร์ตคืนมา

ในใจก็กระหยิ่มยิ้มย่อง คิดว่าคงไม่มึใครไม่ผ่าน
แต่แล้ว…
แม่กระเหรี่ยงสาวชาวจีนที่เจอกันวันก่อน ไม่ผ่านซะงั้น!!!
เลยตุ้มๆต่อมๆเลย แล้วชั้นล๊าาาาาาาาา~~~~

ยังไม่ทันได้ตื่นเต้นมาก คุณคู่หูก็รับพาสปอร์ตกลับคืนมา
แต่นแต๊นนนนนนนนน

Photobucket

: P

END

 

► Language school,, เรียนยังไง แล้วได้อะไรบ้างหนอ? October 26, 2011

Filed under: ☺☺ USA :: August 2010 — lady2go @ 3:55 AM
Tags: , , ,

,, พอดีว่ามีหลายคนอีเมลล์มาถามเกี่ยวกับเรื่องโรงเรียนสอนภาษาค่ะ
ทั้งเรื่องการสมัคร การเรียน บลาๆๆๆ….
ก็เลยทำให้ลูลินึกย้อนกลับไปสมัยเตรียมตัวมาเรียน
ว่า….จริงๆแล้ว ลูลิเองก็เคยสงสัยเหมือนกัน ว่าไอ้ “โรงเรียนสอนภาษา” นี่มันสอนอะไรกัน?!?

 

 

นึกย้อนไปสมัยที่เรียนภาษาอยู่ที่เมืองไทย (ย้อนน๊านนาน.. ต้องนั่งไทม์แมชชีนกันเลยมั้ย = =)
ลูลิเริ่มเรียนภาษาอังกฤษอย่างจริงจัง กับ อ.บุญชัย ณ Fast English
ค่ะ

ตอนนั้นก็เรียนเน้น Grammar อยู่เป็นปี ต่อด้วยคอร์ส TOEFL แล้วก็ตามด้วย G-MAT
จัดเต็มซะหลายคอร์ส….. ด้วยหวังว่าภาษาเราจะกระเตื้องขึ้นมาบ้าง

แต่….   °ο°~ @

อ.บุญชัย ไม่ใช่เทพเจ้าค่ะ
ไม่สามารถเสกรอยหยักในสมองเพิ่มให้ลูลิได้ (-__-)
แต่.. (อีก) ก็ได้รับอะไรหลายๆอย่างจาก อ.บุญชัย นะ (><)
(โฆษณาก่อน เดี๋ยวจะหาว่าลูลิเนรคุณ >///<)

อย่างนึงคือ….. ลูลิรับ grammar จากอ.บุญชัยมาเต็มๆ
ถึงจะไม่แม่นเป๊ะ (เพราะสมองขี้เลื่อย)
แต่ลูลิค้นพบว่า มัน“ใช้ได้จริง”มากๆตอนมาเขียน research paper ที่นี่ล่ะค่ะ!!

.

.

.

ถึง grammar กับความเว่นเว้อชอบเขียนจะทำให้ writing พอถูพอไถไปได้..
แต่ ฟัง อ่าน พูด ก็ยังเรียกได้ว่า…
ระยำ!!

ลูลิก็เลยตัดสินใจหอบเงินก้อนโตไปลงทุนกับ Wall street institute
ด้วยมุ่งหวังว่า…. ลิ้นเราจะมีธงชาติ’เมกาขึ้นกับเค้าบ้าง ><
ลูลิมีเวลาประมาณ 7 เดือนก่อนจะบิน ไปนั่งรากงอกอยู่ที่ wall street
ถ้าถามว่าได้อะไรมั้ย… ลูลิอยากตอบว่า
“ได้ค่ะ” (นี่ไม่ได้ค่าโฆษณาจริงๆนะ >< )

ลูลิอยากบอกว่า Wall street เป็นด่านแรกที่ทำให้ลูลิรู้ว่า “ภาษาอังกฤษ พูดยังไง”
ที่ผ่านมาทั้งชีวิต เรียน เรียน เรียน,, ท่อง ท่อง ท่อง…. แต่ไม่เคยพูด
ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่จะพูดภาษาอังกฤษอย่างเป็นเรื่องเป็นราว
แรกๆก็อายค่ะ เพราะว่ามีแต่เด็กเล็กนัก = =’ เข้าไปนี่จัดได้ว่า “แก่”
แต่ก็ต้องแอ๊บๆ เนียนๆไป ,, วันนึงมันก็เริ่มอายน้อยลง (เรียกอีกอย่างว่าเริ่มด้าน 555+)

7 เดือนผ่านไป แกรมม่าไม่ได้ดีขึ้น ฟัง พูด ก็ยังงูๆปลาๆ
แต่มัน ถึง เว ลา แล้ววววววววววววววววววววว!!

.

.

.

สิงหาคม 2010 … ลูลิเปิดประสบการณ์ใหม่กับ “โรงเรียนสอนภาษา” ของจริง!!
ที่แรกที่ไปเรียนคือ Kaplan Aspect ค่ะ
สาเหตุอาจจะฟังไม่น่าเอาเยี่ยงอย่างเท่าไหร่ ก็คือ เลือกเพราะ… มันใกล้บ้านที่สุด ><

วันแรกที่มาเรียน กลัวมากกกกกกกกกกกกก.. มือไม้สั่นไปหมด
ถ้าชั้นพูดไม่รู้เรื่องล่ะ ถ้าชั้นฟังไม่เข้าใจล่ะ ถ้าชั้นไม่มีเพื่อนเลยล่ะ ถ้า ถ้า ถ้า….. !!! กรี๊ดดดดดดดดดดด

ก้าวเข้าไปโรงเรียนอย่างกล้าๆกลัวๆ
เจ้าหน้าที่ก็บอกให้นั่งรอ แล้วก็พอไปสอบวัดระดับ
ข้อสอบจะเป็น Choice ค่ะ ก็ listening part แล้วก็ grammar part
ใช้เวลาสอบแป๊บเดียว,, พอสอบเสร็จ ก็บอกว่ากลับบ้านได้….

อ่าว = =”
แค่เนี๊ยะ!!!!!

.

.

.

แค่นั้นจริงๆค่ะ…
วันแรกในการมาเรียน ก็จะต้องมีการสอบวัดระดับก่อน
เพื่อที่จะรู้ว่า เค้าจะ add เราเข้าไปใน class ไหนดี

ที่ Kaplan.. เค้าจะแบ่ง class ออกเป็นระดับๆ
beginner / intermediate / semi-intermediate / pre-advance  / advance
(ชื่ออาจจะไม่ใช่แบบนี้นะคะ แบบว่าจำไม่ได้แล้วต้องขออภัยอย่างแรง)

ใน 1 ห้อง จะมีนักเรียนประมาณ 8-12 คน กับอาจารย์ประจำชั้น 1 คน
อาจารย์คนนี้จะประจำที่ห้องนี้ สอนคลาสนี้ ตั้งแต่ 8 โมงจนถึงเที่ยง (คลาสเช้า)
ส่วนคลาสบ่ายจะเป็นวิชาเลือก,, ใน 1 เดือนเลือกได้ 2 วิชา
เรียนวิชา A วันจันทร์ กับวันพุธ แล้วก็เรียนวิชา B วันอังคาร กับวันพฤหัส
ส่วนวันศุกร์เรียนแค่คลาสเช้าอย่างเดียว
โดยทุกๆ 1 เดือนจะมีการสอบวัดระดับ ถ้าผ่านกี่ครั้งๆ ก็จะเลื่อนไปเลเวลสูงขึ้นค่ะ

ลูลิโดนจับไปอยู่คลาส Advance!!!
งงเต๊ก!!!
มายังไง = =’
สงสัยอ.บุญชัยจะเคี่ยว grammar เรามาดี 555+

book

Kaplan class

ห้องเรียน (ขยันกันจัง แต่ละคน!!)

 

คนในคลาส advance ก็จะพูดเก่งๆกันทั้งนั้น แล้วก็สนิทกันพอสมควร
เพราะว่าเค้าเรียนแต่ระดับกันมานานแล้ว
น้องใหม่อย่างเรา ก็ได้แต่นั่งเจี๋ยมเจี้ยม… นานๆจะงัดวิชาหน้าทน โพล่งพูดกับเค้าซักที
กว่าจะสนิทกับเพื่อนๆในห้องได้ ก็ปาไปเกือบจะสิ้นเดือน
แล้วก็ถึงเวลาที่ลูลิจะต้องย้ายโรงเรียน

แค่เดือนเดียว แต่ก็เศร้าเหมือนกันนะ T^T
วันสุดท้ายก็จะมีพิธีมอบประกาศนียบัตรให้กับนักเรียนที่จบ
เศร้าจัง

graduated Kaplan
เพื่อนๆมาพร้อมหน้าในงานรับประกาศนียบัตร

.

.

.

โรงเรียนที่ 2 ก็คือ ELS (English Language School) ค่ะ
อย่างที่เคยเขียนใน topic ก่อนๆ ว่าเราสามารถเรียน ELS แลกกับการยื่นคะแนน TOEFL ได้

วันแรกใน ELS ก็คล้ายๆกับ Kaplan ค่ะ
ก็คือมีการสอบวัดระดับกันก่อน แต่ที่นี่ออกแนวจริงจังกว่าที่ Kaplan อยู่ซะหน่อย
ข้อสอบยังเป็น choice สำหรับ listening part / grammar part แต่ก็มีเขียน essay แล้วก็สอบสัมภาษณ์ด้วย

คลาสเรียนที่นี่ จะแบ่งออกเป็น 12 levels ค่ะ
การสอบวัดระดับจะเป็นการจัดเด็กเข้า level 1-9
ส่วน 10-12 จะเป็นคลาสสำหรับคนที่จะต่อป.โท (ที่บอกว่าจะต้องจบ level 12)
1 level จะเรียนกันประมาณ 1 เดือนค่ะ
แล้วก็จะมีสอบวัดผลทุกๆ level ,, ก็จะมีหนักๆที่ level 9 กับ level 12

สอบของ level 9 เรียกว่า SLEP test ,, ย่อมาจากอะไร อันนี้จำไม่ได้แล้ว แหะแหะ
แต่ว่าถ้าผ่าน SLEP ไปได้ .. ก็จะเอาใบประกาศไปใช้แทน TOEFL เรียนระดับปริญญาตรีได้ค่ะ
ส่วน level 12 ก็จะเป็น Michigan test ,, อันนี้ขอบอกเลยว่ายากกกกกกกกกกกกมากกกกกกกกกกกกกก
เป็นข้อสอบที่วัดอะไรไม่รู้ Part Vocab นี่สุ่มคำตอบกันเลยทีเดียว = =’ จะยากไปไหน!!
ส่วนใบประกาศของ Level 12 ก็จะเอาไปแทน TOEFL ในระดับปริญญาโทได้ค่ะ

ทั้งนี้ทั้งนั้น ลูลิก็ผ่านมาได้ด้วยดีค่ะ
ลูลิเรียนที่ ELS อยู่ทั้งหมด 4 เดือน (level 9-12)

ถามว่าได้อะไรมั๊ย..  หลักๆเลยก็คือ ได้เพื่อน ได้พูด ได้เที่ยวค่ะ
ฟังดูเหมือนไร้สาระไปนิดหน่อย แต่ลูลิอยากบอกว่า
ELS เป็นส่วนสำคัญในชีวิตการเรียนที่นี่ของลูลิเลยล่ะค่ะ

graduated 109
กับเพื่อนๆ วันรับประกาศฯ
Level 9 (เดาออกมั้ยว่าอาจารย์คนไหน ^^)

Graduated 112
กับเพื่อนๆ วันรับประกาศ Level 12 (เหลือกันแค่เนี๊ยะ = =)

 

 

Class ของ ELS จะแตกต่างจาก Kaplan ที่มีอ.ประจำชั้นแค่คนเดียว
แต่ที่ ELS จะคล้ายๆกับเรียนมหาลัยค่ะ คือเดินเรียน
วันนึงจะแบ่งเป็นทั้งหมด 7 คาบ คาบละ50 นาที
1 คาบก็ 1 ห้อง 1 อาจารย์… วันๆนึงต้องวิ่งย้ายห้อง ไปจองที่ตั้งหลายรอบ  เหนื่อยเชียวล่ะ ><
แต่ก็สนุกดีค่ะ ได้เรียน ได้ฟัง ได้เขียน ได้อ่าน ได้พูด ได้เพื่อน ได้เที่ยว … ครบทุกอย่าง
(ถึงแม้บาง level จะรู้สึกเหมือนไม่ได้อะไรเลยก็ตาม = =’)

4 เดือนผ่านไป ไวมากๆ
แล้วก็ถึงเวลาลงสนามจริง ซักที…..

.

.

.

ครึ่งปีกว่าในมหาลัย ทำให้ลูลิคิดถึงสมัยเรียน ELS อย่างสุดซึ่งเลยล่ะค่ะ
ตอนเรียน ELS ก็จะบ่นกับเพื่อนตลอดว่าการบ้านเยอะ งานหนัก
ไอ้การบ้านที่ว่านี่คือ อ่าน article 2 หน้า อะไรแบบนี้
ถ้าเทียบกับชีวิตมหาลัยนี่… อื้อหือ!!
อ่านวิชาละ 80 หน้า,, ลง 4 วิชา
วีคนึงต้องอ่านหนังสือราวๆ 300 หน้า…..!!! เป็นลม (O.O;)(o,o;)

เอาเป็นว่า ใครคิดว่าจะมาเรียนต่อ โดยไม่ผ่านโรงเรียนภาษามาก่อน
ลูลิขอแนะนำว่า มาเรียนเถอะค่ะ
ช่วงเรียนโรงเรียนภาษา เป็นช่วงที่สนุกที่สุดแล้วล่ะ

แล้วก็ถ้าหากว่าเรียนโรงเรียนภาษาของมหาลัยที่จะเข้าได้ก็ยิ่งดี
เพราะเราจะมีเพื่อนๆจากโรงเรียนภาษามาก่อน
ถึงแม้จะต่างชาติต่างภาษา แต่ว่าเพื่อนกันลำบากมาด้วยกัน จะไม่ทิ้งกันค่ะ
มีเพื่อนหนีบมาเข้ายู อย่างน้อยก็อุ่นใจกว่าไม่มีใคร…. เน๊าะ (^з^)-

 

End..

 

 

► ฮาโลวีนปาร์ตี้,, พาเที่ยวอีกโฉมหน้าของ”สวนสนุก” December 12, 2010

,, ย่างเข้าเดือนตุลาึ… ลมหนาวๆก็เริ่มโชยมา บอกเป็นนัยๆว่าให้บอกลากางเกงขาสั้นได้แล้ว
บรรยากาศรอบๆตัว ก็เิริ่มเปลี่ยนไปทีละนิดทีละหน่อย
นอกจากฝนตก เมฆเยอะ แล้วก็หนาววววววแล้ว.. รอบๆตัวก็ยัังเปลี่ยนเป็นสีส้มด้วย~
โอ๊ะ โน โน โน… ใบไม้ที่นี่ยังไม่ได้เปลี่ยนสีค่ะ (อยากเห็นใบไม้เปลี่ยนสีอยู่เหมือนกัน = =’)
แต่ทุกอย่างเปลี่ยนเป็นสีส้ม ต้อนรับ“ฮาโลวีน”ตะหากล่ะ!!

อาจจะเพราะว่าปีที่ผ่านๆมา ไม่เคยได้ออกนอกประเทศช่วงเดือนตุลาเลย
ก็เลยไม่เคยรู้มาก่อนว่า ฮาโลวีน มันสำคั๊ญสำคัญกับฝรั่งมาก
เมืองทั้งเมืองเต็มไปด้วยฟักทอง ตุ๊กตาผี ใยแมงมุม
บ้านบางบ้านก็เอาผ้าขาดๆมาปะหน้าบ้าน ทำเป็นบ้านผีสิงซะงั้น (บ้านคนนะเออ -*-)
บ้านที่ลูลิอยู่ (อยู่บ้านฝรั่งนะตอนนี้ ><) ก็ประดับไปด้วยของจุ๊กจิ๊กเกี่ยวกับฮาโลวีน
ผ้าเช็ดมือลายฟักทอง ฟักทองปลอม ขนมปังรูปฟักทอง เทียนกลิ่นฟักทอง ฯลฯ
อืม…ดูๆแล้วก็คิดว่า ฝรั่งนี่ก็ติงต๊องดีเหมือนกันเนอะ ><
(เพื่อนลูลิบอกว่าก็เหมือนสงกรานต์บ้านเรา แต่ลูลิว่าไม่่ง่ะ ที่นี่หนักกว่าเยอะ 55555+)

นอกจากบ้านเมืองประดับประดาไปด้วยข้าวของฮาโลวีนแล้ว
ก็ยังมีสวนสนุกเฉพาะกิจ (เต็มไปด้วยฟักทอง) ผุดขึ้นมาเต็มไปหมด
แล้วสุดท้าย ก็คือสวนสนุกระดับท๊อปของที่นี่…
ก็พลิกโฉมหน้าเปลี่ยนทั้งสวนให้กลายเป็นสวนผีสิงด้วย (หายสนุกกันเลยทีนี้ = =’)

ลูลิมีโอกาสได้(โดนบังคับ)ไปเยือนสวนผีสิงมา 2 ที่ ..
ก็คือ Universal studios hollywood horror nights กับ Knott’s scary farm haunt
แต่จริงๆแล้วเค้าว่ากันว่า Disney land กับ Six flag magic moutain เอง ก็มีแปลงโฉมเหมือนกัน
(thanks god ที่ไม่ได้ไป หึหึหึ  -*-)

.

.

.

เริ่มต้นที่ Universal studio ก่อน…
ความจริงแล้ว ตั้งใจจะไปเที่ยวตอนกลางวันเหมือนสวนสนุกทั่วไปล่ะค่ะ
แต่บังเอิ๊ญบังเอิญ มันเป็นอาทิตย์แรกที่จะเข้าเทศกาลฮาโลวีนพอดี
เลยโดนพ่วงกลางคืนไปด้วยซะงั้น – -;
ตั๋วกลางวัน $70 กว่าๆ ตั๋วกลางคืนอีก $35
ดีนะเนี่ยที่จ่ายผ่านการ์ด เลยไม่ค่อยเจ็บปวดมาก (กรี๊ดทีเดียวตอนบิลส่งมาที่บ้าน -*-)

จริงๆแล้วราคาตั๋วกลางคืนมัน $59 แต่ว่าคงเพราะ่ว่ามันอีกเป็นเดือนกว่าจะฮาโลวีน
ก็เลยลดราคาล่อใจให้อีก $25… สรุปเลยจ่ายไปประมาณ $34 + tag อีกนิดหน่อย
แพงเนอะ… -*- นี่ก็ยังไม่เข้าใจจนถึงทุกวันนี้ ว่าเสียเงินไปทรมานตัวเองทำไม T^T

.

.

.

สวนสนุกกลางวันก็ปกติดีค่ะ แถวยาวนิดหน่อยเพราะว่าไปวันเสาร์ แต่ก็พอไหวไม่ถึงตาย 555+
ตอนที่นั่งรถทัวร์สตูดิโอก็แอบเห็นประชากรผีเริ่มแต่งตัวกันบ้างแล้วล่ะ
นั่งรถแทรมผ่านฉากที่ใช้ถ่ายหนังผีตั้งหลายเรื่องด้วย เห็น(หุ่น)ซากศพวางเกลื่อน
แต่มันกลางวันนี่เนอะ อะไรมันก็ดูตลกไปหมด
ยังชี้ให้เพื่อนดูอยู่เลย… “อุ๊ย.. ดูนั่นจิ มีขาโผล่ออกมาจากหน้าต่างด้วย ><”
แต่ว่าพอถึงกลางคืน แหม่…ไม่อยากจะพูด T^T

ก่อนอื่นสวนสนุกก็จะไล่ประชากรตอนกลางวันออกจากสวนสนุกออกไปให้หมดก่อน
ประมาณ 6 โมง.. แถวเดินออกยาวมากกกกกกกกกก
ยาวจนตกใจว่า โอ้ นี่คนพวกนี้อัดอยู่ในสวนสนุกตอนกลางวันเหรอเนี่ย ><
แอบเหลือบตามองประตูทางเ้ข้า แล้วก็ต้องตกใจอีกหน
โอ้ววววว… นี่อีกตั้งชั่วโมงกว่างประตูจะเปิด (ประตูรอบกลางคืนเปิดทุ่มนึง)
แต่มีคนมาเกาะประตูรออยู่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว!!!!
หน้าตาแต่ละคนกระหายความสยองมาก -*-
แหม่…. อะไรจะอยากโดนผีหลอกขนาดน๊านนนนนนนน

ลูลิกับเพื่อนออกไปหาอะไรกินก่อน แล้วก็ค่อยกลับเข้ามาอีกทีตอนทุ่มกว่าๆ
แถวไม่ค่อยยาวแล้วค่ะ เพราะว่าเค้าชิงเข้ากันไปก่อนแล้ว (ฉลาดเนอะ ♥)
แล้วความหฤหรรษ์ ก็ BEGIN!!!!

.

.

.

Universal studio กับไฟสลัวๆ หมอกจางๆ ลางๆเลือนๆ
เรียกได้ว่าปรับโฉมหน้าเป็นบ้านผีสิงทั้งหมดค่ะ ไม่เว้นแม้แต่ทางเดิน
ก้าวขายังไม่ทันครบสิบก้าว ก็ต้องกรี๊ดสนั่น วิ่งกันป่าราบ
เพราะว่าเจอผีโผล่เข้าให้!!!!
ก็รู้นะว่าคน….. แต่บรรยากาศมันให้ แล้วมันกล้วเฟร๊ยยยยยย T^T

ผีที่นี่ไม่พูดค่ะ แต่ในมือจะมีอุปกรณ์เหมือนเลื่อยไฟฟ้า มีเสียงดังๆ
แล้วก็พุ่งชาร์ตสาวๆ… ขอย้ำว่าสาวๆจริงๆ
เพราะกรี๊ดกันกระจาย… (สงสัยมันมืด เลยเห็นลูลิเป็นสาวด้วย ฮ่าๆๆๆ)

.

.

.

นอกจากทางเดินที่จะมีผีคอยโผล่เข้ามาเขย่าขวัญแล้ว
พื้นที่ว่างๆข้างใน ก็จะทำเิพิงขึ้นมาเป็นบ้านผีสิงเฉพาะกิจค่ะ
อันแรกเลย อยู่ข้างๆปราสาทเชรค.. ในใจก็คิดว่า อาจจะเป็นดูหนัง 3D แล้วเปลี่ยนเรื่องเอาไรงี๊
เอาวะ.. เดี๋ยวถ้าน่ากลัว หลับตาก็ได้ ><
ว่าแล้วก็ทำใจกล้าเดินดุ่มๆตามเพื่อนๆเข้าไป

แต่…
มารู้แจ้งเห็นจริงเอาก็ตอนที่ผ่านประตูเข้าไปในบ้านแล้ว
เฮ๊ยยย นี่มันคนละทางนี่!! แล้วที่นี่มันที่หน๊ายยยยย!!
สายเกินกว่าจะหมุนตัวกลับ
โดนลากเข้าไปเรียบร้อย = =’

แหว่… แฟร่…  กรี๊ดดดด กรี๊ดดดดดดดด กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดด
สาบานว่าดิชั้นไม่ได้เห็นอะไรทั้งนั้น..
กอดแขนเพื่อน หลับตาเดินไปตลอดทาง แต่กรี๊ดคอจะแตก
พระเจ้าจอร์จ มันน่ากลัวมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก (ขนาดไม่ได้มอง = =’)

โผล่พ้นออกมาจากบ้านผีสิง1 (เรียกว่า 1 เพราะมันมีหลายอัน T^T)
เหงื่อแตกเต็มตัว แขนเพื่อนถึงขั้นเปียก… เพราะรัดแน่นเกิน ฮ่าๆๆๆๆ
แงงงงงงงงง…. เค้ากัววววววววววววววววววววววววววววววววววว

.

.

.

แต่… ย๊างงงง ยัง ยัง ยัง มันไม่ได้หมดแค่นั้น มันยังมี บ้านผีสิง 2 3 4 5 6 …. รออยู่อีก
แต่ละบ้าน ก็จะจำลองฉากมาจากในหนังค่ะ
Freddy Friday 13th .. Jason .. Saw .. บลา บลา บลา
บางบ้านก็จะเป็นศพเละๆ บางบ้านก็เป็นซอมบี้
บางบ้านเป็นโรงพยาบาล บางบ้านก็เป็นตัดแขนตัดขา (ที่มาพร้อมกลิ่นเน่า อ้วกเกือบแตก = =)
แล้วก็จะมีผี (คน) แอบปนๆกับหุ่น คอยลุกมาแหว่ใส่อยู่ตลอดทาง
ขวัญเอ๊ยยยยย ขวัญมาาาาาาา….

ที่ทำร้ายจิตใจกันมากที่สุด แล้วทำให้ลูลิเข่าอ่อนขั้นแมกซ์ ก็คือ Chucky
หรือที่เรียกภาษาไทยว่า “แค้นฝังหุ่น”
หนังเรื่องนี้ ทำให้สาวน้อยวัยกระเตาะอย่างลูลิ เิลิกเล่นตุ๊กตาเป็นการถาวร
เพราะกลัวว่าวันนึง มันจะลุกขึ้นมา เอามีดจ้วง = =

แค่เห็นหน้าก็กลัวน้ำตาเล็ดแล้ว.. อันนี้ไม่พอ
นั่งรถแทรมเข้าไปในส่วนที่ใช้ถ่ายหนัง (ที่เล่าให้ฟังว่าตอนกลางวันไปทัวร์แล้วเห็นซากศพเต็มไปหมดน่ะค่ะ)
นั่งรถก็ยังพอไหว หลับตาไม่รับรู้
แต่แล้ว….
รถมันจอด……………………………………………… =[]=!!!!
ชอคเท่า 3 โลก!!! ลงเดิน!!!
ผ่านป่า… ผ่านซากศพ… แล้วผ่านชักกี้… อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกก
นู๋จะกลับบ้านนนนนนนน โฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮ T^T

ลูลิเดินไปตามทาง แขนซ้ายคล้องแขนเพื่อน J แขนขวาคล้องเพื่อน C
ให้สาวๆ J กับ K กอดพุงไว้ด้วย (อยู่ตรงกลางรู้สึกเซฟ ฮ่าๆๆๆๆๆ)
ก้มหน้าก้มตาเดิน… ผีก็แวะมาทักทายเป็นระยะๆ…
ไม่ต้องกลัวไม่ได้มองแล้วผีจะน้อยใจค่ะ ลูลิกรี๊ดตอบทุกตัวครบถ้วนทุกกระบวนความ T^T

กว่าจะมาถึงทางออก เหงื่อแตกแบบจะเป็นลม
กลัวก็กลัว คุณเพื่อนก็ขายาว ก้าวไว…. ฮืออออออออออ ฉี่จะราด~

.

.

.

อย่างเดียวที่ไม่่น่ากลัวของวันนี้ ก็คือโชว์พิเศษค่ะ
เป็นคล้ายๆกับว่าละครตลก.. ล้อเลียนเรื่อยเปื่อย
ลูลิเป็นคนไม่ดูทีวี ไม่รู้จักหนัง ไมู่รู้จักนักร้อง (แถมฟังภาษาอังกิดไม่ออก)
พอเค้าขึ้นมาทำท่าเลียนแบบ ก็ไม่รู้เรื่อง…. มันขำไรกันแว๊~
แต่ก็เอาเถอะ ถือเป็น 1 ชั่วโมง ที่ได้พักหายใจหายคอบ้าง…

วันนั้น ตีสองนู่น กว่าจะออกจากสวนสนุก..
คุณผีทางเดินทั้งหลายก็ดูท่าทางเหนื่อยเต็มทีแล้ว
ยืนนิ่งให้ถ่ายรูป ไม่มาหลอกกด้วยล่ะ ฮ่าๆๆๆ ><

.

.

.

.

.

อีกที่ที่ได้ไปมาคือ Knott’s scary farm ค่ะ (Knott’s berry farm)
แปลงโฉมจากฟาร์มของคุณ Snoppy เป็นบ้านผีสิงเช่นกัน

ที่นี่ก็ไม่ต่างจากที่ Universal เท่าไหร่ มาด้วย Theme เดียวกัน
แต่ว่าอาจจะต่างกันนิดหน่อย ที่ Universal เค้ามีหนังของตัวเอง
สามารถยกเอามาทำได้.. ลูลิก็เลยรู้สุกอินกับอันนั้นมากกว่า

ที่ Knott นี่ จะเป็นแนว ออดิชั่นเ้ข้ามาแต่งเป็นผี
ผีที่นี่มีหลายอย่างมาก จนบางทีแยกไม่ค่อยจะออกว่านี่คนหรือ(แต่ง)ผีกันแน่ฟะ~?
แล้วผีที่นี่ก็ตลกมาก คือมี participate กับคนมาก
ขอถ่ายรูปได้ด้วย คุยด้วยได้ด้วย!!!!
ลูลิเดินอยู่ดีๆ ผีเดินเข้ามา “อันยองอันเซโย” อืมมมมม…. ควรกลัวมั๊ย = =?

ที่นี่มีบ้านผีราวๆ 13 หลัง แต่ละหลังก็จะเป็น theme ที่ต่างกันออกไป
เป็นป่านางไม้ เป็นโรงพยาบาล เป็นคาเฟ่ เป็นทุ่งข้าวโพด..
เน้นแอบแล้วโผล่พรวดออกมาให้ตกใจซะมากกว่าที่จะให้อินกับ story

แต่ที่นี่ก็มีดีอย่างนึง ก็คือการแปลงโฉมเครื่องเล่น มาเป็นเครื่องเล่นผีสิง
อย่างล่องแก่ง หรือรถไฟชมเหมือง… ก็ยังสามารถเล่นได้อยู่
แต่ว่าบรรยากาศรอบๆก็เปลี่ยนไป มีผีแอบอยู่ทุกที่ที่มีซอก = =)
ถือว่าลงทุนใช้ได้เลยล่ะค่ะ

มีเรื่องตลก (แต่ทำเอาน้ำตาร่วง) อยู่เรื่องนึงค่ะ
อย่างที่บอกว่า คุณผีที่นี่เค้าช่างพูดช่างจา ช่างคุยกับเหล่า”คน”ที่เข้ามา
ตอนที่เข้าไปในบ้านผีสิงหลังนึง (ไม่รู้หลังไหนล่ะ มันเหมือนกันหมด = =’)
ลูลิก็กอดแขนเพื่อนไปตามประสา… ก็เค้ากัวววววววววว T^T
คุณผีก็โผล่มาพูดด้วย “How about me?”
ไอ้บ้า…!! ใครจะไปกอดแก๊~!!!!
พอลูลิๆใช้การกรี๊ดแทนคำตอบ คุณผีก็เดินตาม
กระซิบข้างหู เรียกชื่อด้วย!!!!!!!
“Do you hear me?” ได้ยินว๊อยยย หูไม่ได้หนวกกกกกกกกก
เพื่อนที่แสนดีก็ไม่ช่วยอะไร เอาแต่ขำ แงงงงงง    T^T
พอออกมา้ข้างนอก ก็หันไปทำหน้าตื่นถามเพื่อน… “มันเรียกชื่อเราด้วยอ่ะ”
“อ๋อ.. เราบอกเองล่ะ…” กรี๊ดดดดดดดดดดดด ไอ้พวกนี้ รักเพื่อน!!!!!!!!!! =3=

นาฬกิาตีบอกเวลา ตีหนึ่งกว่าๆแล้ว ถึงเวลาที่จะต้องกลับบ้านกันแล้วล่ะ
ผู้คน ผู้ผี ก็ทยอยกันเดินออกไปทางประตูหน้า
แต่แล้วก็มาหยุดออกันที่หน้าเวที ฝรั่งมุง!!!
แหม่… คนไทยอย่างลูลิ ต้องปฎิบัติหน้าที่หน่อยค่ะ… แจม!!

กลางวงล้อม เป็นคุณผีทั้งหลาย กำลังเต้นระบำโชว์กันค่ะ
โชว์กายกรรม โชว์บลาๆๆๆๆๆ
ตอนนั้นหมดความรู้สึกกลัวไปแล้วล่ะ
เพราะรู้สึกแล้วว่า อืม…. มันคนจริงๆด้วย = =’

แต่ทั้งหมดทั้งปวง เสียเงินค่าเ้้ข้าไปอีกรวม $40
แถมต้องขับรถไปไกลอีกเกือบ 2 ชม.. (บ่นไปงั้น ไมไ่ด้ขับเองหรอก ฮ่าๆๆๆ)
ดีนะที่ไม่น่ากลัวมาก ไม่งั้นต้องไปขอร้องให้เพื่อนมานอนด้วยเหมือนวันที่ไป Universal ล่ะ อายเค้าแย่เลย

End.

ปล. ดีเลย์ไปอย่างนาน จริงๆแล้วเขียนไว้นานแล้ว แต่ไม่จบซักที ยุ่งมากกกกกกกกกกก (เที่ยวหนัก >< 555)

 

► สอบใบขับขี่,, อีซี่กว่าที่คิด!! October 3, 2010

,, เหมือนกับว่ากระแสตอบรับเรื่องใบชับขี่(อเมริกา)จะแรงเกินคาด
มีเสียงเรียกร้องมาให้รีบเขียนตอนต่อซักที!!
หลังจากที่ชีวิตวุ่นวายไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาเป็นอาทิตย์ วันนี้ก็มีเวลามาันั่งเขียนซักที ><
เรื่องมันก็มีอยู่ว่า…
.

.
ลูลิได้ใบขับขี่มาแว๊ว~ ♥
ตอนแรกก็กล้าๆกลัวๆ เพราะว่าขู่กันเหลือเกินว่า “ตกแน่”
ใจนึงก็คิดว่าจะตกได้ไงแว๊ ขับรถที่เมืองไทยมาตั้งหลายปี
แต่ในเมืือบางคนขับหลายปีก็ยังตกอยู่ดี ก็เลยขอปอดแหกเอาไว้ก่อน ><

อย่างที่เล่าในเอนทรี่ก่อนหน้านู้น ว่าต้องจองคิวล่วงหน้ากันเป็นเดือนๆ
เลยมาตกเอาวันที่ 27 กันยายน ที่ DMV Longbeach!!
อย่างที่รู้กัน(ใครรู้ = =’) ว่า ลูลิย้ายมาเรียนอีกเมืองนึง ไม่ได้อยู่แถว Cerritos แล้ว
ก็เลยต้องโดดเรียนวันนึง กลับไปสอบแถวบ้านล่ะค่ะ

ตามกฎหมายของที่นี่ คนที่ได้ Driver’s permit (Learner’s permit)
เวลาขับรถ จะต้องมีคนที่มีใบขับขี่นั่งไปด้วยเสมอ
เพราะงั้นขับกลับไปคนเดียว ผิดกฎหมายนะคะ ไม่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง ฮี่ๆๆ

.

.

.

ขั้นตอนการสอบ ก็ไม่ยากเย็นเท่าไหร่
ก่อนอื่นเลย ก็หาจดหมายที่ทาง DMV ส่งมาให้ที่บ้านก่อนค่ะ
พอดีว่าแกะ แต่ไม่ได้อ่าน เลยไ่ม่รู้ว่ามันคืออะไร เอิ๊ก ><
เ้ข้าใจว่าเป็นใบคอนเฟิร์มนัด อะไรทำนองนี้อ่ะ

เสร็จแล้วก็ขับรถไปที่ DMV ที่นัดเอาไว้
ไปก่อนเวลานิดนึงก็ดีนะคะ เผื่อเวลารถติดไว้ด้วย (แต่จริงๆไปหลังเวลานัดก็ได้เหอะ -*-)
ย่าลืมว่าวันสอบ จำเป็นมากที่ต้องมีคนที่มีใบขับขี่แล้วนั่งรถไปด้วย

เริ่มต้นด้วยการขับรถเข้าไปเทียบข้างตึก
อารมณ์เหมือนกับ Drive through ยังไงยังงั้น
ต้องรอจนถึงเวลาเราเป๊ะ ค่อยกดออดข้างๆตู้ (กดก่อนโดนด่าด้วย T^T)
แล้วก็จะมีพนักงานมาขอเอกสาร
เอกสารที่ต้องใช้ ก็จะมี
1.Driver’s permit
2.Insureance
3.ใบนัดที่ส่งไปให้ที่บ้าน

แค่นี้!!! อย่างอื่นที่เตรียมมา ไม่ได้ใช้ทั้งหมดทั้งปวง

พอเชคเอกสารของเราเรียบร้อย เค้าก็จะหนีบเป็นปึกๆ เ้ข้ากับเอกสารของทาง DMV แล้วส่งคืนมาให้
อย่างนึงที่ชอบมาก ก็คือช่องใส่เอกสารฮาได้อีก
ปกติตามเคาเตอร์ เราจะสอบใต้กระจกใช่มั๊ยคะ
อันนี้มันจะเป็นกระบอกสเตนเลส ซึ่งเวลาเปิด มันจะยืดออกมาเป็นถุงให้เราใส่เอกสารลงไป กับรับคืน
อยากถ่ายรูปมาให้ดูเหมือนกันนะ แต่ตามพวกสถานที่ราชการแบบนี้ ไม่รู้ว่าห้ามถ่ายรึเปล่า
(กลัวห่วงแต่ถ่ายรูป สอบตกล่ะซวยเลย = =’)

.

.

.

ผ่านจุดเชคเอกสารมาก็จะเป็นจุดให้คอย
านเชียวล่ะ (ถึงบอกว่ามาสายก็ไม่เป็นไร -*-)
คนเดินผ่านไปผ่านมา ใจเต้นตุ้มต่อมไปหมด ตื่นเต้นนนนนนน
จนในที่สุดเจ้าหน้าที่ในชุดเสื้อโปโลสีน้ำเงิน ปักอักษร DMV ก็เดินมา
เอาละเว้ย!! ลุยละนะ!!

คุณเจ้าหน้าที่บอกให้เลื่อนรถออกไปอีกนิดนึง
แล้วก็ให้ดับเครื่อง
เริ่มที่การเทสความรู้พื้นฐานก่อนเลย
กดแตรดูซิ ที่ปัดน้ำฝน ไฟหน้า ไฟอีเมอเจนซี่ (ไฟเหลืองกระพริบ)
เบรกอีเมอเจนซี่ (เบรกมือ) อยู่ตรงไหน ทำนองนี้
แล้วก็จบลงที่ ให้ทำสัญญานมือ แล้วอธิบายว่ามันคืออะไร
อีซี่ๆ เพราะมีเพื่อนติวมาให้ก่อนแล้ว สบมยห. ^^

.

.

.

จากนั้นคุณเจ้าหน้าที่ก็จะมาขึ้นรถ แล้วก็จะอธิบายว่าวันนี้จะให้ทำอะไรบ้าง
“ก็จะมีขับตรงๆ เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวานะ มีคำถามอะไรจะถามก่อนออกรถมั๊ย” คุณเจ้าหน้าที่หันมาถาม
ลูลิก็ยิ้มละไมอย่างน่ารักสุดขีด แล้วก็บอกกลับไปว่า “ไม่มีค่ะ แต่ช่วยพูดช้าๆหน่อย ฟังไม่รู้เรื่อง~” แหะแหะ
เค้าไม่ได้ตอบอะไร แต่ก็บอกให้ start รถ แล้วก็ออกรถได้เลย
(แต่เค้าแอบเห็นคุณเจ้าหน้าที่แอบหัวเราะมุมปากด้วยนะจะบอกให้ ><)

.

.

.

เริ่มแรกก็ขับออกจาก DMV สู่ถนนใหญ่ (ต่างกับในไทยที่สอบในสนามจำลอง)
เค้าก็จะบอกล่วงหน้าซักพักใหญ่ๆแหละว่าจะให้ทำอะไร
อย่างเช่น “เลี้ยวซ้ายที่ไฟแดงหน้า” อะไรแบบนี้
ประมาณว่าให้เรามีเวลาตั้งตัวล่วงหน้า เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องกังวลไป ^^

เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาอยู่ 15 นาที ก็วนกลับมาที่เดิม
แล้วก็เพิ่งรู้สึกตัวว่า อ่าวจบแล้วเหรอ =[]=
เห็นคุณเจ้าหน้าที่เขียนยุกยิกๆๆลงในกระดาษ
แล้วก็หันหน้ามาพูดด้วย “The test is finished”

แล้วคุณเจ้าหน้าที่ก็จะอธิบายว่าเราทำอะไรผิดบ้าง แล้วก็ต้องแก้ไขตรงไหนบ้างทีละข้อ
“เวลาเลี้ยวซ้าย อย่าเลี้ยวกินเลน” พร้อมวาดรูปยุกยิกๆลงในกระดาษเป็นตัวอย่างประกอบ
“เวลาเปลี่ยนเลนทางขวา ให้หันมองก่อนค่อยมอง ไม่ใช่เปลี่ยนไปมองไป”
“แล้วก็… รู้รึเปล่าว่าความเร็วใน residential area ขับได้เท่าไหร่”
อ่าว… ไม่ได้อ่านมาอ่ะ ถ้าตอบว่าไม่รู้จะปรับตกป่าวแว๊~
“umm twenty five มั๊ง (มั๊งเบาๆ ><)” ตอบมั่วๆไป
“ํYes” …. อ่าวถูกด้วย ><” กำลังจะทำหน้าดีใจ เสียงคุณพนักงานก็แทรกขึ้นมาซะก่อน
“But you drove at thirty” …….. เจร๊ดดดดด =[]=”
death air ไปอีก 5 วิ  ….
.
.
“ฺBut it’s OK”

แล้วก็ก้มลงนับกากบาทในกระดาษที่จดยุกยิกมาตลอดทาง
1.2.3.4.5.6.7..8……..9
“nine!!!” …….. กลืนน้ำลายเอื๊อก (แบบว่าไม่รู้ง่ะ ว่าผิดได้กี่ที)
death air ไป 3 วินาที แล้วภาพก็เคลื่อนอย่างสโลโมชั่น~
Congratulations you passed” เสียงเรียบ แต่แววตาแอบขำอย่างบอกไม่ถูก
(ขำหน้าลูลิตอนลุ้นใช่มะ ชิ – -;)

เย่!!!! ผ่านในทีเดียว เก่งจริงๆเลยเรา!!
(ไม่มีใครชม ชมตัวเองก็ได้ 555555)

ละสุดท้ายก็ยื่นก๊อปปี้ใบคะแนนมาให้เป็นที่ระลึกด้วยล่ัะ ^^

.

.

.

พอจบบทสนทนา ก็บอกให้เข้าไปทำเรื่องต่อในตึก
เวลาจริงๆที่ควรจะเป็นคือ 2 นาที
แต่ลูลิอยู่ในนั้นครึ่งชม.ได้ -*- นานมากกกกกกกกกกกกกกกกกก ><
สาเหตุก็คือ เครื่องแสกนลายนิ้วมือ มันไม่อ่านนิ้วลูลิ = =
แสกนอยู่ครึ่งชั่วโมง นิ้วช้ำหมด T^T
(หรือลายนิ้วมือหด เพราะว่าเจอผีที่ Universal studio มา 5555+)

พอแสกนผ่าน เค้าก็ปริ๊นใบมาให้ แล้วก็บอกให้กลับได้
ลูลิก็เอ๋อจิ เพราะอาลูลิบอกว่า ให้แต่งหน้ามาให้สวยๆเ้พราะว่าเค้าจะถ่ายรูปด้วย
สรุปว่าไม่ถ่าย ใช้รูปวันที่ไปสอบข้อเขียน!!
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด T^T
ไม่จรี๊งงงงงงงงงงงงง~~ รูปวันนั้นอย่างแย่ = =’

ตอนนี้ยังไม่ไ้ด้เห็นว่าใบขับขี่หน้าตายังไง เจ้าหน้าที่บอกว่าอีก 2 อาทิตย์จะส่งไปให้ที่บ้าน
แต่เพื่อนบอกว่าใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะส่งมา -*-
ตอนนี้ก็ได้กระดาษบางๆใบนึงมาใช้แทนไปก่อน 1 แผ่น ฮ่าๆๆๆ
แต่ก็เอาเต๊อะ ก็ได้แต่หวังว่าจะไม่ต้องโชว์ใบขับขี่ให้ใครดู โดยเฉพาะคุณ ตร. -*-

.

.

.

สอบเสร็จก็ขับกลับมาเรียนต่อ (ช่างเป็นเด็กดีเสียนี่กระไร)
แต่มาถึง มันไม่เรียน มันสอบบบบบ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด T^T
อาจารย์ไม่เห็นใจหนูเลยง่ะ หนูมาไกล หนังสือก็ไม่ได้เอาไป ฮือออออออออออออ
ได้ 7 เต็ม 12 เกือบตก…. เฮ่อ -*-

End.

ปล.สำหรับการเตรียมตัวสอบ (สำหรับคนที่อยากเตรียม)
สามารถศึกษาจาก http://www.youtube.com/watch?v=xkf_NfEwZls&feature=channel ได้เลยจ้า ^^

 

► ซื้อรถคันใหม่ หมดไส้หมดพุง!! September 18, 2010

Filed under: ☺☺ USA :: August 2010 — lady2go @ 8:24 PM
Tags: , ,

,, ห่างหายจากการเขียนบลอคไปตั้งนาน เพราะว่าช่วงนี้ชีวิตค่อนข้างวุ่นวายค่ะ
ย้ายบ้าน ย้ายโรงเรียน ,, ไหนจะต้องขนของ ไหนจะต้องทำความรู้จักเพื่อนใหม่
ไหนจะต้องร่ำลาอาลัยกับคนเก่า เอ๊ย เพื่อนเก่า >< โอ๊ย~วุ่นวายสารพัด!!
วันนี้เป็นวันหยุดวันแรกตั้งแต่ย้ายมาอยู่ในที่ใหม่ ก็เลยมีเวลามานั่งเขียนบลอคซักที
เรื่องย้ายบ้านเป็นยังไงเดี๋ยวเอาไว้ค่อยเล่าให้ฟังอีกทีดีกว่า ขอเม้าท์เรื่องลูกสาวคันใหม่ก่อนละกัน ^^

หลังจากที่ลูลิำไปทำใบขับขี่.. อีกไม่นานก็ได้ไปออกรถเป็นของตัวเองค่ะ
แน่นอนว่า รถใหม่เอี่ยม แบรนด์นิวคาร์” เลยล่ะ!!
ขอเล่าให้ฟังก่อนว่า.. จริงๆแล้ว หลายคนก็แอบติงว่าทำไมต้องซื้อรถใหม่
เพราะส่วนมากนักเรียนที่มาอยู่ที่นี่ก็จะนิยมซื้อรถ used car หรือรถมือสองกันทั้งนั้น
ตอนแรกลูลิก็ชั่งใจเหมือนกัน ว่าจะซื้อรถใหม่เลย หรือว่ามือสองดี
เพราะถ้ามันเป็นไปตามแำพลนที่วางไว้ ลูลิก็จะอยู่ที่นี่ราวๆ 2 ปีเท่านั้นเอง

มีเพื่อนหลายคนที่นี่ ซื้อรถมือสอง (มือสาม มือสี่ มือห้า) ได้ถูกมั่กๆ
รถสวย สภาพดี เครื่องยนต์ไม่มีปัญหา
แต่ของแบบนี้มันอยู่ที่ดวงค่ะ ดวงคนมันจะหาไม่ได้ มันก็ไม่ได้แบบไม่มีเหตุผล 555+

มาถึงวันแรก ลูิลิก็จัดการไปตระเวนหารถก่อนเลย
แถวๆบ้านอา มันจะมีดงขายรถอยู่ (ขอเรียกว่าดง เพราะว่ามือหนึ่งมือสอง ทุกยี่ห้อ รวมกันอยู่ตลอดทั้งถนน)
แต่ละบริษัทก็จะมีลานกว้างๆด้านหน้าเป็นของตัวเอง
แล้วก็จะมีรถเยอะแยะมากมายจอดเอาไว้ให้เชยชม ซีกนึงเป็นรถใหม่ ซีกนึงเป็นรถเก่า
ก็ไปเดินเลือกๆ จิ้มๆดู ว่าอยากได้คันไหนได้ตามสบาย

รถมือสองแต่ละคันจะมีราคาสีส้มแป๊ดตัวบะเิริ่มติดเอาไว้ที่กระจกหน้า,, ประมาณว่าขับรถผ่านก็เห็นว่างั้นเถอะ!!
แล้วด้านข้าง กระจกฝั่งคนนั่ง ก็จะติดรายละเอียดของเครื่องยนต์ อุปกรณ์เสริมต่างๆเอาไว้
(เหมือนกันกับรถใหม่) ราคา plus tag สามารถมาชะเง้อดูได้ที่กระจกข้างค่ะ

หน้าตาป้ายจะประมาณนี้ จะแตกต่างกันไปนิดหน่อย ตามแต่ละบริษัท

.
.

หลังจากที่เดินดูจนเหนื่อย ก็ยังหารถที่(ราคา)ถูกใจไม่ได้
ไม่ได้งก แล้วก็ไม่ได้เรื่องมากนะคะ ><
แต่ขอเล่าก่อนว่า เพราะลูลิเป็นคนที่ไม่มีความรู้เรื่องเครื่องยนต์เลยแม้แต่นิดเดียวค่ะ
ไม่ค่อยน่าอวดซักเท่าไหร่ แต่ขับรถมา 8 ปี ยังเปิดกระโปรงหน้ารถไม่เป็นเลย = =’
เพราะฉะนั้นก็เลยไม่อยากได้รถเก่าเกิน 2 ปี เพราะว่ากลัวว่าเครื่องยนต์จะมีปัญหา แล้วอินี่จะไปยืนโง่อยู่กลางถนน = =’

ด้วยข้อจำกัดรถอายุไม่เกิน 2 ปี ราคามันก็เลยดีดไปอยู่ที่ีราวๆ $15,000 up ทั้งนั้น!!!
แพงมิใช่เล่นนะเออ -*- เดินดูรถมือสองอยู่จนตัวดำ (ที่นี่หนาว แต่แดดร้อนจี๊ดค่ะ T^T)
ก็เลยตัดสินใจไปเดินดูรถใหม่บ้าง

คันแรกที่เจ๊อะ ก็คือ toyota yaris สีฟ้าน่ารักน่าชัง
เออคันนี้สีสวยจัง เลยเฉียดเข้าไปใกล้หวังจะดูราคา แล้วสิ่งที่เห็นก็คือ…. $15,900 !!!
เห้ยยยยยยย!! ไมถูกกว่ารถมือสองอีกอ่ะ (แต่มือสองเล็ก accord ไว้นะ = =)
เลยด้อมๆมองๆคันอื่นบ้าง Corolla (Altis บ้านเรา) $17,900 // Metrix $19,900
อืมมมม ราคามันเหยียบๆกับรถเก่าเลยล่ะ…
ว่าแล้วก็เลยโน้มเอียง “ซื้อรถใหม่แม่มเลยละกัน!!”

รถมือสองมี 2 อย่างค่ะ คือซื้อกับดีลเลอร์ กับซื้อกับเจ้าของโดยตรง
ถ้าหากว่าซื้อกับดีลเลอร์ ก็จะราคาสูง แถมยังต้องเสีย Tag
แต่ว่าก็มั่นใจได้ระดับนึง เพราะว่ามีคนตรวจเชคเครื่องยนต์ให้ก่อนเอาออกมาวางขาย
(ย้ำอีกทีว่าไม่มีความรู้ ก็เลยมาซื้อกับดีลเลอร์ค่ะ)
แล้วอีกอย่างคือ ซื้อกับเจ้าของรถโดยตรง มันต้องอาศัยดวง และเวลาอย่างมาก
ลูลิไม่อยากรอ เพราะเกรงใจที่อาจะต้องไปส่งไปรับทีั่รร.ทุกวัน
รอไม่ได้ ก็เลยตัดสินใจ เอาวะ!! ใหม่ก็ใหม่นี่ล่ะ!! . .

ลูลิไปออกรถวันที่ 31 สิงหาคมตอน 1 ทุ่มค่ะ
เพราะว่าทริกอย่างนึงเวลาซื้อรถ(ใหม่) คือ ให้ไปวันสิ้นเดือน แล้วก็ตอนที่ออฟฟิสมันจะปิด
อาลูลิบอกว่า มันจะทำให้เราต่อรองได้ง่ายขึ้น ลดราคาแบบบีบบังคับจิตใจได้ง่ายกว่า
เพราะเค้าจะปิดยอดของเดือน อะไรทำนองนั้น

ก่อนอื่นเลยเซลล์ก็จะมาเดินประกบให้เราเลือกเอาตามลานจอดรถ
คอยวิ่งเอากุญแจมาไขให้เข้าไปลองนั่ง
แล้วเราชอบคันไหนก็ให้เอาออกไปลองขับเล่นที่ถนนแถวนั้นด้วย
แล้วก็กลับมานั่งในออฟฟิสต่อรองราคากัน

แต่ก่อนจะต่อรองราคากัน เค้าจะขอใบขับขี่เจ้าของรถก่อน เพื่อให้มั่นใจว่าคนนี้ซื้อรถได้จริง
สำหรับเคสลูลิก็ค่อนข้างวุ่นวายนิดนึง เพราะว่ายังไม่มีใบขับขี่ของที่นี่ ยังเป็นแค่ Permit อยู่
ตอนแรกเค้าก็ทำท่าเหมือนกับว่าจะซื้อไม่ได้
แต่ลูิลิก็แย้งว่า ทำไมจะซื้อไม่ได้!! ก็เอาเงินสดมา แถมมีใบขับขี่สากล (เท่ห์ปะล๊ะ ><)
(จินตนาการภาพ ลูลิลุกขึ้นตบโตะปัง!! แล้วก็ตะคอกใส่หัวหน้าเซลล์~)
หัวหน้าเซลล์เค้าก็หยิบใบขับขี่สากลไปดู แล้วก็ยื่นคืนกลับมา -*-
หยิบติดมือไปแค่ใบขับขี่ไทย กับ Driver’s pernit เท่านั้น (ไีร้ค่าได้โล่ห์อะ ใบขับขี่สากล = =)
สุดท้ายสรุปความกันว่า “ซื้อได้” ก็ค่อยเข้าสู่กระบวนการ ต่อรองราคา

* มีคนบอกว่า “รถ” เป็นอย่างเดียวในอเมริกา ที่สามารถต่อราคาได้
ซื้ออย่างอื่น ไม่ต้องไปต่อ เพราะเค้าไม่มีทางลดให้
ไม่รู้ว่าจริงมั๊ย ใครลองแล้ววานบอกทีค่ะ อิอิ ><

.
.

ตอนแรกลูลิก็เล็ง Metrix เอาไว้ เพราะว่าสวยงามน่ารักน่าัชัง
เอาออกๆไปลองขับเล่นบนถนนแถวนั้นแล้วก็รู้สึกว่ามันขับง่ายดี
อิคนขายก็เชียร์สุดติ่ง!! แบบว่ามันเหมาะกับคุณน้องมากมายราวกับว่าเกิดมาคู่กัน… อะไรแบบนั้น -*-
แต่พอมาสรุปราคา $19,000 แบบลดกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว

ไปตอน 1 ทุ่ม จน 3 ทุ่มก็ยังสรุปราคากันไม่ได้
สุดท้ายเลยเปลี่ยนใจ เราจะซื้อรถแพงขนาดนั้นไปทำไมวะ = =
ขับแค่ 2 ปี แถมเพื่อนก็ไม่มี จะเอารถใหญ่ไปเพื่อ??

แต่… ไอ้ครั้นจะ yaris ก็ไม่ชอบหน้าปัดมันอีก (yaris ที่นี่เหมือน vios ที่เมืองไทย)
จะ 3 ประตู 4 ประตู 5 ประตู หน้าปัดมันก็ประหลาดทุกเวอร์ชั่น
งั้นเอาเป็นว่า Corolla ละกันน่า อยู่ตรงกลาง
หน้าปัดสวย ขนาดพอดี ราคาพอถูไถไปได้
(เหตุผลเดียวกับตอนซื้อ Altis ที่เมืองไทยเด๊ะ… เพราะ Vios มันหน้าปัดไม่สวย 555+)
สุดท้ายแล้วได้รถแบบเดิมเด๊ะมาใช้… แต่เหมือนเปลี่ยนรุ่นใหม่มันใหม่ขึ้นเท่านั้นเอง ><

.
.

หลังจากที่ตกลงราคากันที่ $16,500 (+tag 10%) กับ Toyata Corolla S (รุ่น sport)
อิคนขายก็จัดแจงเอาคันสีขาวมาจอดรอไว้ บอกว่า “สวยเหมาะกับลูลิมากเลย” -*-
แต่น้องชาย(ลูกอา) กับอา บอกว่าสีขาวไม่ต้องซื้อรุ่น Sport ก็ได้ัมั๊ง
(ุรุ่น Sport มันจะคล้ายรถแต่งนิดๆ มี Skirt มี Spoiler อะไรพวกนั้น)
ก็เลยขอเลือกสีก่อน แห่กันออกไปเดินตากลมหนาว ในชุดเสื้อยืดกางเกงขาสั้น ตอน 3 ทุ่มกัน!!
เลือกไม่ได้นาน ก็ตัดสินใจ “ขาวนี่แหละวะ!! มันหนาว ทนไม่ไหวแล้วววววววววว!!”
ก็เลยได้รถสีขาวมาด้วยประการฉะนั้น (สิ้นคิดสิ้นดี T^T)

หลังจากตกลงราคากันได้ พ่อคุณคนขายก็ไปทำเรื่องการเงิน (financial)
ทิ้งให้ลูลินั่งรออีกราวๆ 2 ชั่วโมงได้….ไฟแน้นมันนานได้อีก = =’
แต่ก็ยังดีที่เอาคู่มือ กับกุญแจรถมาให้นั่งเชยชมไปพลางๆก่อน
ระหว่างนั้นทางบริษัทก็จะเอารถไปล้าง ทำความสะอาดให้

รอจนเกือบ 4 ทุ่ม พนักงานการเงินก็มาเรียกว่าให้เข้าไปทำเรื่องไ้ด้แล้ว
(ทำงานกันดึกได้โล่ห์ = =’)
กว่าจะเซ็นเชคเรียบร้อย เซ็นเอกสารสัญญาเรียบร้อย ก็ปาไป 4 ทุ่มกว่าๆ

.
.

พอเสร็จเรียบร้อย ไอ้เราก็คิดว่าจะได้กลับบ้านซะทีว๊อย!!
แต่ไม่ใช้ค่ะ ต้องมีพิธีส่งรถอีก..
ตอนนั้นเป็นเวลา 5 ทุ่ม… ลูลิในชุดเสื้อยืด กางเกงขาสั้น ควบรองเท้าแตะ
ยืนท้าลมหนาว 15 องศา ให้พ่อคุณพนักงานดีเด่นสาธยายคุณสมบัติของรถให้ฟัง
จ้า..พ่อคู๊ณณณณ รู้แล้วว่ารถดี รู้แล้วว่าบริการเริ่ด
แต่อิชั้นอยากกลับบ้านแล้ววววววววววววววววววววว

.
.

สุดท้ายก็เอา iphone ขึ้นมาชักภาพเป็นที่ระทึกก่อน แล้วก็โบกมือบ๊ายบายพ่อคุณพนักงานดีเด่น
เอาล่ะ.. เข้าเกียร์ ถึงเวลา เล็ท สะ โกวววววว~
ฟ๊าวววววววววววววววว กลับบ้านด้วยใจระทึก..
แหม่ ออกรถตอน 5 ทุ่มแบบนี้ หาไม่ได้ในเมืองไทยแน่นอนล่ะ ><

.
.


รถสีขาวคันงาม ลูกสาวคันใหม่ ^^


พวงมาลัยมีที่เพิ่ม-ลดเสียงด้วย อยากได้มานานแว้ว ><


interior รุ่น Sport กับรุ่นธรรมดามันจะแตกต่างกัน เพราะว่าีุรุ่น Sport จะเป็นสีดำ-เงิน ว้ยรุ่นจริงจรี๊ง ><


รถรุ่นใหม่ที่นี่ก็แปลกดี ไม่มีป้ายแดงอย่างบ้านเรานะคะ
ไม่มีทะเบียนซะเฉยๆงั้นแหละ
แต่ว่าจะมีสติ๊กเกอร์ติดที่กระจกอยู่ คล้ายๆกับเป็น serial number
ลูลิไม่รู้ว่าอันไหนแน่ เลยเบลอทิ้งหมดทุกเลข ฮ่าๆๆๆๆ


แ้ล้วก็สุดท้าย… เบาะข้างนี้ยังไม่มีเจ้าของ
รออยู่นะัตัวเอ๊งงงงง ><

End..

 

► สอบใบขับขี่ในอเมริกา,, ขอเริ่มด้วยสอบข้อเขียนละกัน August 26, 2010

,, หลายคนเคยบอกเอาไว้ว่า อยู่ในอเมริกา ไม่มีรถก็เหมือนไม่มีแขนไม่มีขา
ตอนแรกก็คิดว่าเวอร์ซะไม่มีล่ะ ประเทศศิวิไลขนาดนี้รถไฟฟ้าไม่มีเหรอไง..?

แต่พอมาอยู่ที่นี่ (Los Angeles) จริงๆ อืม… มันไม่มีจริงๆนะ รถไฟฟ้าน่ะ – -;
เป็นเพราะว่าอเมริกามันใหญ่โตมโหฬารมหาศาลมาก
แล้วก็ด้วยความที่คนที่นี่ก็อกแนวจะ Individual man อย่างบอกไม่ถูก
การมีรถยนต์ส่วนตั๊วส่วนตัว ก็เลยแลดูจะตอบสนองความต้องการได้มากกว่า
พอทุกคนมีรถ ก็ไม่มีใครใช้ระบบขนส่งสาธารณะ การเติบโตของมันก็เลยหยุดลงไปด้วย
(ทางไกล ลงทุนมหาศาล,, แต่ถ้าทำไปไม่มีคนใช้ แล้วจะทำไปทำไม ชิมิ?)
เมื่อระบบห่วย คนที่ขึ้นก็มีแต่คนจน ทำให้รถเมล์กลายเป็นสิ่งน่ากลัวขึ้นมาทันที
เลยเดือดร้อนมาถึงนักศึกษาต่างชาติอย่างเราๆนี่ล่ะค่ะ ที่ต้องหลิ่วตาตามเมื่อเข้ามาในเมืองตาหลิ่ว~

“ต้องมีรถ” เป็นคำที่ทุกคนที่รู้จักในอเมริกาบอกลูลิ
ไอ้ความรู้สึกงก (ประมาณว่า ตูนั่งรถเมล์ก็ได้ – -’) ก็ค่อยๆโดนกลืนหายไป
สุดท้ายแล้วก็ต้อง “มีรถ” จนได้!!

.
.
.

แต่ก็เพราะว่าที่นี่คือ “อเมริกา” อีกนั่นแหละ
การจะมีรถซักคันมันก็เลยไม่ได้ง่ายเหมือนอยู่บ้านเรา
ยิ่งเราเป็นกระเหรี่ยงต่าวด้าวด้วยแล้ว ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะวุ่นวายขึ้นมาอีกเป็นเท่าตัว

ก่อนที่จะซื้อรถได้ เราก็จะต้องมีใบขับขี่เป็นของตัวเองซะก่อน!!
(เพราะตอนซื้อรถ มันต้องใช้อะไรซักอย่างในการโอนรถนี่ล่ะ)

.
.
.

การทำใบขับขี่นี่ก็ไม่ได้ต่างอะไรไปจากบ้านเราเท่าไหร่นักค่ะ
ถ้าหากว่าเคยทำใบขับขี่จากเมืองไทยมาแล้ว ก็จะไม่รู้สึกว่ากระบวนการมันก็คล้ายๆกัน
อย่างแรกที่ต้องทำ ก็คือการสอบข้อเขียน
จากนั้นก็สอบขับ.. ซึ่งในส่วนของการสอบขับรถนี่ล่ะค่ะ ที่แตกต่างออกไปจากในเมืองไทย
จำกันได้มั๊ยเอ่ย ว่าในเมืองไทยสอบขับรถกันยังไง
แม่นแล้ว! สอบในสนามจำลองจิ๋วๆ ในกรมการขนส่งทางบกไงคะ ^^

แต่ที่นี่ไม่ใช่ค่ะ…
ที่นี่เค้าเล่นของจริง ไม่มีสลิงไม่ใช้ตัวแสดงแทนค่ะ
บึ่งออกไปนอกถนนจริงๆกันเลย โดยจะมี Instructor คอยนั่งไปข้างๆ
สั่งให้เราทำตาม แล้วก็คอยหักคะแนน… =3=

.
.
.

ยังค่ะ… ลูลิยังไม่ได้สอบขับ เพราะว่าเพิ่งจะตัดสินใจจะทำใบขับขี่เมื่อวาน
วันนี้ก็เลยแค่ไปสอบข้อเขียนมาก่อนเท่านั้น ^^

แรกเริ่มเลยของการทำใบขับขี่ ก็คือการศึกษากฎกติกามารยาทต่างๆเอาไว้ก่อน
ขอบอกไว้ก่อนเลยว่า โดยรวมก็คล้ายๆของไทย
แต่ว่าก็จะมีีดีเทลเล็กๆน้อยๆที่ต่างออกไป เรื่องที่ควรทำ-ไม่ควรทำ
และบางเรื่องที่ความหมายตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง!!
ซึ่งทั้งหมดนี่ ทาง DMV (Department of Motor Vehicles) ก็แสนจะใจดีเตรียมเอาทุกอย่างเอาไว้ให้หมดแล้ว
ในเวปไซต์ http://www.dmv.ca.gov/portal/home/dmv.htm (California only)

.
.
.

แรกเริ่ม ก็เริ่มจากการนัดหมาย (Make appointment) ซะก่อน
ถ้าจะเข้าไปทำเรื่องที่ DMV (Office) ก็เลือก Make appointment for visit office
ตอนแรกลูลิก็ไ่ม่คิดว่าจะมีคนเข้าไปจองเวลาเยอะ (เพราะขับผ่าน DMV ทุกวัน คนเข้าคิวยาวเป็นหนอนตลอด = =)
แต่พอทำเรื่องจองวันเข้าไป ก็ได้คิวเข้าไปยื่น application วันที่ 1 ตุลาคม!!!!
*ขยี้ตา 2 ที* เฮ่ยยยย 1 ตุลาจริงๆด้วย
นานไปมั๊ยยย อีกเดือนกว่าๆ แล้วเมื่อไหร่จะได้ขับรถกันล่ะ!!

เพราะว่ามันนานเกินจะรอ (วัยรุ่นใจร้อนอ่ะ รอนานไม่ได้ 5555)
ลูลิก็เลยเปลี่ยนใจ ขอ Walk in เข้าไปแทนละกัน
ทีนี้เลยเข้าใจแระ ว่าทำไมคิวยาวเหยียดทุกวัน = =*



เอกสารที่จะต้องใช้ เห็นมันติดอยู่บนบอร์ดที่โรงเรียน เลยถ่ายกลับมาซะหน่อย

.
.
.

ลูลิเลิกเรียนบ่ายสองโมง บ่ายสองสิบนาทีก็ถึงที่ DMV
แต่ก็ต้องกุมขมับตั้งแต่เลี้ยวเข้าที่จอดรถ เพราะว่ามันหาที่จอดไม่ได้เลยล่ะ
เฺฮ๊ยยยย คนมันจะเยอะไปไหน!!!!
ยิ่งมองเห็นหางแถวที่ล้นออกมานอกตัวอาคารแ้ล้ว ก็ต้องแอบถอนหายใจเฮือกโตๆ
เฮ่อออออออออออ.. หรือจะมาวันหลังดีว๊า = =’


แต่ว่าไปนั่น สุดท้ายแล้วลูลิก็ลากน้องสาวมายืนต่อหางแถวอยู่ดี
ราวๆครึ่งชั่วโมง ถึงจะสามารถผ่านประตูเข้าไปเจอเคาท์เตอร์แรก
เจ๊ประจำโต๊ะ ทักด้วยคำทักทายยอดฮิต “Hi How are you today?”
ลูลิแอบคิดในใจว่า ทำไมต้องถามแฟร๊ วันนี้จะเป็นยังไงมันก็เรื่องของชั้น = =
แต่สุดท้ายก็พึมพำตอบไป “ฟาย!!” (ภาษาอังกฤษค่ะ ภาษาอังกฤษ 555+)

แล้วเจ๊ก็เริ่มเปิดฉากสปีคสุดสปีด (ไวกว่านรก)
จับใจความได้ว่า “แม่หนู.. วันนี้มาทำอะไรจ๊ะ”
ลูลิก็ตอบไป “มาทำใบขับขี่ค่ะ”
เจ๊แกทำหน้างง… อ่าว.. งงไรล่ะ ก็มาทำใบขับขี่ไง ไม่เข้าใจเหรอ
เจ๊แกงงมา ลูลิก็งงสู้ (ไม่ยอมแพ้ด้วยล่ะ!!)
น้องสาวเห็นว่าท่าไม่ดีแล้ว ก็เลยเอ่ยปากช่วย
“พี่เค้ามาทำใบขับขี่ค่ะ วันนี้จะมาขอสอบข้อเขียนก่อน”
เจ๊แกพยักหน้าเข้าอกเข้าใจ (ใช่เซ๊!! น้องสาวมันอเมริกัน ลูลิมันกระเหรี่ยงเน่!!)
แล้วก็ปริ๊นบัตรคิวมาแมกซ์ติดไว้กับใบคำร้อง
จากนั้นก็หันมาบอกว่าให้ไปนั่งรอเรียด้านในได้เลย


ใบคำร้อง

.
.
.

นั่งรอ… อย่างไม่รู้ชะตากรรมตัวเองอยู่ที่หน้าเคาท์เตอร์
ไม่มีอะไรทำ มองซ้ายมองขวา ก็เห็นเด็กอเมริกันนั่งอ่านคู่มือขับรถกันใหญ่
มองผู้สมัครคนอื่นๆแล้วก็เครียด ทำไมแต่ละคนขมักเขม้นกันขนาดนี้ล่ะ = =’
อืมมมม… สงสัยข้อสอบจะยากมาก เลยหยิบเอาข้อสอบเก่าของตัวเองขึ้นมาอ่านบ้าง

อ่านข้อสอบ(ไทย)จบไป 2 รอบ ทำแบบฝึกหัก(อังกฤษ)เสร็จไปอีก 5 เทส
จนในที่สุด เสียงจากเครื่องอัตโนมัติก็เรียกให้เราไปที่ช่อง 10
เฮ่อ…. 2 ชั่วโมงกว่าเอง จิ๊บๆ แค่เกือบไม่ทันเวลา T^T
(ที่นี่เปิดให้สอบจนถึง 4 โมงครึ่งค่ะ ถ้าเข้าห้องสอบไม่ทันก็กลับบ้านไปเลยมั๊ง รอฟรี = =)

.
.
.

ที่เคาท์เตอร์ 10 (Window10 — ไม่เห็นมีหน้าต่างเลย ทำไมเป็น Window ก็ไม่รู้เนอะ ^^”)
เจ๊ประจำเคาท์เตอร์หันมาเห็นก็ทักประโยคเดิม “Hi How are you today?”
แ้ล้วก็ “)#$^&^@#+…. first time?”
มันถามอะไรไม่รู้แหละ แต่ First time อะ เลยตอบ Yes ไป
(เพิ่งมารู้ทีหลังว่าเค้าถามว่า มาทำเรื่องเป็นครั้งแรกรึเปล่า ถ้าเคยมาแล้วจะมีเอกสารอยู่.. ว่างั้น)
แล้วก็ขอพาสปอร์ตไปซีรอกซ์ กับกรอกข้อมูล
ซึ่งจริงๆแล้วเหมือนกับว่าจะต้องใช้ I-20 ด้วย แต่ลูลิลืมเอามา ก็เลยเลยตามเลย เนียนยื่นไปแต่พาสปอร์ตนี่ล่ะ
เจ๊แกก็ไม่ได้ว่าอะไร พิมพ์ก๊อกแก๊กๆๆ ประกอบกับหันมาพูดด้วยเป็นระยะๆ..
แต่ขอโทษนะคะเจ๊ มองหน้าแล้วไม่เอะใจเลยเหรอ ว่าควรพูดช้าๆหน่อยน่ะค่ะ = =’
รัวสุดๆแบบนี้ กระเหรี่ยงไม่สามารถเข้าใจได้นะคะ 5555+

จากนั้นก็จะเอาใบคำร้องมาให้เราเซ็น (ต้องเซ็นต่อหน้าเจ้าพนักงานเท่านั้น)
แล้วก็ทำการเทสการมองเห็น
ให้ปิดตาอ่านป้ายทีละ้ข้าง.. (แต่พูดเร็วมาก ฟังเเกือบไม่เข้าใจว่าให้ทำอะไร!!)
แล้วก็จะเรียกเก็บเงิน เป็นเงิน $31 (ประมาณ 970 บาท)
จากนั้นก็จะปริ๊นใบส่งตัวมาให้แล้วก็ชี้ทางเข้าสู่ฐานต่อไป

ถ้าหากว่าอยากได้ข้อสอบเป็นภาษาไทย ก็สามารถรีเควสได้ที่ตรงนี้ค่ะ
เจ๊จะเขียนลงไปในใบส่งตัวให้ ว่าขอข้อสอบภาษาไทย
(สิทธิพิเศษสำหรับ กระเหรี่ยงในแคลิฟอเนียเท่านั้นนะจ๊ะ ♥)

.
.

.

ด่านต่อไป ก็จะเป็นการถ่ายรูป ปั๊มนิ้ว แ้ล้วก็รับรองลายเซ็น
เริ่มแรกก็จะให้เซ็นลงบนเพลท แล้วก็ปั๊มนิ้วโป้งทีละข้าง
แล้วสุึดท้ายก็คือถ่ายรูป…. หน้าตาแย่ได้อีก แงงงงงงง

จากนั้นก็ไปยื่นเอกสารที่ได้มาที่ช่อง 1 เพื่อรับข้อสอบ
ตอนแรกก็คิดว่าจะสอบเป็นรอบๆ มีห้องมีโต๊ะเหมือนอย่างตอนที่สอบที่เมืองไทย
แต่ว่าผิดถนัอเลยค่ะ ห้องสอบเป็นแค่เคาท์เตอร์สูงๆ (เหมือนเวลาืยืนกรอกใบฝากเงินในธนาคารง่ะ)
แล้วก็ไม่ได้กั้นอะไรทั้งนั้น

หลังจากทำข้อสอบเสร็จ ก็เอากลับไปคืนที่ช่อง 1
จากนั้นเ้จ้าหน้าที่ก็จะให้ไปนั่งรอ แล้วก็เรียกมาฟังผลว่าผ่านรึเปล่า
แน่นอนค่ะ ว่าลูลิผ่าน!! แต่ไม่ได้ผ่านธรรมดานะ
ผ่านแบบ 100% correct เชียวล่ะ ~//////////~ ปลื้มเชียว~

แล้วเจ้าหน้าที่ก็จะปริ๊น Tempolary driving permit ให้ใช้หัดขับ ก่อนที่จะมาสอบขับอีกทีวันหลังค่ะ
เท่านี้ก็เสร็จสิ้นการสอบข้อเขียนสำหรับใบขับขี่อเมริกาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ก็ต้องไปฝึกหัดขับอีกซักนิด แล้วก็รีบนัดวันไปสอบขับอีกทีในเวปไซต์เดิมค่ะ


หน้าตาใบอนุญาต

.
.
.

สำหรับคนที่กังวลว่าจะสอบผ่านมั๊ย เขยิบเข้ามาสิคะ ลูลิจะบอกอะไรให้ฟัง ^^
เิีิริ่มแรกคือ อย่างที่ลูลิบอกว่าลูลิได้ข้อสอบเก่ามาจากเืพื่อน
ในใจก็คิดว่าเอามาอ่านเป็นไอเดีย ว่าเค้าจะออกข้อสอบแบบไหน
แต่ว่าพอได้รับกระดาษคำถามมา ลูลิถึงกับหัวเราะก๊าก (อิฝรั่งคนข้างๆกำลังเครียดอยู่)
มันแบบว่า ข้อสอบที่สอบมัน exactly the same กับตัวอย่างที่ได้มาเลยนี่นา
ข้อสอบมีถามเรื่องกฎ 36 ข้อ แล้วก็เรื่องป้ายต่างๆ 12 ข้อ
ลูลิใช้เวลาทำทั้งหมดไม่ถึง 5 นาที .. ทำไปหัวเราะคิกคักไป อย่างกับคนบ้า -*-

ตอนที่เดินไปฟังผล เจ้าหน้าที่เค้าก็พูดแค่ว่า “You passed”
ลูลิก็เลยชะโงกหน้าเข้าไปถามว่า “How about my score?”
เจ้าหน้าที่ก็มองหน้าแบบไม่อยากเชื่อเท่าไหร่ แล้วก็บอกว่า “100% correct”
ฮี่ๆๆๆๆ~

ไม่รู้ว่าสามารถโพสข้อสอบไว้หน้าบลอคได้เลยรึเปล่า (โจ่งแจ้งไปเด๋วเค้าเปลี่ยนข้อสอบล่ะซวยอีก)
เอาเป็นว่า ถ้าใครหาข้อสอบอยู่แล้วอยากได้ ก็ทิ้งเมลล์ไว้นะคะ เด๋วลูลิจะส่งให้ ^^

ไปเตรียมตัวสอบขับก่อนแระน๊า
ขอให้ทุกคนโชคดีค่ะ ^^

ปล.พิมพ์ไว้เมื่อคืนแล้วหายเกลี้ยง พิมพ์รอบสองนี่ไม่สนุกเลยนะเนี่ย T^T

 

► สิ่งเล็กๆที่เรียกว่ารัก,, พี่โชน น้ำ และลูลิ ^^ August 23, 2010

สักวันหนึ่ง
(มาริสา – สุโกศล หนุนภักดี)

ไม่รู้ว่านานแค่ไหน ที่ฉันต้องทนเก็บทุกสิ่ง
ปิดบังความจริงในใจทุกๆ…อย่าง

ทุกครั้งที่เราพบกัน ทุกครั้งที่เธอหันมา
ที่ฉันเฉยๆ รู้ไหมฉันฝืนแค่ไหน

ได้ยินไหม หัวใจฉัน มันกำลังบอกรัก…รักเธออยู่
แต่ฉันไม่อาจจะเปิดเผยใจออกไป ให้ใครได้รู้
ได้ยินไหม หัวใจฉัน ยังคอยอยู่ตรงนั้น รอให้เธอเปิดดู
และหวังเพียงแค่เธอรู้ สักวันหนึ่ง…

ทั้งทีฉันก็รัก ทั้งที่ฉันก็รู้สึก
แต่ส่วนลึกข้างในยังไม่กล้า

ทุกครั้งที่เราพบกัน ทุกครั้งที่เธอหันมา
ที่ฉันเฉยๆ รู้ไหมต้องฝืนแค่ไหน

ได้ยินไหม หัวใจฉัน มันกำลังบอกรัก…รักเธออยู่
แต่ฉันไม่อาจจะเปิดเผยใจออกไป ให้ใครได้รู้
ได้ยินไหม หัวใจฉัน ยังคอยอยู่ตรงนั้น รอให้เธอเปิดดู
และหวังเพียงเธอจะรู้ สักวันหนึ่ง…

ได้ยินไหม หัวใจฉัน มันกำลังบอกรัก รักเธออยู่
แต่ฉันไม่อาจจะเปิดเผยใจออกไป ให้ใครได้รู้
ได้ยินไหม หัวใจฉัน ยังคอยอยู่ตรงนั้น รอให้เธอเปิดดู
และหวังเพียงเธอจะรู้ ว่าคนคนนี้รักเธออยู่
ยังไงขอให้เธอรู้ สักวันหนึ่ง…

.

.

.

กลายเป็นเพลงโปรดขึ้นมาทันทีหลังจากที่ดู “สิ่งเล็กๆที่เรียกว่ารัก” จบ..
เหมือนกับว่า ความรู้สึกลึกๆที่พยายามจะกลบ มันถูกขุดขึ้นมายังไงยังงั้น!!

เรื่องราวกุ๊กกิ๊กในเรื่อง ก็ไม่ได้ตรงกับชีวิตจริงซะทีเดียว (เพราะที่ผ่านมาจีบแต่รุ่นน้อง -*-)
แต่เหมือนมันมากระตุ้นความรู้สึก “แอบรัก” ที่เคยมี
จริงอยู่ว่าเรื่องราวมันไม่ใช่.. แต่ไอ้อาการแอบมอง แอบเพ้อ แอบฝัน แล้วก็แอบเข้าข้างตัวเองมันก็ไม่่ต่างกันนัก
ไอ้อารมณ์ขอเฉียดไปเห็นหน้าซักนิด หรือเค้าจำชื่อได้หน่อยก็ดีใจ นี่ก็เข้าใจเป็นอย่างดี
สรุปว่า ….อิน!!!
.

.

.

ตอนแรกๆของเรื่อง เหมือนกับว่าค่อยๆขุดเอาความรู้สึกลึกๆของการแอบรักใครซักคนขึ้นมา
มันน่ารักนะ ดูไปยิ้มไป คิดถึงสมัยที่เราแอบรักใครซักคน.. รักแบบไม่หวังอะไร มันก็มีความสุขดี
วันนึงก็ขอแค่ได้เจอ ขอแค่ได้เห็น ขอแค่ได้รู้ว่าเค้าเป็นยังไง
รักแบบพอเพียง… ซึ่งมันก็เพียงพอ

จนความสัมพันธ์มันเริ่มงอกงาม ในที่สุดเราก็รู้จักกัน แล้วก็ใกล้กันมากขึ้น
เหมือนเริ่มมีความคาดหวังเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของความรู้สึก
ในใจก็คิดลึกๆล่ะว่า “พี่โชน” ก็ต้องมีใจให้บ้างแหละว๊า!!
ซึ่งก็เดาไม่ผิดใช่มั๊ยล่ะ ^^

.

.

.

เรื่องราวดำเนินไป ก็ยิ่งอินขึ้นทุกทีๆ…
ใกล้ตัวขึ้นทุกทีๆ…

“เดี๋ยวก็จะไม่ได้เจอพี่โชนแล้วนะ จะไม่ทำอะไรเลยเหรอ?”
ครั้งนึงก็เคยถามตัวเองแบบนี้
คิดจะบอกอยู่หลายที แต่ในที่สุดก็จบลงแค่คำว่า “ไม่กล้า”
กลัว.. สิ่งที่มันจะตามมา ทั้งๆที่ไม่รู้ว่ามันจะเป็นยังไง
แต่กับ “น้ำ” ถือว่าเธอแน่มาก..

“น้ำทำทุกอย่างเปลี่ยนแปลงทุกอย่างก็เพื่อพี่
แต่ตอนนี้น้ำรู้แล้วว่าสิ่งที่น้ำควรทำมากที่สุดและควรทำมาตั้งนานแล้ว
คือการบอกพี่โชนว่า….น้ำชอบพี่โชน

งประเด็นเป็นที่สุด!!!
ใช่แล้ว สิ่งที่ควรทำ แล้วก็ควรทำตั้งนานแล้ว ก็คือการบอกให้เค้ารู้
ถึงมันจะดีหรือจะร้าย แต่ก็ดีกว่าสุดท้ายไม่ได้ทำอะไรเลย
ดูซิ ช้าไปแค่อาทิตย์เดียว โดนชิงไปซะงั้น!!!
(ละนี่ช้าไปกี่ปีแล้ว?… อืมอย่าไปนับเลย = =)

.

.

.

ที่ดูแล้วน้ำตาไหลเป็นสายเลือด ไม่ใช่ตอนที่น้ำค้นพบว่าพี่โชนมีแฟนแล้ว
แต่มันบีบหัวใจ ตอนที่ได้รู้ว่า จริงๆแล้วพี่โชนเองก็แอบมองน้ำมาก่อนหน้านี้ตั้งนาน
ไดอารี่ที่เปิดไปแต่ละหน้า ยิ่งตอกย้ำความรู้สึก “เสียดาย”
ในใจก็คิดแต่ว่า “ถ้าวันนั้นได้บอกไป .. บางทีเค้าก็อาจจะรู้สึกกับเราแบบนี้บ้างก็ได้
…  If 3 – Present unreal -*- …. เพ้อเจ้อไม่มีที่สิ้นสุด!!

แล้วก็ฉากสุดท้าย เมื่อ 9 ปีผ่านไป
“พี่โชนแต่งงานรึยังคะ “
.
.
.
.
.
.
.

“พี่ก็รอคนกลับมาจากอเมริกาอยู่น่ะครับ”

ได้ยินไหม หัวใจฉัน ยังคอยอยู่ตรงนั้น รอให้เธอเปิดดู
และหวังเพียงเธอจะรู้ ว่าคนคนนี้รักเธออยู่

ยังไงขอให้เธอรู้ สักวันหนึ่ง… ~♪
.

.

.

จบได้ประทับใจมากกกกกกกกกกกกกกก
ไม่หวังให้ใครมารอลูลิกลับจากอเมริกา…
แค่“พี่โชน”รอ“น้ำ” ลูลิก็ดีใจแระล่ะ ^^

 

► ผัดซีอิ๊วแบบไทยๆ,, ทำเองก็ได้ ง่ายจัง >< August 23, 2010

,, อุแหม่.. จั่วหัวแลดูโปรม๊ากมาก.. อันที่จริงแล้วก็ไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก
เรื่องก็มีอยู่ว่า….. วันนี้ (22 สิงหาคม 2553) ลูลิลงมือทำอาหารเป็นครั้งแรกค่ะ!!

เรื่องมันเริ่มจากว่า คุณอาผู้หญิง (ที่ปกติเป็นคนทำอาหารให้กิน) เค้าหนีไปเที่ยว
เมื่อวานนี้ก็ออกไปกินข้าวข้างนอกกัน แต่อาหารที่นี่ไอ้ครั้นจะกินข้างนอกทุกวันมันก็ใช่เรื่อง -*-
วันนี้(หลังจากนอนอุตุมาทั้งวัน) ก็เลยตัดสินใจว่าเรามาทำอาหารกินกันที่บ้านเถอะ
ด้วยความเป็นเด็กดีอยากจะช่วยแบ่งแบาภาระ (จริงเหรอ?)
ก็เลยเสนอตัวลองทำอาหารให้ประชากรที่เหลือในบ้านกินกัน
สมาชิกผู้น่าสงสารในบ้าน อันได้แก่ อาผู้ชาย และน้องสาวอีกคน
ก็เลยต้องประสบชะตากรรม กลายเป็น“เหยี่อ” ให้ลูลิลองฝีมือ ^^

ด้วยความที่ไม่เคยทำอาหารเลย.. และไม่รู้อะไรเลยยยยยย..
คิดไม่ออกซักเมนู ว่าควรจะทำอะไร..
แต่พอดีว่าเมื่อวานนี้ไปกินอาหารไทย สั่งผัดซีอิ๊วมากิน อร่อยม๊ากกกกกกกกกก
ก็เลยคิดว่า ผัดซีอิ๊วนี่แหละวะ.. เผื่อมันจะอร่อยเหมือนเค้า!!!

แล้วก็เลยมุ่งหน้าไปที่ตลาดจีน (หาส่วนผสมของเอเชียทุกอย่างได้ที่นี่!!)
เพื่อซื้อซีอิ๊วหวาน แมกกี้ เส้น และอื่นๆ
หน้าตาตลาดจีน เป็นตึกชั้นเดียวเหมือนแมกโครเลย

ปล.ลูลิขับรถไปเองด้วยนะ (อานั่งไปข้างๆ) เป็นการหัดขับรถไปด้วยในตัว ><

กลับมาบ้านก็พิมพ์มั่วๆลงไปในกูเกิล “ผัดซีอิ๊ว วิธีทำ”
เจอเวปไหนเวปแรก ก็ตามนั้น…
จำไม่ได้แล้วว่าเวปไหน (ขออภัยที่ไม่ได้ใส่ URL)
ในเวปก็จะบอกว่าต้องใช้สวนผสมเท่าไหร่ อะไรบ้าง..
เส้นกี่กรัม ผักกี่กรัม (ไม่ได้ชั่งหรอก หยิบเอาตามใจฉัน) แล้วก็เครื่องปรุงใช้อะไรเท่าไหร่
รวมทั้งวิธีทำทีละขั้นตอนเลย..

ก่อนอื่นก็เตรียมส่วนผสม อันประกอบไปด้วยซอสชนิดต่างๆ แล้วก็เนื้อ เส้น แล้วก็ผัก

เส้นขาวๆ จริงๆมันทำมาเรียบร้อยแล้วเป็นแพค
ก็เอามาแยกให้เป็นเส้นชั้นเดียว (จากม้วนๆเป็นปึกๆ)
ใส่จานไว้ แล้วก็เอาซีอิ๊วหวานคลุกๆ ให้กลายเป็นเส้นดำๆ ^^

หั่นไก่ หั่นผัก แล้วก็ตีกระเทียม (กระเทียมกระเด็นไปอยู่ในจานแล้ว ลืมเอามาใส่ถ่ายรูป อิอิ)

แล้วก็ใส่ลงไปคลุกๆๆๆๆ… ทำเหมือนทำยำเลย 5555
เอากระเทียมใส่ก่อน แล้วก็ไก่ แล้วก็ไข่ ตามด้วยเครื่องปรุงทั้งหมด
แล้วมันก็จะเละๆ แลดูสยองๆนิดนึง
ก็เอาเส้นดำๆนี่ใส่ลงไป แล้วก็ตามด้วยผัก
คลุกๆจนคิดว่ามันกินได้ ก็เอาขึ้น… หน้าตามันก็จะออกมาประมาณนี้ อิอิ

บ้านนี้เค้ากินไม่เค็ม เลยไม่ได้ใส่ซีอิ๊วให้มันดำปี๋เหมือนที่ร้านเค้าทำ
แต่สุดท้ายออกมาก็รสชาติใช้ได้ ถือว่าเลิศเลอเพอเฟกต์สุดๆสำหรับอาหารจานแรก ^^
คราวหน้าจะลองทำอย่างอื่นอีก (ชักจะติดใจ ><)
แล้วเอาไว้จะเอามาโชว์อีก… เอาไปเสริฟก่อนละ *ฟิ๊ววววว*


^^ v

 

► จัดกระเป๋าเตรียมบิน,, 30 กิโลที่แสนจะลำบากใจ August 21, 2010

,, จั่วหัวเอาไว้ว่า 30 กิโล เพราะคิดว่าคนที่จะไปเรียนต่อก็คงซื้อตั๋วนักเรียนทุกคนแหละเนอะ
โดยปกติแล้ว”ตั๋วนักเรียน”ก็จะอนุญาติให้เราแบกของไปได้ 30 กิโลอยู่แล้ว
(Economy class ปกติไ้ด้ 20 กิโล)
แต่ว่าถ้าหากว่าใคร นั่งเฟิร์ส นั่งบิส หรือพรีเมี่ยมอีโค่ จำนวนน้ำหนักก็จะแตกต่างออกไปจากนี้ค่ะ

ลูลิเลือกนั่งพรีเมี่ยมอีโค่ (Premium economy class) ซึ่งถือว่าเป็นชนชั้นระหว่างกลางระหว่างบิสกับอีโค่
เพราะว่าระยังทางอันยาวไกล (บินตรง 16 ชั่วโมง) ทำให้รู้สึกว่านั่งอีโค่คงเป็นง่อยตายก่อนเป็นแน่แท้
แพลนเอาไว้ว่าคงร้องไห้ฟูมฟายน้ำตาไหลเป็นสายเลือด เลยอยากได้เบาะกว้างๆไว้ซับน้ำตา (เวอร์ 555+)
ตั๋วพรีเมี่ยวอีโค่ ก็เพิ่มเงินขึ้นมาอีกไม่เท่าไหร่(เหรอ?) ด้วยความรักสบาย ก็เลยเอาวะ!!!
ตั๋วเที่ยวเดียว กรุงเทพ-ลอสแองเจลิส ของลูลิก็ฟาดไป 37,000 บาท โดยประมาณ
จำไม่ได้แระว่ามันแพงขึ้นมากว่าอีโค่เท่าไหร่ – -;

สำหรับคนที่จะนั่งพรีเมี่ยมอีโค่ อยากจะแอบเดือนกันซักนี๊ดนึง เผื่อจะมีคนลืมตัวอย่างลูลิ
ตั๋วพรีเมี่ยมอีโค่ มันก็คืออีโคโนมี่คลาสดีๆนี่เองล่ะค่ะ
เพราะฉะนั้น มันให้เราบกของไปได้ 20 กิโล เท่าอีโค่เท่านั้นเองนะคะ
ถึงจะจ่ายแพงกว่า ที่นั่งดีกว่า อาหารดีกว่า แต่ว่าไม่ได้เพิ่มที่ในท้องเครื่องบินให้ด้วยนะจ๊ะ ^^

Photobucket

ปล. ตามกม.ของอเมริกา กระเป๋าใบนึงจะหนักได้ไม่เกิน 23 กิโล (50 ปอนด์) เท่านั้น
แต่ถ้า Business class หรือ/และ มีบัตรทอง royal orchid ก็จะได้ 32 กิโล (70 ปอนด์)
(แล้วไอ้ยักษ์ของลูลิผ่านมาได้ไง 55555+)

.

.

.

กลับมาเข้าเรื่องการจัดกระเป๋า
อย่างที่เคยเ่ขียนในเอนทรี่ก่อนๆไปบ้างแล้ว ว่าน้องสาวลูลิจะไปเรียนต่อที่อังกฤษในเวลาไล่เลี่ยกัน
เพราะฉะนั้นเราสองคนก็เลยไปชอปปิ้งพร้อมๆกัน ซื้อของเหมือนๆกัน เตรียมของเหมือนๆกัน
โดยที่ยึดเชคลิส(ที่หาจากในเน็ต)อันเดียวกัน!!

แต่พอมาถึงอเมริกาจริงๆ กลับพบว่า “เชคลิสในอินเตอร์เน็ตมันเชื่อถือไม่ได้!! 100%”
เหมือนกับว่ามิกซ์กันมั่วไปหมดระหว่าอังกฤษและอเมริกา
หลายอย่างที่ขนมาที่นี่ สามารถหาซื้อได้ในราคาถูกแสนถูก ไม่คุ้มค่าการแบกมาซักกะตี๊ดเลยเชียว -*-

.

.

.

การจัดกระเป๋า น่าจะซื้อของล่วงหน้าประมาณนึงนะคะ จะได้ไม่ร้อนรนตอนที่ใกล้ๆถึงเวลา
(พอใกล้เดินทาง จะรู้สึกไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น -*-)
โดยแบ่งข้างของออกเป็นหมวดๆ เพื่อง่ายต่อการแพค แล้วก็ง่ายต่อการเชคด้วยค่ะ
หลายครั้งที่แพคกระเป๋าไปเมืองนอก ลูลิเลือกใช้วิธี ลิสรายชื่อของออกมาเป็นหมวดๆก่อน
แล้วก็มีกระดาษอีกใบเป็นลิสของที่จะต้องไปซื้อ แยกตามสถานที่ที่จะไปซื้อ เช่น โลตัส สยาม พารากอน บลาๆๆ
พอได้ของมาก็ใส่ถุงรวมกันเอาไว้เป็นก้อนๆ เื่พื่อง่ายต่อการแพคลงกระเป๋านั่นเอง ^^

ลิสของลูลิจะแบ่งออกเป็น 7 หมวด นะคะ
แต่ว่าแต่ละคนก็อาจจะแบ่งต่างๆกันออกไปล่ะเนอะ
1.เสื้อผ้าอาภรณ์
- เสื้อ / กางเกง / กระโปรง
- ชั้นใน
- ถงเท้า / รองเท้า
- กระเป๋า
2. เครื่องประดับ ของใช้ส่วนตัว
- เครื่องสำอางค์
- อุปกรณณ์ทำผม
- เครื่องประดับ
- ของใช้ส่วนตัว
- ของจุกจิก
3. อาหาร
4. เครื่องใช้ไฟฟ้า
- คอมพิวเตอร์
- กล้อง
- อื่นๆ
5. ยา
6. เครื่องเขียน
7. เอกสาร

.

.

.

ซึ่งขอย้ำอีกทีค่ะ ว่าอเมริกา และอังกฤษไม่เหมือนกัน
ถึงจะเป็นต่างประเทศเหมือนกัน พูดภาษาอังกฤษเหมือนกัน แล้วคนมันก็ตาฟ้าผมทองเหมือนกัน
แต่วิถีชีวิตความเป็นอยู่ แตกต่างกันนะคะ
ของที่หาซื้อไม่ได้ในอังกฤษ หาได้ในอเมริกาค่ะ ^^

เรามาเชคกันทีละหมวดดีกว่าเนอะ!!

.

.

.

.

.

1.เสื้อผ้าอาภรณ์

- เสื้อ / กางเกง / กระโปรง
- ชั้นใน
- ถงเท้า / รองเท้า
- กระเป๋า

เสื้อผ้าที่นี่มีหลายราคาค่ะ ก็เหมือนกับในประเทศไทย ซื้อในพารากอน กับซื้อตลาดนัดราคาก็ต่างกัน
ฉันใดก็ฉันนั้น… เด๊ะ!!
อาทิตย์แรกที่มา ลูลิเดินดูในห้่างเปิดใหม่แถวซานตามอนิก้า (ฺSata Monica) ชื่อบลูมมิ่งเดล
ห้างนี้สวยมาก แล้วก็หรูมาก เสื้อกล้ามห่วยๆบางๆ ควอลิตี้แบบที่สามารถซื้อในตลาดประตูน้ำได้ในราคา 20 บาท
ที่นี่ขาย $40 ….. 1220 บาท (อัตรแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 32 บาท)  *ปาดเหงื่อ*
ร้านถัดไป..เสื้อแจกเกตมีเฟอร์ น่ารักมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก มองแล้วให้ราคาอย่างแพงเลย ก็ไม่น่าเกิน 4,000 บาท
พลิกป้ายคาราดู ลมแทบจับ $395 (12,640 บาท)  … นี่ัยังไม่รวมแคลิฟิเนียแทก (CA TAX) อีก 10% นะคะ
ณ วันนั้น อยากกลับเมืองไทยทันที อยู่ที่นี่ต้องไม่มีเสื้อผ้าใส่แน่ – -;

วันถัดมา ได้ไปเดินเล่นที่ Wallmart ก็ร้านขายของราคาถูกขนาดใหญ่ น่าจะเทียบได้กับโลตัสบ้านเรา
เสื้อผ้า(ไม่ค่อยสวย) ที่นี่ ราคาประมาณ $10 – $50
จับเนื้อผ้าดูก็รู้สึกว่าโอเคอยู่ล่ะนะ ^^

แต่พอได้ย้ายบ้านมาอยู่บ้านอา น้องชาย(ลูกอา) ก็เลยพาไปเดินเล่นในห้างแถวบ้าน
ก็น่าจะเทียบได้กับเดอะมอลล์ เซนทรัลไรงี๊แหละ
ในห้่างมีขายของหลายแบรนด์เลย ละลานตาไปหมด
แอบโฉบเข้าไปใน Forever21 ร้านโปรดของลูลิ
เฮ๊ยยยยยย กางเกง $10 จอร์จจี้~
ต่อด้วย Zara เสื้อแขนยาวตัวละ $12
ดูดีมีชาติตระกูล และอยู่ในราคาที่พอซื้อได้ (ขอใช้คำว่า”พอซื้อได้” เพราะไม่ได้เต็มใจซื้อ 555)
สรุปแล้ว… เสื้อผ้าที่นี่ สามารถหาซื้อได้ค่ะ ถ้ามีเวลาได้เดินชอปปิ้งซะหน่อย

Photobucket

Luli’s check list

- เสื้อผ้า
- กางเกงยีนส์ (x5) ,, นึกว่าจะหนาว อีธ่อ.. สุดท้ายใส่กางเกงขาสั้นทุกวัน -*-
- กางเกงยีนส์ขาสั้น (x3)
- กางเกงขาสั้นใส่อยู่บ้าน (x5)
- กางเกง longjohn (x2)  ,, ตอนนั้นก็กลัวจะหนาว แต่ไม่เป็นไร ยังไงเด๋วมันก็ต้องหนาว 55
- เสื้อยืดใส่นอน (x5) ,, เหมือนจะแบกมาเกิน -*-
- เสื้อยืดใส่ไปข้างนอก
- เสื้อกล้ามแฟชั่น
- แจกเกต / จัมพ์เปอร์
- ผ้าพันคอ
- หมวก
- ผ้าเช็ดตัว (x2)

เสื้อผ้าหน้าหนาวไม่ต้องขนมาเยอะ (เพราะ LA ร้อน -*-) มานี่ค่อยๆเลือกซื้อพวกของหลุดซีซั่นดีกว่า ^^
แต่เสื้อผ้าหน้าร้อนเอาติดมาก็ดี อย่างพวกเสื้อยืดที่นี่มันแพง ^^
____________________

- เสื้อชั้นใน
- กางเกงชั้นใน
- เสื้อกล้าม ,, เผื่อหนาวจะได้ใส่ไว้ข้างในไง
- เสื้อผูกคอ
- เสื้อคลุมอาบน้ำ
____________________

- ถุงเท้า
- รองเท้าผ้าใบ
- รองเท้าส้นสูง
- รองเท้าแตะ

ร้านรองเท้าที่นี่ก็มีให้เลือกเยอะเหมือนกัน
อย่างรองเท้า Sketchers ที่เมืองไทยขายคู่ละ 2,800 ลูลิซื้อจาก Outlet มาราคา $32 (1024 บาท)
แถมคู่ 2 ลดราคาครึ่งนึง เหลือ $17 (544 บาท) … สุดปลื้มเลย ^^
ปล.แต่น้องชายลูลิบอกว่า เด็กมหาลัยเค้าไม่ใส่ Sketchers กัน มีแต่เด็กๆใส่ล่ะ ,, ไม่เป็นไร เด๋วจะนำเทรนด์เอง 555+
____________________

- กระเป๋าหิ้ว

กระเป๋าที่นี่ก็คงไม่ต้องบอก Coach ถูกกว่าเมืองไทยประมาณครึ่งนึงได้ = =’
ที่ Outlet เจอรุ่นเที่เห็นหิ้วกันเยอะๆในเมืองไทย ราคาประมาณ $70 เอง
แต่ใน Shop ก็ราคาเท่ากับที่เชคในเวปของมันเลยค่ะ (เวลาคิดราคา อย่าลืมบวก TAX ไปอีก 10% ด้วยนะจ๊ะ ^^)

.

.

.

.

.

2. เครื่องประดับ ของใช้ส่วนตัว

- อุปกรณ์หน้า
- อุปกรณ์ผม
- เครื่องประดับ
- ของใช้ส่วนตัว
- ของจุกจิก

เครื่องประดับเป็นสิ่งที่อยากบอกดังๆเลยว่า “เอามาเต๊อะ”
เพราะว่าของที่นี่ ไม่สวย และ แพงงงงงงงงงง!!

เครื่องประดับที่นี่ที่ราคาพอซื้อได้ ส่วนมากก็จะมาจากจีน เมดอินไชน่าแทบทั้งสิ้น
ซึ่งมันก็จะแลดูก๊องแก๊งจนเกินงาม ส่วนไ้อ้ที่มันงาม มันก็แพ๊งเแพงจนไม่อยากจะงามกับมัน -*-
ก่อนมาลูลิไปเดินพลาตินั่มกับน้องสาว
ได้สร้อยคอมาเป็นกอบเป็นกำในวงเงินไม่เดิน 2,000 บาท
ไม่มีอะไรทำ ก็เอาสร้อยมานั่งดู … ฮ๊าาา มีความสุขจริงๆ 5555

ของที่นี่แพง แต่… ยกเว้นเครื่องสำอางค์นะคะ ที่ถูกจนน่าตกใจ ><
เครื่องสำอางค์ยี่ห้ออื่นไม่รู้ราคาเท่าไหร่นะ เพราะว่าไม่เคยใช้
แต่จะยกตัวอย่าง Clinique ละกัน..
ตอนแรก ก็ชั่งใจอยู่ว่าจะซื้อมาเลยดีมั๊ยน๊า เพราะ duty free ที่สนามบินพ่อก็ลดราคาได้อีก 10-20%
แต่ไปๆมาๆ มา้เสี่ยงดวงที่นี่ดีกว่า (พูดเหมือนเข้าคาสิโน 5555+)
แล้วก็ปรากฎว่า คิดไม่ผิดจริงๆ!!!! ปลื้มตัวลอย ลัลล๊ามากกกกกกกกก
ราคา Clinique ที่นี่ ถูกกว่าใน dutyfree ที่เมืองไทยครึ่งนึง!!
จริงๆบวก TAX เข้าไปแล้วก็ไม่ถูกมาก แต่ก็เทียบกับราคาไทยแล้วหน้ามืดไปตามๆกันล่ะค่ะ
ท้าให้เชคราคา ^^
ของไทย : http://www.clinique.co.th/th/homepage/
ของเมกา : http://www.clinique.com/
ของที่อเมริกานี่ ราคาจะเท่าในเวปเด๊ะๆทุกอย่างเลยค่ะ แต่ว่าเวลาคิดเงินต้องอย่าลืมพวก TAX ของรัฐนั้นๆด้วยนะคะ
(แต่ละรัฐ TAX ไม่เท่ากัน อย่าง CA มันประมาณ 9.8% แต่เมืองข้างๆ 8.6% ไรงี๊)

Photobucket

Luli’s check list

- เครื่องสำอางค์
- Cotton butt
- สำลี ,, จริงๆมันก็ซื้อที่นี่ได้นะ ราคาไม่ต่างกัน แต่มันเบาๆ ถ้ามีที่เหลือก็ยัดๆมาเถอะค่ะ
- สบู่ล้างหน้า
- โลชั่น
- ยาสระผม
- ครีมนวด
- สบู่อาบน้ำ
- ยาสีฟัน
- แปรงสีฟัน

ในหมวดนี้ จริงๆหาซื้อที่นี่ได้หมดเลยค่ะ
แต่ลูลิติดเอาเครื่องสำอางค์ที่เคยใช้มา ไม่ได้ซื้อใหม่
ส่วนสบู่ แชมพู ยาสีฟัน แปรงสีฟัน พวกนี้มันค่อนข้างจะหนัก และกินที่
ถ้าหากว่าไม่ได้ติดแบรนด์อะไร มาหาซื้อที่นี่ได้ค่ะ
มียี่ห้อคล้ายๆเมืองไทยอยู่เหมือนกัน (เยอะจนเลือกไม่ถูก เลยคว้าเอาที่คุ้นเคยมาเลย 555+)
____________________

- หวีกลม
- หวีแปรง
- หวีซี่
- กระจกตั้งโต๊ะ
- ยางรัดผม
- กิ๊บติดผม
- โรลม้วนผม
- หมวกอาบน้ำ
- ไดร์เป่าผม
- ครีมบำรุงผม

ถ้าจะเอาไดร์เป่าผมมาจากเมืองไทย อย่าลืมว่า ไฟที่อเมริกาคือ 110v เท่านั้น!!
พลิกดูที่ปลั๊ก หรือที่ตัวไดร์ดีๆ ว่ามันปรับให้รองรับไฟ 110v รึเปล่า (เมืองไทยมัน 220v)
____________________

- แคร์ฟรี
- ผ้าอนามัย
- แป้งฝุ่น

นี่ก็หาซื้อที่นี่ได้เหมือนกันค่ะ เห็นมีหลายยี่ห้อให้เลือกใช้เลย
แต่ว่าก็ไม่รู้ว่าอันไหนเป็นยังไงเหมือนกันนะ เอาไว้ลองแล้วจะบอก 5555+
ส่วนแป้งฝุ่น แป้งฝุ่นที่นี่ไม่เหมือนเมืองไทยเท่าไหร่
แบบว่าเหมือนแป้งทำอาหารง่ะ มันละเอียดมากกกกกกกกกกกกกกก
ตอนเคาะออกมา ต๊กกะใจเลย ^^”
____________________

- ชุดตัดเล็บ
- ชุดเย็บผ้า
- ร่ม
- มีดพก
- ที่โกนขนจั๊กกะแร้ (ถ้าต้องใช้)
- ผ้าปิดตา
- ไขควง
- เข็มกลัด
-ไม้แขวนเสื้อ
- ไม้หนีบผ้า
- ขันตักน้ำ
- พัด
- พระ
- สร้อยพระ

เซตนี้เป็นเซ็ดที่ทุกคนจะต้อง งงเต้ก!! ว่าอะไรของมัน 55555
มันเป็นของจุกจิกของลูลิอ่ะค่ะ จริงๆแล้วแต่ละคนก็คงแตกต่างกันออกไป
ชุดตัดเล็บ จริงๆที่นี่ก็มี ,, ลูิลิโง่ไปซื้อ made in USA มาจากเมืองไทย เพิ่งรู้สึกตัวตอนมาถึงที่นี่ นี่ชั้นต้องการอะไร = =’
มีดพก อย่าลืมเอาใส่กระเป๋าใหญ่นะคะ ไม่งั้นมีดจะต้องนอนแอ้งแม๊งอยู่ที่สนามบินไม่ได้บินมาด้วยแน่นอน
ไม้แขวนเสื้อซื้อที่ wallmart ได้ค่ะ ถูกมากแล้วก็สวย และแข็งแรงมากเลย
แต่ไม้หนีบผ้าเท่าที่เดินดูมันหาไม่เจอง่ะ ซื้อติดมาซักห่อก็ได้ค่ะ มันเบาๆ

ส่วนขัน!! งงล่ะสิ ว่าเอามาทำไม
เรื่องมันมีอยู่ว่า ส้วมที่นี่มันไม่มีที่ฉีดก้น …. จบ!! 5555555+
ไม่ขอเล่ามาก เด๋วจะติดเรทอนาจาร ;p

.

.

.

.

.

3. อาหาร

อาหารนั่นสำคัญไฉน..?
ตั้งแต่ลูลิมาอยู่ที่อเมกา ยังไม่รู้สึกว่าอาหารที่นี่แตกต่างจากบ้านเราตรงไหน
(คงเพราะอยู่กับครอบครัวอา เลยกินอาหารจีนตลอดด้วยมั๊ง)
แต่สำหรับบางคนที่มาอยู่เอง ก็อาจจะต้องการอาหารจากบ้านเกิดมาเหมือนกันเนอะ
ลูลิเองก็มีของที่อยากกิ๊นอยากกิน และขาดไม่ได้อยู่ 2-3 อย่างเหมือนกัน ><

แต่!!!
อย่าลืมว่า ที่นี่คืออเมริกาค่ะ ้ามเอาของสดเข้าโดยเด็ดขาด หมูหยอง เนื้อแดดเดียว คอหมูย่าง น้ำำพริก ลืมไปได้เลย!!
ซุกซ่อนยังไงก็ไม่เป็นผล เพราะกระเป๋าของนักเรียนทุกคน จะต้องโดนสแกนอย่างละเอียด
ถ้าเค้าเห็นของหน้าตาแปลกๆในเครื่องแสกน ก็ได้เปิดโชว์ของตรงนั้นเลยล่ะค่ะ
เสื้อนงเสื้อใน ออกมาผึ่งกันให้ว่อน 5555+
ถ้าไม่อยากโชว์ ก็อย่าเอามาดีที่สุด

แต่!!! (อีก)
อย่าลืมว่าที่นี่คือ Los Angeles สุดยอดของ  Multiculture city
อาหาร (และของใช้) ไทย จีน ญี่ปุ่น เกาหลี กัมพูชา หาได้หมดค่ะ
ข้างๆบ้านลูลิมีซุเปอร์มาเกต ชื่อ Woori Market เป็นตลาดเกาหลี
เดินเข้าไปแล้วรู้สึกคุ้นเคยมาก เพราะเปิดเพลงดงบัง บิ๊กแบง แล้วก็มีมาม่าเกาหลีเต็มไปเมื๊ดดดด
อาลูลิบอกว่า ตลาดของคนเอเชียมีเยอะมากๆใน LA
เราสามารถหาของเอเชีย(หรือแม้กระทั่งของไทย)กินได้ โดยไม่ต้องถ่อไปถึง Thai Town
(บ้านลูลิอยู่ไกลจากไทยทาวน์มากง่ะ  2 ชั่วโมงเห็นจะได้ T^T)

Luli’s check list

- Furikake ,, ผงโรยข้าวจากญี่ปุ่น หยุดไม่ได้ขาดใจอ่ะอันนี้ ><
- โลโบ ,, ที่นี่ซองละ 15 บาทไรงี๊เอง ถ้าจะซื้อเลือกรถแปลกๆมาค่ะ ที่นี่มีขายแต่เป็นรสพื้นๆ
- มาม่า ,, เป็นไอเทมที่ลูลิหยิบออกในตอนสุดท้าย แล้วก็มานั่งเสียใจ T^T มาม่าืั้ที่นี่มีค่ะ แต่ซองใหญ่มากและรสชาติมันไม่ใช่!!
- โจ๊กซอง
- หอยกระป๋อง ^^
.

.

.

.

.

4. เครื่องใช้ไฟฟ้า

- คอมพิวเตอร์
- กล้อง
- อื่นๆ

หมวดนี้เป็นหมวดที่จำเป็นมากที่สุดสำหรับลูลิ
มากกว่าอาหารและเสื้อผ้า คิดดูว่าจำเป็นขนาดไหน 55555+
อยากจะบอกว่า อเมริกาอุปกรณ์อิเลกทรอนิกถูกม๊ากกกกกกกกกก!!
ราคาเท่าเมืองไทย หรือไม่ก็อาจจะถูกกว่าในบาง items ด้วยซ้ำ

ลูลิเดินเชคราคาเล่นๆที่ Wallmart
External Harddisk ของ Western รุ่น Estensial book ราคาราวๆ 3,000 นิดๆ
ลูลิก็ซื้อมาจากเมืองไทยในราคาันั้นล่ะ -*- แบกให้หนักเปล่าๆปลี้ๆ!!
ถ้าหากว่าไม่ได้ตั้งใจใส่ข้อมูลมา ก็สามารถหาซื้อได้จากที่นี่เลยค่ะ
Thumbdrive 4Gb หน้าตาสวยงามน่าใช้มาก ก็ $9.99 เอง
เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องกว้านซื้อ มาซื้อที่นี่บ้างก็ได้ ^^

Photobucket

Luli’s check list

- Computer note book
- คีบอร์ด + เมาส์ wireless ,, ขนมาจากไทย เพราะจะได้มีภาษาไทยไง 555
- แผ่นรองเมาส์
- Adapter แปลงไฟ 110v <-> 220v  ,, เผื่อเครื่องใช้ไฟฟ้าบางอย่างไม่รองรับไฟ 110v (แต่ยังไม่เจอซักชิ้น -*-)
- สาย lan ,, เผื่อต่อเน็ตหอ ,, แต่ที่นี่เค้าเป็น wireless หมดง่ะ -*-
- Thumb drive ,, อย่างที่บอก หาซื้อที่นี่ได้สบายๆ สวยกว่าของไทยเยอะ
- External harddisk บรรจุข้อมูลเต็มเปี่ยม!!
- VCD / DVD เปล่า
- DVD หนัง ,, แบบว่าใส่ HDD ก็ยังไม่พอใจ (แต่ไม่ได้หยิบออกมาจากกระเป๋าด้วยซ้ำ = =)
- ปลั๊กสามตา
- ไมโครโฟน
- ลำโพงเล็กๆ
- สายรัดสายไฟ
____________________

- กล้อง
- สายชาร์ต
- เมมโมรี่
- ยากันชื้น
- กระเป๋ากล้อง
- กล่องเก็บกล้อง

ปล.มีกล่อง + ยากันชื้น เพราะว่าแบก DSLR มา (แลดูไม่มีโอกาสได้ใช้ 5555)
____________________

- มือถือ
- สายชาร์ตมือถือ
- USB ของมือถือ
- Talking dict
- สายชาร์ต Talking dict
- MP3 Player
- USB ของ MP3 Player
- เครื่องอัดเสียง

.

.

.

.

.

5. ยา

ซื้อยา(บางอย่าง) จะต้องมีใบรับรองแพทย์ถึงจะซื้อได้ค่ะ
คนที่นี่ก็เลยแนะนำว่าให้เอายาติดตัวมาด้วย เวลาที่ป่วยจะได้ไม่ลำบาก
จริงๆแล้วนักเรียนที่นี่ทุกคน จะต้องทำประกันด้วย
ลูลิทำประกันกับโรงเรียน คิดอาทิตย์ละ $20
แต่พอถามว่า ประกันแต่อุบัติเหตุเหรอ แล้วถ้าป่วยไปหาหมอได้มั๊ย
ไดเรกเตอร์ก็บอกว่าให้มาบอกก่อนว่าจะไปหาหมอ แล้วเด๋วตอนนั้นจะบอกเองว่าไปได้มั๊ย…. เง้อออ? -*-
เพราะฉะนั้นแล้ว การแบกยา(บางอย่าง)มาด้วยก็เป็นการดีค่ะ แต่ต้องศึกษาวิธีกินมาด้วยนะ!!
ปกติที่บ้านลูลิก็ไม่เคยหาหมออยู่แล้ว พ่อกับแม่เป็นคนสั่งยาให้ตลอด
เพราะฉะนั้น ป่วยก็คงตรวจทางสไกป์เอานี่ล่ะ!!

ยาของลูลิอาจจะเยอะหน่อย เพราะว่าขี้โรค  =3= แต่ส่วนมากก็เป็นยาสามัญประจำบ้านนี่ล่ะค่ะ
ส่วนที่จำเป็นต้องเอามาจริงๆก็คือ “ยาแก้อักเสบ” ,, ไม่รู้ว่าที่เมืองไทยสามารถซื้อได้หรือว่าต้องใช้ใบสั่งยาเหมือนกันนะ
แต่ว่าที่นี่ต้องพบหมอเท่านั้น เพราะว่ายาแก้อักเสบมันถือเป็นยาอันตราย

Luli’s check list

* Amoxicilin
* Norfoxacin
- Paracetamol
- Telfast
- Bompheniramine / Corpheniramine
- Ibuprophen / Ponstan
- ยาคลายกล้ามเนื้อ
- ยากแก้ท้องเสีย
- ยานอนหลับ
- ยาระบาย
- อีโน
- Oreda เกลือแร่กินหลังท้องเสีย
- ยาป้ายปากแก้ร้อนใน
- พลาสเตอร์
- ผ้ากอซ / เทป
- เบตาดีน
- โวทาเลน
- แซมบัค
- ยาหม่อง / ยาดม
.

.

.

.

.

6. เครื่องเขียน

อ่านเจอในเน็ตบอกว่าเครื่องเขียนที่ต่างประเทศแพง แล้วก็ไม่เยอะเหมือนอย่างบ้านเรา
ลูลิก็เลยกว้านซื้อมาอย่างเยอะ
แต่.. ตอนไปเดิน Wallmart (อีกแล้ว) ก็พบว่า
เครื่องเขียนที่นี่ถูกมาก!! แต่อาจจะซิมเปิ้ลๆ แบบเหมือนที่ขายที่โลตัสบ้านเรา
สมุดโน๊ต เล่มละ 20เซนต์ เท่านั้นเอง ถูกมากกกกกกกกกกกกกกก *เป็นลม*
ไส้ดินสอกดที่ว่าที่อังกิดแพง ที่อเมริกาไม่แพงนะคะ เพระาฉะนั้นไม่ต้องซื้อมาตุน
ปากกาเขียนซีดีที่บอกว่าที่อังกิดไม่มี ที่อเมริกามีค่ะ!!

Luli’s check list

- ปากกาสีๆ
- Hi-light
- ดินสอกด
- ไส้ดินสอกด
- ยางลบ
- ไม้บรรทัด
- ลิควิด
- ถุงใส่ดินสอ ,, ถ้าอยากได้น่ารักๆก็เอามาจากไทยเลยค่ะ
- แมกซ์
- ลูกแมกซ์
- เครื่องคิดเลข
- ปากกาเขียน CD
- สกอตเทป
- คลิปหนีบกระดาษ
- คัตเตอร์
- กรรไกร
.

.

.

.

.

7. เอกสาร / หนังสือ

สิ่งสุดท้ายที่ทำให้กระเป๋าหนักสุดๆ -*-
ลูลิแบกหนังสือมา 40 เล่ม..!!
ตอนแรกมองๆก็ไม่คิดว่าเยอะเท่าไหร่ แต่พอมานับจริงๆ
อืมมมมมมมมม เยอะเป็นเรื่องเป็นราว
(แล้วก็ยังไม่ได้แกะออกจากห่อจนถึงวันนี้ หุหุ)

แต่อยากบอกว่า หนังสือภาษาอัังกฤษไม่จำเป็นต้องเอามานะคะ
วันนี้ (สดๆร้อนๆ) ที่โรงเรียนพาไปร้านหนังสือมือสอง
นิยายเล่มละ $1 ถูกมั่กๆๆๆๆๆๆ =[]= เซอร์ไพร์สที่สุดในโลก!!
แต่หนังสือไทย อาจจะไม่มีขาย อยากได้ต้องเอามาเอง อิอิ

Luli’s check list

- Passport
- Acceptance letter (จากโรงเรียนภาษา)
- Offer letter (จากมหาลัย)
- Offer letter (จากหอพัก ในกรณีที่จองหอ)
- ตั๋วเครื่องบิน
- ใบขับขี่สากล
- ใบขับขี่ไทย ,, เค้าบอกว่า ที่นี่ใบขับขี่ไทยได้รับการยอมรับมากกว่าใบขับขี่สากล = =’
- บัตร ATM
- บัตร Credit
- บัตร Debit
- รูปถ่ายติดบัตร
- Transcript

.

.

.

.

.

เตรียมของครบแล้ว แล้วก็เริ่มต้นแพคกระเป๋า
อาจจะใช้เวลาประมาณวันนึง เพราะว่ายัดไม่ลง 555555+
ลูลิแนะนำว่าให้ซื้อกระเป๋าลากๆแบบที่เค้าลากไปชอปปิ้งพลาตินั่มกันมาใช้ (เลือกแบบดูดีหน่อยก็ได้นะ)
เพราะว่าอเมริกาไม่ยอมให้เราล๊อคกระเป๋าอยู่แล้ว
เพราะฉะนั้น กระเป๋าแบบล๊อคได้ก็ไม่จำเป็นเท่าไหร่
อาจจะมีใบที่ล๊อคได้ใบนึง (รุ่นใหม่ที่มีช่องไขกุญแจของตม.โดยเฉพาะ) เอาไว้ใส่พวกของเล็กๆหรือของมีค่า
แล้วก็ใบที่ล๊อคไม่ได้ ใส่เสื้อผ้า / หนังสือไป อะไรแบบนั้น

ของที่แตกหักได้ก็เอามาใส่กระเป๋าเล็กแบกขึ้นเครื่องนะคะ
เพราะว่าไม่งั้นพนักงานจับกระเป๋าโยนไปโยนมา ของคงแหลกหมดแน่แท้!!

Photobucket
แพคอย่างดี สำคัญยิ่งชีพ ><

ของลูลิมีกระเป๋าใหญ่มหึมา 3 ใบ กระเป๋าลากขึ้นเครื่อง 2 ใบ กระเป๋าโน๊ตบุค 1 ใบ กระเป๋ากล้อง 1 ใบ
น้ำหนักรวม (เฉพาะใบที่ชั่ง) 80 กว่าโล… 2 ใบที่ลากขึ้นเครื่อง ค่อนข้างมั่นใจว่าหนักกว่า 20 โลแน่ๆ 5555+
สิริรวมน้ำหนักที่ขนมาอเมริกา มากกว่า 100 กิโลกรัม!!!
โชคดีจริงจรี๊งงงงงงง ที่พ่อบินมาส่งด้วย ไม่งั้นมีแต่ตายกับตายลูกเดียว =3=*

Photobucket

Photobucket

สรุปแล้วก็คือ… ของบางอย่างมาหาซื้อที่นี่ได้ในราคาพอๆกัน
อะไรไม่จำเป็นก็ทิ้งไว้บ้านบ้างก็ได้นะคะ อย่าเอาลูลิเป็นเยี่ยงอย่างล่ะ 555555+

End.

 

► วีซ่านักเรียนอเมริกา (F1),, แล้วมันก็มาถึงมือ August 7, 2010

Filed under: ☺☺ USA :: August 2010 — lady2go @ 11:46 PM
Tags: , , ,

,, แล้วซองเหลืองๆจากสถานฑูตก็มานอนแอ้งแม๊งอยู่บนเก้าอี้หน้าโต๊ะคอมจนได้

ลูลิถอนหายใจเฮือกโตๆ.. เฮ้ออออออออ มาจนได้สินะ
ทีนี้ไม่มีข้ออ้างใดๆแระ -*-

จริงๆตอนแรก ลูลิเครียดว่าจะได้เล่มพาสปอร์ตคืนไม่ทันเดินทาง
แต่ถ้าใครห่วงเรื่องนี้อยู่ ก็ ย.ห. อย่าห่วงเลยค่ะ
เพราะว่าวีซ่าจะรู้ผลทันทีที่เรายื่น และจะพิมพ์วีซ่าแปะในพาสปอร์ตเราในวันนั้นเลย
วันรุ่งขึ้นจากวันที่เรายื่น วีซ่าจะไปอยู่ที่ ปณ.รองเมือง เรียบร้อยค่ะ
(ยกเว้นกรณีไปทำวันศุกร์ นั่นก็ซวยไป -*-)
จากปณ.รองเมือง ใครรีบก็สามารถไปรับเล่มที่นั่นเลยก็ได้
ถ้าใครไม่รีบ ก็รอวันนึง วันรุ่งขึ้นมันก็จะมาส่งถึงบ้านเลยจ้า ^^
(อันนี้ในเคสกทม.นะคะ ตจว.ก็คงถัดไปอีกวันนึง)

ลูลิไปทำวันอังคาร วันพฤหัสก็ได้เล่มคืนเรียบร้อยจ้า~

กรีดซองออกมา ก็เจอเอกสารปึกนึง พร้อมด้วยพาสปอร์ต 3 เล่ม!!
(คือส่งไปหมด 3 เล่ม ก็เลยได้คืน 3 เล่ม อย่าตกใจไป 5555+)
แต่ประเด็นอยู่ที่ ในพาสปอร์ต มีกระดาษ A4 3 ใบพับยัดๆแล้วแมกซ์ติดเอาไว้ด้วยนี่ล่ะ
อืม… พาสปอร์ตมันบวมได้อีกนะ = =’

ไอ้ใบ A4 ที่ว่านั้น ก็คือ I-20 ของเรานั่นเองล่ะค่ะ
(เจ้าใบ I-20 นี้ มันจะระบุชื่อโรงเรียนของเราไว้ด้วย
นั่นหมายความว่า ถ้าหากว่าย้ายโรงเรียน ก็ต้องทำเรื่องให้โรงเรียนใหม่ออกใบนี้ให้ใหม่ด้วยนะ)

้าหากว่าใบนี้หายไป วีซ่านักเรียนก็จะถือเป็นโมฆะ (ต้องใช้คู่กันเสมอ)
มองเล่มพาสปอร์ตแล้วก็ ถอนหายใจอีกรอบ
ถ้าจะต้องแมกซ์ติดกันแบบนี้ ไมไม่ออก I-20 ให้มันเล็กๆหน่อยแว๊ !!!! -*-

จริงๆอัพเอนทรี่นี้ก็ไม่ได้อะไร แค่เบื่อจัดกระเป๋า
เง้ออออออออ….

แล้วก็เอาหน้าตาวีซ่ามาให้ดูเล่นๆ ^^


อันนี้ของใหม่ที่เพิ่งได้สดๆร้อนๆ


ส่วนอันนี้ของเมื่อ 10 ปีที่แล้ว

ที่หน้าตามันต่างกัน ไม่รู้ว่าต่างเพราะว่ามันผ่านมา 10 ปีแล้ว
หรือว่าต่างเพราะว่าเป็นวีซ่าท่องเที่ยว กับวีซ่านักเรียนเนอะ
(คาดว่าจะเป็นเพราะเหตุผลแรกมากกว่า ><)

ไม่ปลื้มตรงที่ใส่ชื่อ Kaplan Aspect ลงบนวีซ่านี่ล่ะ ไม่เท่ห์รุย
อยากได้เป็นชื่อ UCLA, Havard ไรงี๊…… (ฝันเฟื่อง 55555+)

.
.

เอาล่ะ!! อีก 3 วันจะเดินทาง
สู้ว๊อยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!!

End.

 

 
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.